วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 คณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปราบยาเสพติด เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีพนักงานต้อนรับหญิง บริษัท การบินไทย จำกัด ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว ณ ท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย วันที่ 25 มิ.ย. 69 พร้อมของกลางเฮโรอีน 1 กก.
คณิศร กล่าวว่า ภายหลังจากที่สำนักงาน ป.ป.ส. ได้มีการพูดคุยหารือกับตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) วานนี้ (1 ก.ค.) โดยเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้เบาะแสเพื่อให้เราไปทำการสืบสวนต่อ ซึ่งเบาะแสที่เราได้มาจะเป็นรายชื่อของผู้รับพัสดุปลายทางของ น.ส.มีนา โดยเป็นคำให้การของ น.ส.มีนา ที่ให้ไว้กับตำรวจออสเตรเลีย ระบุว่า เธอได้รับการติดต่อว่าจ้างจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Rose Rose" เพื่อให้ฝากสินค้าไปให้น้องที่ประเทศออสเตรเลีย
และเมื่อ น.ส.มีนา หิ้วสินค้าไปถึงประเทศออสเตรเลียแล้ว ก็จะมีบุคคลของ “Rose Rose" มารอรับสินค้า โดยนัดหมายไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ยังไม่มีข้อมูลว่าโรงแรมดังกล่าวนี้อยู่ห่างจากตัวท่าอากาศยานกี่กิโลเมตร ส่วน น.ส.มีนา จะต้องไปส่งพัสดุถึงมือที่รับเลยไม่นั้น ตรงนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันมาเช่นเดียวกันเพราะว่าเจ้าตัวได้ถูกจับกุมเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม ชื่อเล่นของคนที่มารอรับสินค้าจากน้องมีนา คือ ‘เดียร์’ เป็นผู้หญิง ส่วนจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาตินั้น ทางการออสเตรเลียยังไม่ได้แจ้งข้อมูลมาทางเรา ทั้งนี้ สำหรับช่องทางติดต่อกับคนที่ชื่อเดียร์ ที่จะมารอรับสินค้าจาก น.ส.มีนา เมื่อไปถึงที่หมาย ทางการออสเตรเลียก็ยังไม่ได้ส่งให้เราเช่นเดียวกัน เพราะอยู่ระหว่างกระบวนการนำโทรศัพท์ของ น.ส.มีนา ไปตรวจสอบขยายผล
คณิศร กล่าวอีกว่า กระบวนการทำงานของทางการออสเตรเลียจะมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน โดยหน่วยงานแรกที่จะดำเนินการตรวจสอบในเรื่องนี้ คือ เจ้าหน้าที่หน่วยงานรักษาความมั่นคงชายแดนของประเทศออสเตรเลีย (ABF) และเมื่อตรวจสอบพบสิ่งผิดกฎหมายยาเสพติดในปริมาณที่ผิดกฎหมาย ก็จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาและส่งต่อกระบวนการไปยังตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ส่วนเรื่องการตรวจสอบโทรศัพท์ก็จะเป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งจะแตกต่างจากของไทยที่กระบวนการทุกอย่างจะทำในชั้นจับกุม
“ส่วนเรื่องการแกะรอยบัญชีเฟซบุ๊กอวตารที่ใช้ชื่อว่า “Rose Rose" ทักแชตข้อความหา น.ส.มีนา เพื่อจ้างหิ้วของนั้น เราอยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับทางเมต้า (Facebook) เพื่อช่วยตรวจสอบผู้ใช้บัญชีดังกล่าว เนื่องจากได้มีการปิด Account ไปแล้ว นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานความร่วมมือกับสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) ประจำประเทศไทยอีกด้วย”
