‘แลนด์บริดจ์’ โครงการขายฝัน เสียงสะท้อนเล็กๆ จาก ‘ชาวพะโต๊ะ’

7 พ.ค. 2569 - 18:28

  • 'แลนบริดจ์' จะกลายเป็น 'กำแพง' ของชาวบ้าน

  • จาก ‘เกษตรกร’ สู่ ‘แรงงานโรงงาน’ ? 

  • 'พะโต๊ะ' ไม่ได้ปิดกั้น 'การพัฒนา'

‘แลนด์บริดจ์’ โครงการขายฝัน เสียงสะท้อนเล็กๆ จาก ‘ชาวพะโต๊ะ’

หลายปีที่ผ่านมา โครงการ ‘แลนด์บริดจ์ชุมพร–ระนอง’ ถูกผลักดันให้เป็นเมกะโปรเจกต์สำคัญของประเทศ ภายใต้แนวคิดเชื่อม ‘อันดามัน’ กับ ‘อ่าวไทย’ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ การขนส่ง และโอกาสทางการค้าใหม่ 

แต่สำหรับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนในอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร สิ่งที่พวกเขามองเห็นกลับไม่ใช่เพียงภาพของท่าเรือ ถนน หรือรถไฟ หากแต่คือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวิถีชีวิต ความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน รวมถึงระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ยึดโยงกับสวนผลไม้ การเกษตร และการพึ่งพาอาศัยกันมาหลายชั่วอายุคน 

“การพัฒนาครั้งนี้ ใครจะเป็นคนได้ประโยชน์ และชาวบ้านต้องแลกอะไรไปบ้าง” คือคำถามที่ดังออกมาของ ‘ชาวพะโต๊ะ’ ท่ามกลางความกังวลว่า เมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ อาจไม่ได้เปลี่ยนแค่ภูมิทัศน์ของพื้นที่ แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างชีวิตของผู้คนทั้งชุมชนไปพร้อมๆ กัน 

‘สมโชค จุงจาตุรันต์’ แกนนำเครือข่ายปกป้องแผ่นดินชุมพร-ระนอง คือหนึ่งในองคาพยพที่ออกมา ‘คัดค้าน’ ตั้งแต่คราวแรกๆ ที่โปรเจกต์นี้ถูกเสนอในหลายปีก่อน เขามองว่า สิ่งที่รัฐกำลังทำ ไม่ใช่แค่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือ ‘การขีดเส้นผ่ากลางชุมชน’ โดยที่ประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้ชัดด้วยซ้ำว่า จะต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง หาก ‘แลนด์บริดจ์’ เดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบ 

“สำหรับผม การผลักดันแบบเร่งรีบของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ” สมโชคกล่าว พร้อมอธิบายว่า ตลอดแนวเส้นทางโครงการตั้งแต่ฝั่งอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ไปจนถึงพื้นที่แหลมลิ่ว จังหวัดชุมพร มีการกว้านซื้อที่ดินเกิดขึ้นมานานแล้ว เขาอ้างว่า มีกลุ่มทุนที่เข้ามาซื้อที่ดินจำนวนมาก มักเป็นกลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับนักการเมือง และรู้ข้อมูลโครงการล่วงหน้า 

“คนในพื้นที่จะรู้กันว่า เวลามีคนมาซื้อที่ เขาจะมาพร้อมบลูพรินต์ (พิมพ์เขียว) รู้หมดว่าพื้นที่ตรงไหนจะสร้างอะไร ถ้าไม่มีสายสัมพันธ์กับคนการเมือง ระดับนี้ไม่มีทางได้ข้อมูลพวกนี้” 

สมโชคเล่าว่า หลายพื้นที่ที่เดิมไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ กลับสามารถออกโฉนดได้หลังถูกซื้อโดยกลุ่มทุน ขณะที่บางพื้นที่ แม้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ก็ยังถูกซื้อเก็บไว้ เพราะในร่าง พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEC) เปิดช่องให้ที่ดินในเขตโครงการสามารถยื่นออกเอกสารสิทธิ์ภายหลังได้ ซึ่งเป็นข้อบกพร่องทางกฎหมาย  

