เสียงจากริมทางเท้า ใน ‘วันแรงงาน’ ที่พวกเขา ‘ไม่หยุด’

30 เม.ย. 2569 - 16:24

  • บันทึกภาพชีวิตบนทางเท้าเส้นหนึ่งก่อน 'วันแรงงาน'

  • 'แรงงานจำนวนหนึ่ง' ยังคงทำงานตามปกติ ไม่มีสิทธิ์ 'หยุด' อยู่ในโครงสร้างชีวิต

  • แรงกดดันร่วมของ 'แรงงาน' ทั้งในและนอกระบบ ทำให้ 'การหยุดงาน' กลายเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้

เสียงจากริมทางเท้า  ใน ‘วันแรงงาน’ ที่พวกเขา ‘ไม่หยุด’

แดดปลายเดือนเมษายนสาดลงบนแนวฟุตพาทคอนกรีตที่ทอดยาวไปตามถนนใหญ่ ทางเท้าสายนี้คือเส้นเลือดของเมือง เชื่อมศูนย์การค้าชั้นนำ อาคารสำนักงาน และระบบขนส่งมวลชนเข้าด้วยกัน ผู้คนเคลื่อนไหวต่อเนื่องตั้งแต่สายถึงบ่าย พนักงานออฟฟิศต่างเดินสวนกันเป็นจังหวะ บางคนเร่งฝีเท้า บางคนก้มมองหน้าจอ เหนือศีรษะคือสกายวอล์กที่พาคนขึ้นไปอีกระดับของเมือง ขณะที่ด้านล่าง 'ฟุตพาท' ยังคงมีจังหวะของชีวิตอีกแบบดำเนินไปเงียบ ๆ 

เสียงรถไฟฟ้าวิ่งผ่านเป็นระยะ ห้างสรรพสินค้าเปิดรับผู้คน ภาพทั้งหมดนี้คือจังหวะปกติของเมืองในวันทำงาน แต่ในวันธรรมดาอย่าง สามวันก่อน ‘วันแรงงาน’ ฟุตปาธเส้นนี้ทำให้เห็นชัดว่า ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในจังหวะเดิมของตัวเอง ไม่มีสัญญาณของการหยุดพัก...ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของเวลา 

ผมเริ่มเดินจากห้องพัก ระยะทางเพียง 1 กิโลเมตร เพื่อบันทึกภาพชีวิตของคนทำงานเหล่านี้ คนที่วันแรงงานกำลังจะมาถึง แต่ตารางชีวิตยังคงเหมือนเดิม คำถามจึงไม่ใช่เรื่องของการเปรียบเทียบ แต่เป็นการมองให้เห็นว่า ในเมืองเดียวกัน ยังมี ‘แรงงาน’ อีกกลุ่มที่ไม่ได้มี ‘วันหยุด’ เป็นส่วนหนึ่งของจังหวะชีวิต แบบข้าราชการ - มนุษย์เงินเดือน หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า ‘แรงงานในระบบ’ 

ดังนั้น การทำความเข้าใจคำว่า ‘วันแรงงาน’ อาจเริ่มจากการมองเห็นคนทำงานในวันธรรมดา ที่ยังคงทำงานเหมือนเดิม แม้วันนั้นจะถูกเรียกว่า ‘วันหยุด’ ก็ตาม 

เสียงเครื่องยนต์กับต้นทุนชีวิต 

Labor-Day-April-29-2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

เพิงหมาแหงนของมอเตอร์ไซค์เล็กๆ ตั้งอยู่ใกล้ทางสามแยก ด้านซ้ายมือติดกับโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ ด้านขวาติดกับศูนย์การค้าชั้นนำคนพลุกพล่าน แรงงานกลุ่มหนึ่งพิงรถจักรยานยนต์อย่างเงียบๆ ท่ามกลางจังหวะของเมืองที่เร่งรีบขึ้นเรื่อยๆ 