คณิศร เปิดเผยด้วยว่า เราได้มีการไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทุกมุมตลอดเส้นทางแถวคอนโดมิเนียม น.ส.มีนา เพื่อดูว่าบุคคลที่นำกล่องพัสดุยาเสพติดมาส่งให้ น.ส.มีนา ยังคอนโดมิเนียมนั้น คือ ใคร ขับรถใดและทะเบียนใด มีเส้นทางเดินรถเข้า-ออก จากต้นทาง-ปลายทางจากไหนบ้าง ซึ่งเบื้องต้นเราพบว่าคนที่ขับรถนำพัสดุล่าสุดยังคอนโดมิเนียมดังกล่าว เป็นผู้ชายที่ใส่เสื้อฮู้ดสีดำ โดยได้มีการยกกล่องลังออกจากท้ายกระโปรงรถ และนำส่งกล่องให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของคอนโดฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการจดใส่สมุดรายงานว่าพัสดุดังกล่าวถูกนำส่งโดยพนักงานแกร็บ (Grab) เราจึงยังไม่แน่ใจชัดเจนว่าชายรายนี้เป็นพนักงานขนส่งพัสดุของบริษัทดังกล่าวจริงๆ หรือเป็นเพียงการแอบอ้างเท่านั้น
“ในทางการข่าวเรายังได้สืบสวนพบว่ามันมีลักษณะการซุกซ่อนยาเสพติดคล้ายกับกรณีของ น.ส.มีนา ที่มีการถือหิ้วไปและถูกจับกุม โดยเฉพาะเฮโรอีนที่มีการซุกซ่อนดัดแปลงทำเป็นแผ่นบาง ๆ แนบไปกับพวกเสื้อผ้า เป็นต้น เราก็พบว่ามีกลุ่มที่ลักลอบค้าลักษณะนี้ มาจากทางภาคอีสานของประเทศไทย หรือฝั่งลาว ก่อนจะเข้ามายังกรุงเทพฯ ชั้นใน เพื่อเตรียมส่งไปยังประเทศปลายทางที่สาม อย่างประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเราก็พบเครือข่ายบ้างแล้ว”
“อีกทั้งทางการข่าวยังพบร่องรอยสิ่งห่อหุ้มหีบห่อบรรจุภัณฑ์ของยาเสพติด มีการนำเฮโรอีนมาปรับเปลี่ยนแปลงสภาพให้บางที่สุดเพื่อซุกซ่อนในเสื้อผ้า หรือพรมเช็ดเท้า เพราะปักซ่อนในตะเข็บด้ายได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันข้อมูลเรื่องเครือข่ายที่เราอยู่ระหว่างการติดตามตรวจสอบ มี 2 เครือข่ายหลักๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน คือ เส้นทางมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย”
คณิศร กล่าวว่า สำหรับเบาะแสที่เราพบในห้องพักของ น.ส.มีนา ที่เป็นกล่องพัสดุดังกล่าว ซึ่งมันมีการระบุเพียงชื่อ-สกุลของ น.ส.มีนา เท่านั้น แต่ว่าชื่อ-สกุลของผู้ส่งไม่มี จึงยังไม่สามารถคอนเฟิร์มได้ว่าพัสดุยาเสพติดนี้มันถูกส่งมาจากทางภาคเหนือ หรือภาคอีสาน แต่ตอนนี้เราอยู่ระหว่างการสืบสวนเครือข่ายที่มาจากทางภาคอีสานอยู่ 2 เครือข่าย คาดว่าน่าจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เนื่องจากในพื้นที่ของภาคอีสานตอนบน จะอยู่แนวชายแดนของประเทศเพื่อนบ้านเรา
ส่วนพื้นที่แหล่งพักยาของ 2 เครือข่ายนี้ มักจะพักอยู่ในกรุงเทพฯ ชั้นในและปริมณฑล แต่ถ้าหากเป็นปริมาณยาเสพติดจำนวนมากเป็นตัน จะไปพักยาในพื้นที่รอบนอกมากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่มีรถบรรทุกจำนวนมากเพื่อจะได้กลมกลืนกับสภาพพื้นที่
