‘ปราสาทพระวิหาร’ ก้าวข้าม ‘รัฐชาติ-ชาตินิยม-สัญลักษณ์การเมือง’

7 ม.ค. 2569 - 13:19

  • แนวคิดของ ผศ.ดร.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ในการอนุรักษ์โบราณสถานท่ามกลางสงคราม คือ การเสนอเปลี่ยนแนวคิดจากสมบัติชาติเป็นมรดกมนุษย์ ให้คนท้องถิ่นช่วยจัดการร่วมกันเพราะคุยง่ายกว่าระดับรัฐ

  • ลดผูกขาดประวัติศาสตร์ชาติ และเลิกคิดว่า "พังก็ซ่อมได้" เพราะเท่ากับอนุญาตให้ทำลายความจริงแท้

  • ใช้สายสัมพันธ์เครือญาติของคนในพื้นที่ที่มีความชาตินิยมน้อยกว่าระดับรัฐมาเป็นหัวใจในคณะกรรมการร่วม และเปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์มิติอื่นๆ

‘ปราสาทพระวิหาร’ ก้าวข้าม ‘รัฐชาติ-ชาตินิยม-สัญลักษณ์การเมือง’

ความขัดแย้งเหนือปราสาทพระวิหารไม่ใช่เพียงสงครามแย่งชิงพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่มันคือการปะทะกันของ “ชุดความคิด” ที่ถูกขังอยู่ในกรงของรัฐชาติมานานนับทศวรรษ เมื่อมรดกโลกที่ควรเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ กลับถูกทำให้กลายเป็น “ตัวประกัน” ของลัทธิชาตินิยม ผศ.ดร.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชวนเราย้อนกลับมาตั้งคำถามถึง “หัวใจ” ของมรดกโลก และเสนอทางออกที่จะนำพาเราก้าวข้ามเส้นเขตแดนทางความคิดที่แข็งตัวนี้

ปมปัญหา เมื่อ “มรดกโลก” ถูกแปรรูปเป็น “มรดกของรัฐ”

ภาพวาดโคปุระที่ 3 โดย ปามังติเอร์ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส
ภาพวาดโคปุระที่ 3 โดย ปามังติเอร์ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส

อาจารย์พิพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาเริ่มต้นที่การตีความผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ดั้งเดิมขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ที่ต้องการให้มรดกโลกเป็น “มรดกของมนุษยชาติ” แต่ในความเป็นจริง แต่ละรัฐกลับใช้มันเป็นเครื่องมือในการแสดงความเป็นเจ้าของและหวงแหนอธิปไตย

ณ ตอนนี้มรดกโลกมันเป็นเรื่องของ 'มรดกของรัฐ' มันไม่ใช่เรื่องของ 'มรดกของมนุษยชาติ' อย่างที่เราเข้าใจ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าเราจะก้าวพ้นปัญหานี้ยังไง คือต้องคิดก่อนว่า มรดกโลกคือเรื่องของมนุษยชาติ ไม่ใช่เรื่องของรัฐ เราไม่ควรเอามรดกโลกมาเป็นตัวประกัน

ผศ.ดร.พิพัฒน์ กล่าว

อาจารย์พิพัฒน์ ชวนหาทางออกคือ คือการ “แยกแยะ” ระหว่าง การบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมออก ออกจากเรื่อง อธิปไตย (Sovereignty) ซึ่งอาจารย์ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในระบบคิดของทั้งไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน

กลไกสันติภาพ ”พลังคนท้องถิ่น” และ ”พื้นที่กันชน”

หากจะสลายความขัดแย้ง อาจารย์พิพัฒน์เสนอโครงสร้างการจัดการรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า คณะกรรมการร่วมทางด้านมรดก (Joint Heritage Committee) โดยต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วนหลัก คือ ตัวแทนรัฐบาลทั้งสองฝ่าย, องค์กรกลาง (เช่น UNESCO หรือ ICC), และส่วนที่สำคัญที่สุดคือ “คนในท้องถิ่น”

คนท้องถิ่นคุยกันง่ายกว่าคนในระดับรัฐ เพราะความเข้มข้นเชิงชาตินิยม มันเป็นคนละแบบ เขายังมีความสัมพันธ์เครือญาติ วัฒนธรรม อะไรต่อมิอะไร

ผศ.ดร.พิพัฒน์ กล่าว

ข้อเสนอที่ล้ำหน้าไปกว่านั้นคือการสถาปนา พื้นที่กันชนทางวัฒนธรรม (Cultural Buffer Zone)ที่เป็นเขตปลอดทหาร เพื่อให้พื้นที่รอบปราสาทกลายเป็นพื้นที่เชิงวัฒนธรรมอย่างแท้จริง โดยยกเรื่องเส้นพรมแดนออกไปชั่วคราวแล้วหันมาคุยเรื่อง “ประโยชน์ของมนุษยชาติ” แทน

พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ผู้ริเริ่มสร้างปราสาทเขาพระวิหาร
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ผู้ริเริ่มสร้างปราสาทเขาพระวิหาร

รื้อถอนประวัติศาสตร์ฉบับ “ผูกขาด” ลดทอน “ชาตินิยม”

