ใครกันที่เจ็บ ใครต้องรักษา บทเรียนความสัมพันธ์ในครอบครัวจากกรณีแม่ภัทร

9 ต.ค. 2569 - 13:55

  • ลูกชายเจ้าของโสธรชัยฯ เผย เป็นฝ่ายดำเนินการให้แม่ภัทรออกจากศูนย์หลังไม่พบใบรับรองแพทย์รองรับ

  • ความขัดแย้งในครอบครัวไม่ได้แปลว่าต้องมีใครสักคนป่วยทางจิตเวช

  • การรักษาสุขภาพจิตต้องไม่กลายเป็นข้ออ้างในการละเมิดสิทธิหรือผลักภาระให้ผู้อื่น

ใครกันที่เจ็บ ใครต้องรักษา บทเรียนความสัมพันธ์ในครอบครัวจากกรณีแม่ภัทร

ใครกันแน่ที่ควรได้รับการรักษา?

เคยสงสัยไหมว่าทำไมในบางครอบครัวคนที่ถูกมองว่ามีปัญหาทางจิตจึงอาจไม่เคยได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างเหมาะสม ขณะที่ความขัดแย้งกลับลุกลามจนทุกฝ่ายได้รับบาดแผลทางใจ เรื่องราวของแม่ภัทร หญิงวัย 63 ปี ที่ออกมาร้องขอความเป็นธรรมหลังถูกนำตัวไปอยู่ที่สถานดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยพึ่งพิง โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม จังหวัดกาญจนบุรี นานกว่าสองปี กลายเป็นกรณีที่ชวนให้สังคมตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วใครควรได้รับความช่วยเหลือ และเรามีสิทธิตัดสินหรือไม่ว่าใครในครอบครัวมีปัญหาสุขภาพจิต

ก่อนหน้านี้ เบนซ์ ลูกชายของแม่ภัทร เคยชี้แจงผ่านรายการโหนกระแสว่า แม่มีพฤติกรรมใช้อารมณ์รุนแรงและเคยทำร้ายคนในครอบครัวจึงมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพจิตของแม่ ขณะที่บีม น้องสาว ระบุว่าต้องการให้แม่ได้รับการตรวจจากแพทย์ แต่กลับมีการนำแม่ไปอยู่ในสถานดูแลที่ไม่ใช่โรงพยาบาลจิตเวช อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้ยังเป็นเพียงคำบอกเล่าและข้อโต้แย้งของแต่ละฝ่าย ไม่ใช่ข้อสรุปทางการแพทย์ และไม่สามารถใช้ยืนยันได้ว่าแม่ภัทรป่วยหรือป่วยทางจิตเวช

กระทั่งรายการโหนกระแส วันที่ 8 ตุลาคม 2569 มีข้อมูลใหม่จาก เจแปน ลูกชายของป้าแมว เจ้าของโสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม ซึ่งเปิดเผยว่า หลังกลับมาจากต่างประเทศและเข้ามาดูแลกิจการได้ตรวจสอบข้อมูลของแม่ภัทรและพบว่าไม่มีใบรับรองแพทย์ประกอบการเข้าพัก จึงเป็นฝ่ายดำเนินการให้แม่ภัทรออกจากศูนย์ ไม่ใช่ลูกทั้งสองคนที่เข้ามารับตัวตามที่หลายคนอาจเข้าใจ โดยเจแปนระบุว่าได้ประสานให้เบนซ์มารับแม่กลับบ้านถึงสองครั้งแต่ไม่สำเร็จ และยังนำคลิปเสียงการสนทนามาเปิดในรายการซึ่งเบนซ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการกลับออกมาของแม่และขอเวลาหาสถานดูแลแห่งใหม่

แม้เจแปนจะมองว่าแม่ภัทรไม่ได้มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ทำให้ต้องถูกจำกัดอิสรภาพ แต่สิ่งสำคัญคือการไม่มีใบรับรองแพทย์ไม่อาจใช้ยืนยันว่าบุคคลนั้นไม่มีความผิดปกติทางจิตเวชได้เช่นกัน ประเด็นที่ควรตั้งคำถามจึงไม่ใช่การรีบตัดสินว่าแม่ภัทรป่วยหรือไม่ป่วย แต่เป็นเรื่องของ สิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง และเหตุใดความเห็นของคนในครอบครัวจึงนำไปสู่การจำกัดอิสรภาพของบุคคลหนึ่งได้ โดยที่กระบวนการประเมินทางการแพทย์และเหตุผลในการดูแลยังเป็นสิ่งที่สังคมต้องการความชัดเจน

