ถอดบทเรียนแล้วไปไหน ทำไมน้ำท่วมทุกครั้งปัญหาเดิมยังกลับมาให้แก้ซ้ำ

1 ต.ค. 2569 - 13:08

  • อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม สะท้อนจากประสบการณ์ลงพื้นที่ว่า ภาครัฐควรเป็นศูนย์กลางขณะที่จิตอาสาเข้ามาเป็นกำลังเสริม ไม่ใช่ต้องจัดการกันเอง

  • ประเทศไทยมีแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570 อยู่แล้ว คำถามจึงอาจไม่ใช่ว่ามีแผนหรือไม่แต่แผนทำงานได้จริงแค่ไหนเมื่อเกิดเหตุ

  • เสียงวิจารณ์เรื่องถอดบทเรียนซ้ำแต่ปัญหาเดิมยังกลับมาถูกหยิบขึ้นมาพูดทั้งในพื้นที่น้ำท่วม รายการโทรทัศน์ และการประชุมสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569

ถอดบทเรียนแล้วไปไหน ทำไมน้ำท่วมทุกครั้งปัญหาเดิมยังกลับมาให้แก้ซ้ำ

ทุกครั้งหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่เรามักได้ยินคำเดิมตามมาเสมอว่า ต้องถอดบทเรียน ทบทวนว่าครั้งนี้ผิดพลาดตรงไหน จุดใดต้องแก้ และครั้งหน้าจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก แต่เมื่อภัยรอบใหม่มาถึงคำถามเดิมกลับถูกถามซ้ำ ทั้งการแจ้งเตือนที่ประชาชนเตรียมรับไม่ทัน การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การเข้าถึงอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงคำถามพื้นฐานที่สุดว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ใครคือเจ้าภาพในการบัญชาการความช่วยเหลือ

คำถามเรื่องนี้กลับมาดังขึ้นอีกครั้งหลังสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 เมื่อ อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม ซึ่งลงพื้นที่นำอาหารไปช่วยเหลือประชาชนในเคหะร่มเกล้าและแฟลตคลองจั่น เล่าประสบการณ์ผ่านรายการโหนกระแสว่า สิ่งที่พบในพื้นที่คืออาสาสมัครและมูลนิธิจำนวนมากกำลังจัดระบบช่วยเหลือกันเอง ก่อนทิ้งประโยคหนึ่งที่สะท้อนภาพการทำงานหน้างานว่า “หน่วยงานรัฐต้องเป็นเฮดแล้วอาสาไปช่วย ตอนนี้อาสาเป็นเฮด ทำเองทุกอย่าง”

สิ่งที่อาจารย์เบียร์พูดไม่ได้หมายความว่าไม่มีหน่วยงานรัฐทำงานอยู่เลย เพราะในช่วงเดียวกันรัฐบาลระบุว่าได้ตั้ง ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม หรือ JICC และประสานหลายหน่วยงานในการติดตามสถานการณ์ ระบายน้ำ จัดกำลังคน เครื่องจักร และช่วยเหลือประชาชน ขณะที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้หน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกันและเร่งเยียวยาพื้นที่หลังน้ำลด แต่เสียงสะท้อนจากผู้ที่อยู่หน้างานก็ตั้งคำถามอีกด้านว่า เมื่อความช่วยเหลือจำนวนมากเกิดขึ้นพร้อมกัน ประชาชนสามารถมองเห็นศูนย์กลางของระบบได้ชัดเจนเพียงใด

ประเด็นนี้ทำให้คำว่า ถอดบทเรียน ถูกตั้งคำถามขึ้นมาอีกครั้งเพราะประเทศไทยไม่ได้ไม่มีแผนรับมือภัยพิบัติ ปัจจุบันมี แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570 ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุว่าเป็นแผนแม่บทสำหรับบริหารความเสี่ยงจากสาธารณภัยของประเทศ เพื่อให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานระดับพื้นที่ ภาคเอกชน และภาคส่วนอื่นนำไปใช้ร่วมกัน