ความขัดแย้งที่ผ่านมามักถูกหล่อเลี้ยงด้วย “เรื่องเล่าเชิงเดี่ยว” (Single Narrative) ที่เน้นเพียงว่าบุคคลสำคัญใดเป็นผู้สร้าง เพื่ออ้างสิทธิความเป็นเจ้าของ อาจารย์พิพัฒน์ เสนอว่าเราต้อง “ลดการผูกขาดเรื่องเล่า” โดยหันมามองมิติอื่นๆ ของปราสาทพระวิหาร ไม่ว่าจะเป็น

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะการจาริกแสวงบุญและการใช้พื้นที่ร่วมกันของผู้คนในอีสานใต้และกัมพูชามาแต่อดีต ตลอดจนเสียงของคนในพื้นที่ เพราะคนท้องถิ่นเคารพกติกาสากลและรู้ว่าพรมแดนอยู่ตรงไหน แต่พวกเขาต้องการสิทธิในการ จัดการพื้นที่ทำกิน และ วัฒนธรรม มากกว่า เส้นสมมติของรัฐชาติ

เราเถียงกันอยู่แค่ 2 มิติ มันเป็นของฉันหรือของเธอ ซึ่งมันข้ามไม่พ้นหรอกถ้าเรายังคุยกันแบบนี้

ผศ.ดร.พิพัฒน์ กล่าว

จริยธรรม นักวิชาการ หรือ ความนิ่งเฉย คือ การบิดเบือน

อาจารย์พิพัฒน์ วิพากษ์วงวิชาการไทยถึงหน้าที่ของนักโบราณคดีและนักวิชาการ ว่า ต้องไม่ทำให้อดีตกลายเป็นเครื่องมือรับใช้อธิปไตยหรืออารมณ์ โดยเฉพาะวาทกรรม “ขอมไม่ใช่เขมร” เพื่อปฏิเสธสิทธิของประเทศเพื่อนบ้าน

อธิบายอดีตตามความเป็นจริง ไม่ใช่เอาอดีตมารับใช้ข้อทางกฎหมาย เพื่อจะบอกว่ากัมพูชาไม่มีสิทธิครอบครอง การนิ่งเฉยในวงวิชาการ เพราะกลัวทัวร์ลง คือการปล่อยให้สิ่งที่ไม่ถูกต้อง กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องในสังคม

ผศ.ดร.พิพัฒน์ อธิบาย

โบราณสถาน กับคุณค่าของ “ความจริงแท้” ทางประวัติศาสตร์

ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือมุมมองต่อการทำลายโบราณสถาน อาจารย์พิพัฒน์ เตือนว่าคำพูดที่ว่า “พังก็ซ่อมได้” คือ ใบอนุญาตให้ใช้ความรุนแรง (License to Destroy) เพราะโบราณสถานที่ถูกทำลาย แล้วสร้างใหม่ด้วยวัสดุจำลองจะ “สูญเสียความจริงแท้” ไปตลอดกาล ซึ่งนับเป็นความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

บทเรียนสากล - การปรับบทบาท UNESCO

อาจารย์พิพัฒน์ ยกตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น เส้นทางอินคา (Inca Trail) ในอเมริกากลาง หรือ เส้นทางวิทยาศาสตร์ในยุโรป ที่หลายประเทศบริหารจัดการร่วมกันได้เพราะบริบทการเมืองเอื้ออำนวย

ในขณะเดียวกัน อาจารย์พิพัฒน์ มองว่า UNESCO ต้องทำหน้าที่ “การทูตเชิงวัฒนธรรม” ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยใช้ระบบ Early Warning และมาตรการระงับความเป็นมรดกโลกชั่วคราวหากพื้นที่นั้นถูกใช้เป็นฐานทางทหาร เพื่อลดความชอบธรรมของคู่ขัดแย้ง

ปราสาทตาเมือนธม
ปราสาทตาเมือนธม

จะเห็นได้ว่าภารกิจดับเชื้อไฟ ชาตินิยม และสร้าง ความเข้าอกเข้าใจทางประวัติศาสตร์ (Historical Empathy) อาจต้องใช้เวลาไม่รู้นานเท่าไหร่ อาจใช้เวลาอีก 10 - 20 ปี แต่ อาจารย์พิพัฒน์ เชื่อมั่นว่าความหวังอยู่ที่การศึกษาที่สอนให้คนเข้าใจความหลากหลาย ไม่ใช่การกล่อมเกลาให้เกลียดชัง

ใจมนุษย์มันไม่เป็นกลางหรอก แต่อย่างน้อยที่สุดข้อมูลที่มากพอก็ช่วย Balance เราต้องมีความหวัง เพราะถ้าเราไม่มีความหวัง โลกในอนาคตมันไม่เปลี่ยน

ผศ.ดร.พิพัฒน์ อธิบาย

สุดท้ายแล้ว ปราสาทพระวิหาร ในสายตา อาจารย์พิพัฒน์ ไม่ใช่แค่ก้อนหินที่เรียงต่อกันบนหน้าผาพรมแดน แต่มันคือแบบทดสอบสำคัญว่ามนุษยชาติจะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เพื่อรักษาคุณค่าทางจิตวิญญาณที่แชร์ร่วมกันได้หรือไม่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์