504868720_122094194090911272_8412095364271257474_n.jpg

'แลนบริดจ์' จะกลายเป็น 'กำแพง' ของชาวบ้าน

สำหรับ ‘สมโชค’ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงเรื่องเวนคืนที่ดิน แต่คือผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนเล็กๆ อย่าง ‘พะโต๊ะ’ 

เขาอธิบายว่า อำเภอพะโต๊ะมีประมาณ 6,000 กว่าครัวเรือนเป็นชุมชนขนาดเล็กที่ผู้คนรู้จักกันแทบทั้งหมด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจึงไม่ได้อยู่แค่ระดับเพื่อนบ้าน แต่เป็นโครงสร้างสังคมแบบเครือญาติและการพึ่งพากันในชีวิตประจำวัน 

“คนพะโต๊ะ 80–90% รู้จักกันหมด เพราะเราเป็นอำเภอเล็กๆ เราไปมาหาสู่กันง่าย ช่วยเหลือกันตลอด แต่หากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นจริง จะมีถนนมอเตอร์เวย์ รางรถไฟ และแนวโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ตัดผ่านพื้นที่ มันจะกลายเป็นกำแพงที่แบ่งชุมชนออกจากกัน” 

เขาขยายความว่า เส้นทางมอเตอร์เวย์และรางรถไฟ (กว้าง 175 เมตร) จะตัดผ่านกลางชุมชน ทำให้ความสัมพันธ์แบบ ‘พี่น้อง’ และการสัญจรไปมาหาสู่กันถูกขวางกั้นและทำลายลง สมโชคเปรียบว่า เส้นทางดังกล่าวจะไม่ต่างจากมอเตอร์เวย์ที่มี ‘รั้วเหล็ก’ ตลอดแนว ทำให้การเดินทางแบบเดิมของชาวบ้านหายไป คนที่เคยเดินข้ามไปหากันได้ อาจต้องอ้อมไกล หรือบางจุดอาจไม่สามารถสัญจรได้เลย พี่น้องที่เคยอยู่ร่วมกัน จะถูกบังคับให้แยกออกจากกัน เพราะบางคนต้องย้ายถิ่นฐานใหม่

นอกจากผลกระทบต่อคน สมโชคยังตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นแนวเชื่อมต่อของ ‘ป่า’ และ ‘สัตว์ป่า’ ตั้งแต่เทือกเขาตะนาวศรีลงมาถึงภาคใต้ ปัจจุบันมีทั้ง ‘ช้างป่า วัวแดง และกวาง’ ออกมาใช้พื้นที่เกษตรของชาวบ้านอยู่แล้ว 

เขากังวลว่า หากมีการสร้างเขื่อนและโครงสร้างขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น สัตว์ป่าจะยิ่งสูญเสียพื้นที่อาศัย และเกิดความขัดแย้งกับชาวบ้านมากกว่าเดิม พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้พัฒนาโครงการจึงไม่เคยพูดถึงผลกระทบเหล่านี้ และเมื่อเกิดปัญหาแล้ว ก็กลับมักกล่าวโทษชาวบ้านว่าเป็นผู้บุกรุกป่า ซึ่งจริงๆ แล้ว ‘รัฐ’ ต่างหากที่เข้าไปเปลี่ยนพื้นที่ของสัตว์ป่า 

จาก ‘เกษตรกร’ สู่ ‘แรงงานโรงงาน’ ? 