ดังนั้นคำถามอาจไม่ใช่ว่า ประเทศไทยมีแผนหรือมีบทเรียนหรือไม่ แต่อยู่ที่บทเรียนนั้นถูกเปลี่ยนเป็นระบบที่ประชาชนสัมผัสได้จริงหรือยัง เพราะหากถอดบทเรียนแล้ว สิ่งที่ควรเกิดขึ้นในการเผชิญเหตุครั้งต่อไปคือการเตือนภัยที่รวดเร็วและเข้าใจง่ายกว่าเดิม การแบ่งหน้าที่ที่ชัดขึ้น การรู้ว่าพื้นที่ใดได้รับความช่วยเหลือแล้วหรือยัง และการมีศูนย์กลางที่สามารถประสานทรัพยากรจากรัฐ เอกชน มูลนิธิ และจิตอาสาไปในทิศทางเดียวกัน

ความรู้สึกว่าปัญหาเดิมยังย้อนกลับมาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะนอกสภาเท่านั้น วันที่ 30 กันยายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ การรับมือน้ำท่วม และการฟื้นฟูเยียวยา โดย สส.จากหลายพรรคอภิปรายถึงปัญหาเรื่องการแจ้งเตือน การบัญชาการสถานการณ์ และการเยียวยาประชาชน ขณะที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้าน เสนอว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นมากกว่าการรีบพูดถึงการถอดบทเรียนในขณะที่สถานการณ์ยังไม่จบ

อีกเสียงหนึ่งที่ถูกพูดถึงจากการทำงานช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติคือ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ผู้ก่อตั้งมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งเคยทำงานช่วยเหลือยามมีเหตุภัยพิบัติหลายครั้ง และสะท้อนถึงปัญหาของการพูดเรื่องถอดบทเรียนซ้ำๆ ว่า ถอดบทเรียนกันมาหลายครั้ง แต่สิ่งสำคัญคือสิ่งที่เรียนรู้ต้องถูกนำไปใช้จริง มุมมองดังกล่าวสะท้อนความเหนื่อยล้าของคนทำงานหน้างานที่ต้องกลับมาเผชิญปัญหาคล้ายเดิมทุกครั้งที่เกิดวิกฤต

อย่างไรก็ตามภาพของการจัดการน้ำครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงข้อวิจารณ์ รัฐบาลระบุว่าได้เร่งบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ตอนบน ควบคุมการระบายผ่านระบบแม่น้ำเจ้าพระยา และประสานกับกรุงเทพมหานครเพื่อเร่งสูบน้ำออกสู่อ่าวไทย พร้อมใช้ศูนย์ข้อมูลร่วมเพื่อรวบรวมสถานการณ์จากหลายหน่วยงาน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นอีกด้านที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันว่า มาตรการที่มีอยู่สามารถลดความเสียหายได้เพียงใด และช่องว่างตรงไหนที่ยังทำให้ประชาชนหรืออาสาสมัครรู้สึกว่าต้องจัดการกันเอง

เพราะหัวใจของการ ถอดบทเรียน ไม่ควรจบอยู่ที่การประชุมหรือการสรุปว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องสามารถตอบได้ว่าหลังจากเหตุการณ์ก่อนหน้า มีอะไรเปลี่ยนไปแล้วบ้าง ระบบเตือนภัยเร็วขึ้นหรือยัง หน่วยงานรู้หรือไม่ว่าใครต้องทำอะไรเมื่อเกิดเหตุ ศูนย์พักพิงอยู่ตรงไหน การกระจายอาหาร น้ำ ยา และการอพยพผู้ป่วยถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าหรือไม่ รวมถึงประชาชนรู้หรือไม่ว่าจะต้องติดต่อใครเมื่อต้องการความช่วยเหลือ

ภัยธรรมชาติอาจไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ระบบบริหารจัดการทำได้คือ ลดความเสียหายและทำให้ปัญหาเดิมเกิดซ้ำน้อยลง ดังนั้นหลังน้ำลด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าประเทศไทยจะถอดบทเรียนอะไรจากน้ำท่วมครั้งนี้ แต่ควรถามกลับไปอีกขั้นว่า บทเรียนที่เคยถอดจากครั้งก่อนถูกนำไปใช้อย่างไรแล้วบ้าง

เพราะสำหรับประชาชนหลักฐานว่าประเทศได้เรียนรู้จากภัยพิบัติจริงไม่ใช่จำนวนครั้งที่มีการพูดคำว่า ถอดบทเรียน แต่คือเมื่อถึงวันที่ภัยกลับมาอีกครั้งผู้คนได้รับคำเตือนเร็วขึ้น ความช่วยเหลือมาถึงเป็นระบบขึ้น และปัญหาที่เคยเกิดซ้ำ ไม่จำเป็นต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ทุกครั้ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์