หลายปีที่ผ่านมาราคาทุเรียนหน้าสวนอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 160-200 บาท เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้มีเกษตรกรทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่หันมาปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น จนเมื่อปี 2568 ผลผลิตทุเรียนจำนวนมากที่ออกสู่ตลาด ทำให้ราคาทุเรียนลดต่ำลง

ธานี ปิ่นแก้ว เจ้าของสวนทุเรียนปิ่นแก้วป่าละอู ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ในพื้นที่รอยต่อ 2 จังหวัด คือ ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี พื้นที่ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน และบางส่วนของ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นกว่า 100 ไร่ โดยพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดนี้เป็นพื้นที่รอยต่อ อยู่ในแถบเทือกเขาตะนาวศรี ใช้น้ำจากแม่น้ำปราณบุรี ในการทำการเกษตร และมีชุดดินชุดเดียวกัน ชาวบ้านในแถบนี้จึงเรียกทุเรียนที่นี่ว่า “ทุเรียนป่าละอู-ป่าเด็ง”
ธานี กล่าวว่า ทุเรียนเป็นผลไม้ที่ปลูกยาก เกษตรกรควบคุมได้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งธรรมชาติต้องช่วยดูแล จากสภาพอากาศที่ผันผวน ร้อนจัดสลับเย็นจัด ไม่ร้อนชื้น คาดการณ์ว่าผลผลิตทุเรียนของป่าละอูปีนี้จะออกสู่ตลาดน้อย เมื่อปริมาณน้อยราคาจะเป็นไปตามปริมาณผลผลิต
“ราคาทุเรียนขึ้นกับหลายปัจจัยทั้งดินฟ้าอากาศและปริมาณทุเรียนในระบบ แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาคุณภาพของทุเรียน สำหรับที่สวนทุเรียนปิ่นแก้วป่าละอู เราเน้นการซื้อขายผ่านออนไลน์ ก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยวจะโพสต์ให้ลูกค้าที่สนใจสั่งจองก่อน ทางสวนจะรักษาคุณภาพของทุเรียนไม่เร่งตัดขาย เลือกตัดทุเรียนแก่จัด เพื่อให้ได้ความหวานมันตามธรรมชาติ มีระบบเคลม 100 เปอร์เซ็นต์ คือ เมื่อมีการสั่งซื้อจากลูกค้า แต่หากพบว่าเป็นเชื้อรา มีหนอน หรือเป็นโรคทุเรียนที่ไม่สามารถมองได้ด้วยตาเปล่าได้ จะเคลมให้ลูกค้า คือหัวใจของการขายออนไลน์ ที่ทำให้สวนยังคงราคาขายหน้าสวนได้เหมือนที่ผ่านมา”
“ที่สำคัญสิ่งที่เราแข่งขันกับตลาด คือทุเรียนปลูกในพื้นที่สูง แร่ธาตุในดินดี และมีอากาศบริสุทธิ์ ทำให้เนื้อเนียน สีเหลืองนวล หอมมันรสชาติหวานพอดี กลิ่นไม่แรง ไม่เหม็นเขียว ลักษณะเฉพาะนี้ทำให้ทุเรียนหมอนทองป่าละอู ได้รับเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ “จีไอ” เป็นมาตรฐานและเครื่องการันตีที่นำมาใช้ในการแข่งขันในตลาดออนไลน์”
ธานี กล่าวด้วยว่า “ประสบการณ์ปลูกทุเรียนมานานกว่า 30 ปี จึงสั่งสมทั้งความรู้ การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของตลาด สร้างฐานลูกค้าบนตลาดออนไลน์ให้กลับมาซื้อซ้ำ ครองใจลูกค้าให้มั่นใจว่าได้รับประทานทุเรียนที่อร่อย สมราคาและมีมาตรฐานรับรอง”

การติดตามสภาพเศรษฐกิจเกษตร โดยเฉพาะสถานการณ์ข้อมูล สถิติของทุเรียนทั้งเรื่องการส่งออกของไทย การส่งออกของประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการพูดคุยกับเกษตรกร ผู้ประกอบการล้งและสำนักงานเกษตรอำเภอ จังหวัด รวบรวมข้อมูลส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนกำหนดทิศทางการส่งออกทุเรียนไทย ทั้งการวางแผนเพาะปลูก ส่งเสริมการตลาด วิเคราะห์ข้อมูลจากต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทของ กฤตยา ตรีวรรณไชย ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ และ สิริกานต์ อรัญดร ผู้วิเคราะห์อาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ มุ่งหวังให้มีการพัฒนาการปลูกทุเรียนในประเทศไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาด และให้ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในการส่งออก