ในทางจิตวิทยาการไม่ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ งานทบทวนวิจัยในวารสาร Psychological Medicine ปี 2015 ซึ่งรวบรวมการศึกษา 144 เรื่อง จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 90,000 คน พบว่าการตีตราปัญหาสุขภาพจิตเป็นอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการขอความช่วยเหลือเพราะกลัวถูกมองว่าเป็นคนป่วยหรือกลัวเสียภาพลักษณ์ อย่างไรก็ตามคนที่ปฏิเสธความผิดของตัวเองไม่ได้หมายความว่าจะต้องป่วยด้วยโรคทางจิตเวช และคนที่มีอารมณ์รุนแรงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ป่วยทางจิตเสมอไป การจะบอกว่าใครมีปัญหาทางจิตจึงต้องผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ใช้เพียงความขัดแย้งในครอบครัวเป็นเครื่องตัดสิน

สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือคนที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งหรือพฤติกรรมรุนแรงซ้ำๆ อาจเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจิตจนต้องเข้ารับการรักษา องค์การอนามัยโลก หรือ WHO อธิบายว่า ความรุนแรงจากคนใกล้ชิดสามารถส่งผลต่อสุขภาพจิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และปัญหาทางจิตใจอื่นๆ ได้ นั่นหมายความว่าบางครั้งคนที่เดินเข้าห้องตรวจเพื่อพบจิตแพทย์อาจไม่ใช่คนที่สร้างปัญหา แต่เป็นคนที่กำลังพยายามฟื้นฟูตัวเองจากสิ่งที่เผชิญอยู่ อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถนำข้อค้นพบนี้ไปสรุปว่าใครเป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำในกรณีแม่ภัทรได้โดยปราศจากหลักฐาน

อีกประเด็นที่กรณีแม่ภัทรสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนคือ เส้นแบ่งระหว่างการดูแลกับการละเมิดสิทธิ เพราะแม้คนในครอบครัวจะเชื่อว่าใครสักคนมีปัญหาสุขภาพจิตก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำตัวบุคคลนั้นไปอยู่ในสถานดูแลโดยไม่สมัครใจได้ตามความต้องการ พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้การนำบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายภาวะอันตรายหรือมีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาเข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ขณะที่ WHO ย้ำว่าผู้มีปัญหาสุขภาพจิตยังคงมีสิทธิในเสรีภาพ ศักดิ์ศรี และการมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาของตัวเอง

เรื่องราวของแม่ภัทรจึงไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างแม่กับลูก แต่ยังสะท้อนปัญหาที่หลายครอบครัวอาจกำลังเผชิญอยู่ นั่นคือการมองว่าอีกฝ่ายเป็นคนมีปัญหาโดยไม่เคยเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียม บางคนอาจต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตจริงๆ บางคนอาจกำลังเผชิญความเครียดจากพฤติกรรมของคนใกล้ตัว และบางคนอาจต้องเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองมากขึ้น เพราะการเยียวยาความสัมพันธ์ไม่ใช่การหาว่าใครเป็นคนป่วย แต่คือการหาวิธีหยุดความรุนแรงและป้องกันไม่ให้ใครต้องได้รับบาดแผลซ้ำอีก

ท้ายที่สุดเราอาจยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครในกรณีแม่ภัทรมีปัญหาสุขภาพจิตหรือไม่ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมดก็ยังต้องได้รับการตรวจสอบ แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมควรตระหนักคือ การกล่าวหาว่าใครสักคนมีปัญหาทางจิตไม่ควรกลายเป็นเครื่องมือในการตัดสินชีวิตของเขา เช่นเดียวกับการมีปัญหาสุขภาพจิตก็ไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการทำร้ายผู้อื่นหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ

บางทีคำถามที่สำคัญกว่าใครควรไปพบจิตแพทย์ อาจเป็นคำถามว่าทำไมเราถึงพยายามหาคนผิดปกติในครอบครัว แทนที่จะหาวิธีทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย และไม่ต้องมีใครเจ็บปวดจนต้องเข้ารับการรักษาเพียงลำพัง

เพราะการรักษาคนที่เจ็บปวดเป็นเรื่องจำเป็น แต่การหยุดพฤติกรรมที่สร้างความเจ็บปวดก็สำคัญไม่แพ้กัน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์