ด้านการประกอบอาชีพ สมโชคบอกว่า พะโต๊ะเป็นชุมชนเกษตรกรรม 100% มีรายได้หลักจากสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด และผลไม้อื่นๆ สร้างรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี โดยแผนพัฒนาโครงการระบุจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาด 18,740 ไร่ ทับซ้อนกับพื้นที่เกษตรกรรม และที่อยู่อาศัยของชาวบ้านทั้งหมด  

ขณะที่ชาวบ้านเองก็ไม่ต้องการทิ้งอาชีพเกษตรกร เพื่อไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ชัดเจน ทั้งยังมองว่า พ.ร.บ. SEC อนุญาตให้นำเข้า ‘แรงงานต่างด้าว’ ทำให้คนในพื้นที่อาจไม่มีงานทำ 

“ยางพารา ถ้าฝนไม่ตก เรากรีดได้ทุกวัน กล้วยเล็บมือนาง 7 วันตัดได้รอบหนึ่ง ปาล์มน้ำมัน 15 วันขายได้ครั้งหนึ่ง ส่วนมังคุด ทุเรียน เงาะ คือรายได้ประจำปี เราคือผู้ประกอบการ ไม่ใช่แรงงานที่ต้องไปรอเงินเดือนจากโรงงาน” 

สมโชคมองว่า ระบบเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้ชาวบ้านมีความเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องกลายเป็นลูกจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม 

เขายังตั้งข้อสังเกตต่อแนวคิด ‘อุตสาหกรรมใหม่’ ที่รัฐใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนโครงการ โดยมองว่า หลายกิจการยังเกี่ยวข้องกับพลังงานฟอสซิลและปิโตรเคมี ไม่ได้เป็น New S-Curve อย่างที่ถูกนำเสนอ 

เมื่อถามถึงมาตรการเยียวยา สมโชคตอบทันทีว่า สิ่งที่ชาวบ้านต้องการไม่ใช่เงินชดเชย แต่คือ ‘ความชัดเจน’ จนถึงขณะนี้ ชาวบ้านจำนวนมากยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า หากที่ดินของตัวเองถูกเวนคืน จะได้รับค่าชดเชยเท่าไร หรือจะถูกประเมินจากหลักเกณฑ์ใด 

เขาอธิบายว่า กระบวนการเวนคืนยังต้องรอพระราชกฤษฎีกา และการตั้งคณะกรรมการประเมินอีกหลายขั้นตอน ขณะที่ฝั่งชาวประมงในระนอง ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการถมทะเลสร้างท่าเรือ ก็ยังไม่มีแผนเยียวยาที่ชัดเจนเช่นกัน 

“โครงการระดับล้านล้าน แต่ชาวบ้านยังไม่รู้เลยว่า ที่ดินตัวเองจะถูกตีราคาเท่าไหร่ รัฐบาลบอกว่าเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน แต่คนที่ได้รับผลกระทบกลับไม่รู้ว่าจะพึ่งใคร”

527682664_122130254084911272_8495739270726111343_n.jpg

'พะโต๊ะ' ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา

“เราไม่ได้ขวางการพัฒนา แต่รัฐต้องฟังเสียงคนที่อยู่กับพื้นที่จริงๆ เพราะสุดท้าย คนที่ต้องเสียบ้าน เสียอาชีพ และเสียชุมชน คือประชาชน ไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ในห้องประชุม”

แม้จะวิพากษ์วิจารณ์โครงการอย่างหนัก แต่สมโชคยืนยันหลายครั้งว่า เครือข่ายไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาโดยสิ้นเชิง เขาเสนอว่า หากรัฐต้องการพัฒนาระบบโลจิสติกส์จริง อาจเลือกต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานเดิม อาทิ การพัฒนาท่าเรือระนอง การเชื่อมทางรถไฟกับเส้นทางที่มีอยู่ หรือศึกษาทางเลือกอื่นที่กระทบชุมชนน้อยกว่า ถ้าหากตั้งใจจะพัฒนา ต้องเป็นการพัฒนาที่ประชาชนได้ประโยชน์จริง 

สำหรับ ‘แลนด์บริดจ์ชุมพร–ระนอง’ สมโชคยืนยันว่า ยังมองไม่เห็นความคุ้มค่า 

“แลนด์บริดจ์คือการขายฝัน”

สมโชค กล่าวทิ้งท้าย

‘แลนด์บริดจ์’-โครงการขายฝัน-3.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์