คณิศร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีว่าเราเคยพบรายคดีที่มีการใช้พัสดุเป็นกระเป๋าลายปักรูปช้างไทย สินค้า OTOP ของไทยซุกซ่อนยาเสพติดและนำส่งผ่านลูกเรือเพื่อไปยังประเทศออสเตรเลียมาก่อนหรือไม่นั้น ที่เราเคยตรวจยึดและจับกุมได้ มักจะเป็นผ้าอีกแบบหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผ้าแบบชนเผ่า หรือไม่ก็ทำเป็นในลักษณะของพรมเช็ดเท้า เพียงแต่ว่ากรณีของ น.ส.มีนา ผ้ามันถูกดัดแปลงไปทำเป็นลายปักรูปช้างไทย ซึ่งลักษณะเนื้อผ้าจะสามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นการจัดทำโดยประเทศเพื่อนบ้าน หรือเป็นงานฝีมือของคนไทย
อนึ่ง ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ชัดได้ว่าต้นตอยาเสพติดเฮโรอีนในคดีของนางสาวมีนา จะมาจากทางภาคเหนือหรือภาคอีสาน เพราะเราเจอแค่กล่องพัสดุต้องสงสัยดังกล่าว ที่ถูกนำพาโดยชายใส่เสื้อฮู้ดสีดำ อย่างไรก็ตาม ไรเดอร์ตัวจริงที่เป็นคนขับรถยนต์เก๋งเข้าไปส่งพัสดุยาเสพติดดังกล่าว ยังไม่ได้มีการเดินทางประสานเข้าพบและให้ข้อมูลกับเราแต่อย่างใด มีเพียงไรเดอร์พลเมืองดี (ผู้ชาย) ที่เข้าให้เบาะแสข้อมูลกับเราเมื่อวานนี้ (1 ก.ค.69) เพราะอันที่เขาไปส่งคือถุงผ้า ซึ่งมันเป็นคนละคนกัน รายการพัสดุก็คนละรายการ วันที่เวลาก็ต่างกัน
“ขอย้ำว่า ในรายคดีของ น.ส.มีนา เรายังไม่ได้มีการออกหมายเรียกพยานหรือใหม่เรียกผู้ต้องหาแก่บุคคลใด เพราะยังอยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบหาผู้ใช้บัญชี Facebook ตัวจริงของ Rose Rose”
คณิศร ชี้แจงถึงกระแสข่าวที่ว่าในปัจจุบัน ภายหลังเกิดกรณีของ น.ส.มีนา ไปแล้วก็ยังมีกลุ่มเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติดที่พยายามจะลำเลียงเฮโรอีนออกไปยังประเทศออสเตรเลีย ว่า ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือไม่ และในตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างการสืบสวนกลุ่มการลักลอบค้ายาเสพติดข้ามชาติ
เมื่อสอบถามว่าคืนวานนี้ (1 ก.ค.69) ทางเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้มีการเปิดปฏิบัติการขยายผลตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายยาเสพติดที่มีความเชื่อมโยงกับคดี น.ส.มีนา บ้างหรือไม่นั้น คณิศร กล่าวว่า เบื้องต้นต้องอธิบายว่าไม่เกี่ยวกับกรณีของ น.ส.มีนา โดยเป็นการปูพรมตรวจสอบกลุ่มเครือข่ายที่ลักลอบลำเลียงยาเสพติด ซึ่งทางเลขาธิการ ป.ป.ส. จะเป็นผู้นำทีมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงผลการปฏิบัติงาน
ผู้สื่อข่าวยังได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ภายในวันนี้ (2 ก.ค.2569) สำนักงาน ป.ป.ส. จะมีการแถลงข่าว ผลการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ โดยเจ้าหน้าที่ได้มีการปูพรมตรวจค้นจับกุมทั่วทุกพื้นที่ในกรุงเทพมหานครตั้งแต่ช่วงคืนวานนี้ที่ผ่านมา