กฤตยา ตรีวรรณไชย ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ กล่าวว่าก่อนปี 2565 ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ส่งทุเรียนผลสดไปขายประเทศจีน กระทั่งปี 2565 จีนอนุญาตให้เวียดนามส่งทุเรียนผลสดไปขายได้ ทำให้ไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาด นอกจากนี้จีนยังเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นๆ ทั้ง กัมพูชา ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย เป็นต้น ได้รับใบอนุญาตส่งออกทุเรียนไปขายประเทศจีนเช่นกัน ทำให้เกิดการแข่งขันทางการตลาด ผู้บริโภคมีทางเลือกซื้อทุเรียนที่ราคาถูกลง เป็นการแชร์ทางการตลาดกว่าร้อยละ 90 ผลกระทบจึงอยู่ที่เกษตรกรไทย
“เมื่อคู่แข่งเยอะขึ้น แม้ส่งออกทุเรียนไปขายจีนได้ แต่ได้รับผลกระทบด้านราคา ความหวังที่ชาวสวนทุเรียนจะขายได้ราคากิโลกรัมละ 150 – 200 เหมือนที่ผ่านมาจึงเป็นไปได้ยาก ไม่ถึงกับขาดทุน แต่ชาวสวนทุเรียนจะได้กำไรลดลง”
ด้าน สิริกานต์ อรัญดร ผู้วิเคราะห์อาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ กล่าวว่า “เนื้อสัมผัสที่นุ่ม รสชาติหอมหวานกลมกล่อม เป็นจุดเด่นของทุเรียนไทย” ที่ทำให้ทุเรียนไทยยังคง “ยืนหนึ่ง” ในตลาดทุเรียนส่งออก ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ตลาดให้การยอมรับ ส่วนตลาดทุเรียนในจีนเองมีการแบ่งเกรดทุเรียนเช่นกัน ทุเรียนไทยเมื่อส่งออกจะมีทั้งเกรดพรีเมี่ยมและเกรดกลาง ซึ่งในเกรดพรีเมี่ยม ผู้บริโภคจะซื้อปกติ ส่วนทุเรียนเกรดกลางของไทยมีการแข่งขันด้านราคากับทุเรียนจากเวียดนาม

“กลุ่มผู้บริโภคชาวจีนยังคงเลือกซื้อทุเรียนที่ติดแบรนด์ไทย เพราะติดใจ ชื่นชอบ ความหวานมัน กลุ่มนี้จะเลือกซื้อทุเรียนเกรดพรีเมี่ยม เพราะมั่นใจในรสชาติและคุณภาพ มีความเชื่อมั่นก็จะกลับมาซื้อซ้ำ”
“ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ย้อนกลับมาพูดกันเรื่องการรักษาคุณภาพทุเรียน ครอบคลุมในหลายประเด็น ทั้งการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้มาตรฐาน ไม่ตัดทุเรียนอ่อนส่งขาย เพราะกระทบทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และยังส่งผลต่อชาวสวนทุเรียนที่ตัดทุเรียนมีคุณภาพ ที่สำคัญคือการพัฒนาเรื่องการขนส่ง สินค้าต้องไม่เสียหายระหว่างการขนส่ง เพราะจะทำให้ทุเรียนไม่ได้คุณภาพเช่นกัน” สิริกานต์ กล่าว
ขณะที่ กฤตยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่ทำให้ไทยเสียแชมป์การส่งออกทุเรียนให้กับเวียดนาม คือ ปริมาณพื้นที่การเพาะปลูกที่มีจำนวนมากเทียบเท่ากับเวียดนาม ต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า และพรมแดนที่ติดจีนทำให้ระยะขนส่งน้อยกว่า ส่งมอบได้เร็วคงความสดใหม่ ทำให้เวียดนามกลายเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก
“ประเด็นสำคัญคือชาวสวนทุเรียนของไทย ต้องหันมาเน้นคุณภาพและมาตรฐาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำทั้งด้านการเพาะปลูก การดูแลรักษา การขนส่ง รวมทั้งการตลาด นอกจากพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลักแล้ว ต้องเร่งเจาะตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น ตลาดอเมริกา อินเดีย ยุโรป ประเทศในเอเชียอื่นๆ”
กฤตยา กล่าวด้วยว่า เมื่อดูเรื่องมูลค่าการส่งออกของไทยยังสูงกว่าเวียดนาม หมายถึง เงินถึงมือเกษตรกรมากกว่า แม้ปริมาณของเวียดนามจะมากกว่า สะท้อนว่า ทุเรียนไทยยังคงทำราคาได้ดีกว่า จากคุณภาพที่ดีและรสชาติเป็นเอกลักษณ์
“แม้หลายคนจะมองว่าทุเรียนไทยเสียแชมป์การส่งออกแล้ว แต่อยากให้มองว่าทุเรียนไทยยังมีโอกาสโดยเฉพาะบางมณฑลของจีน ที่ไทยยังสามารถขยายตลาดได้ แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือความเสี่ยงที่มากขึ้น ทั้งเรื่องคู่แข่ง และสภาพอากาศที่เป็นตัวกำหนดปริมาณผลผลิต เป็นข้อเตือนให้เกษตรกรที่เตรียมเข้ามาลงทุนในธุรกิจทุเรียนนี้ต้องเตรียมใจเรื่องความเสี่ยงที่กล่าวไปแล้ว”
“ปีนี้ถือเป็นปีที่ท้าทายสำหรับชาวสวนทุเรียนไทย สิ่งที่มากกว่าการปลูกให้ทุเรียนให้ได้ผลผลิต แต่ชาวสวนยังต้องปลูกให้มีคุณภาพ และ ขายให้เป็น เพื่อสู้กับตลาดโลกที่เปลี่ยนไป”