‘กร’ (ขอสงวนนามสกุล) ชายวัย 55 ปี อดีตชาวนาจากจังหวัดศรีสะเกษ ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ได้ไม่ถึงครึ่งปี ด้วยเหตุผลตรงๆ ไม่อ้อมค้อม “ปีนี้มันแล้งนัก ปุ๋ยก็แพง ทำนาแล้วมันไม่เหลืออะไรหรอกครับ” เขาเล่าเรียบๆ ถึงต้นเหตุที่เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะราคาข้าวที่ตกต่ำกับภัยแล้งที่ยาวนาน ทำให้การทำเกษตรไม่สามารถเลี้ยงชีพได้อีกต่อไป กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นทางเลือกที่เหลืออยู่ แม้จะไม่ได้ง่ายไปกว่ากันนัก 

ปัจจุบัน ‘กร’ ทำงานเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เริ่มงานตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปจนถึง 6 โมงเย็น รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 300–400 บาทต่อวัน ในวันที่ดีที่สุดอาจแตะ 500 บาท แต่ไม่ใช่เรื่องปกติ “เมื่อก่อนร้อยนึงพอวิ่งได้ ตอนนี้ต้องร้อยห้าสิบ หักค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ก็เหลือไม่เท่าไหร่ เพราะมีภาระใช้จ่ายในครอบครัวอีก”  

ต้นทุนสำคัญของเขาไม่ใช่แค่เวลา แต่คือ ‘เบนซิน’ ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่การปรับขึ้นค่าโดยสารไม่ใช่ทางเลือก เพราะผู้โดยสารมีตัวเลือกอื่นในเมือง ทั้งรถไฟฟ้า แท็กซี่ หรือบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน เพราะฉะนั้น ‘ขึ้นราคา ลูกค้าก็หาย’ เมื่อถูกถามถึงวันแรงงาน คำตอบของเขาไม่ซับซ้อน 

“ก็ทำเหมือนเดิมครับ หยุดไม่ได้ หยุดก็ไม่มีเงิน” 

ในฐานะแรงงานนอกระบบ ‘กร’ ไม่ได้คาดหวังนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพราะรู้ดีว่ามัน ‘ไม่ครอบคลุม’ มาถึงเขา สิ่งที่อยากเห็นจึงเรียบง่ายกว่านั้น คือ การประกันราคาสินค้า และสิ่งของอุปโภคบริโภคจำเป็น โดยเฉพาะน้ำมัน ที่จะต้องไม่แพงมากไปกว่านี้ 

เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีผู้โดยสารเดินเข้ามา ‘กร’ ขับออกไปตามถนน ทิ้งไว้เพียงบทสนทนาสั้นๆ ที่สะท้อนภาระยาวไกล...ดูไกลกว่าระยะทางที่เขาวิ่งในแต่ละวันเสียอีก 

ไม่หยุดด้วย ‘ความเคยชิน’ 

Labor-Day-April-29-2026-SPACEBAR-Photo02.jpg

ไม่ไกลจากจุดเดิม ผมเดินทอดน่องมาเรื่อยๆ ผ่านห้างสรรพสินค้า ทะลุไปถึงสวนสาธารณะขนาดย่อมๆ เห็นชายหญิงคู่หนึ่งนั่งพักอยู่ใต้เงาไม้ เขาและเธอนั่งดื่มน้ำจากกระติกน้ำแข็งใบเก่า เอามือปาดเหงื่อ เหมือนเพิ่งเดินตากแดดมา ทราบความต่อมาว่า ชื่อ ‘เยาว์ พรรณสุทธิ์’ อายุ 58 ปี เป็นพนักงานกวาดถนนของกรุงเทพมหานคร ที่ทำงานนี้มาแล้วกว่า 20 ปี 

เธอเริ่มงานตั้งแต่ตี 5 และเลิกในช่วงบ่ายโมง ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน โดยมีวันอาทิตย์เป็นวันหยุดเพียงวันเดียว 

“วันแรงงานก็ทำงานปกติค่ะ ชินแล้ว”

คำว่า 'ชิน' ถูกพูดออกมาอย่างไม่ลังเล ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างงานที่ไม่เคยถูกตั้งคำถาม 

‘เยาว์' เล่าว่า ชีวิตมีความมั่นคงมากขึ้นหลังจากได้รับการบรรจุเป็นพนักงานราชการ มีสิทธิ์ลาป่วย ลากิจ ลาพักร้อน รวมถึงสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลและบำนาญหลังเกษียณอย่างไรก็ตาม ความมั่นคงนั้นไม่ได้แปลว่าเพียงพอ  “เงินเดือนประมาณสองหมื่นต้นๆ แต่ไม่หรอกพอค่ะ กินวันละร้อย น้ำอีกสามสิบ เงินมันหมดเร็ว” 

ภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าเล่าเรียนของบุตร กำลังเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ทำให้รายได้ที่ดูเหมือนมั่นคง กลายเป็นตัวเลขที่ไม่เพียงพอในชีวิตจริง เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่อยากให้ภาครัฐช่วยเหลือ คำตอบของเธอไม่ต่างจากแรงงานนอกระบบที่พบก่อนหน้า “อยากให้ช่วยเรื่องค่าครองชีพค่ะ” 

แม้จะอยู่ในระบบที่มีสวัสดิการ แต่แรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ ‘เยาว์’ ไม่ได้พูดถึงความภูมิใจในงานของเธอ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธ ‘มันก็งาน ทำไปเลี้ยงครอบครัว’ แม้วันแรงงานจะเป็นวันหยุดของคนทั่วไป แต่หน้าที่ของเธอก็ไม่เคยหยุด 

ริมฟุตพาท — แผงน้ำเล็ก ๆ กับเมืองที่เปลี่ยนไป 

คนขายน้ำ.jpg

ก่อนจะก้าวเดินต่อภายใต้แสงแดดเที่ยงตรง ผมตัดสินใจแวะหาเครื่องดื่มดับกระหาย รถเข็นแผงน้ำขนาดเล็กตั้งหลบแดดอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใกล้ป้ายรถประจำทาง  ‘ชนะ ทองเอกลาภ’ วัย 55 ปี นั่งอยู่ข้างถังน้ำแข็ง มองถนนที่ผู้คนผ่านไปมา ในจังหวะที่เงียบกว่าที่ควรจะเป็นสำหรับช่วงเวลานี้ 

เธอขายน้ำอยู่ตรงจุดเดิมมานานกว่า 20–30 ปี และแทบไม่เคยหยุดในวันแรงงาน—เพราะเงื่อนไขของชีวิตไม่เปิดพื้นที่ให้หยุดได้ง่ายนัก สุขภาพที่ต้องดูแล ทั้งโรคหัวใจและไทรอยด์ ทำให้การทำงานยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มีรายได้พอสำหรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง 

แม้จะมีสิทธิ์หลักประกันสุขภาพ 30 บาท แต่ค่าใช้จ่ายจริงกลับไม่ได้จบลงแค่นั้น รายได้แต่ละวันจำนวนไม่น้อยต้องถูกใช้ไปกับ ‘ส่วนต่าง’ ที่ต้องจ่ายเอง ทั้งค่าเดินทางไปโรงพยาบาลราว 300 บาทต่อครั้ง และค่ายาบางชนิดที่อยู่นอกระบบสิทธิ์ รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ที่ค่อยๆ เพิ่มภาระในชีวิตประจำวัน สำหรับ ‘ชนะ’ การทำงานจึงไม่ใช่แค่การค้าขาย แต่เป็นวิธีประคองชีวิตให้เดินต่อไปได้ในแต่ละวัน  

“หยุดแล้วพี่จะเอาอะไรกิน ขนาดทำงานทุกวัน ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายประจำวันเลย” 

‘ชนะ’ เล่าว่า 200–300 บาท คือตัวเลขโดยประมาณจากการขายน้ำดื่ม ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอดีต เธอให้เหตุผลว่า เมื่อก่อนขายได้วันละหลัก 1,000 บาท แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของเมือง โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การมีรถไฟฟ้า สกายวอล์ก และคอนโดมิเนียม ทำให้พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไป ในมุมหนึ่งแสดงให้เห็นว่า ฟุตปาธที่เคยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกลดความสำคัญลงอย่างช้าๆ “คนเขาไปอยู่ข้างบนกันหมด มันก็เจริญขึ้นจริงๆ นะ แต่คนข้างล่างก็อยู่ยากขึ้น” 

ปลายทางของระยะทาง — คำทำนายในวันที่คนต้องการคำตอบ 

Labor-Day-April-29-2026-SPACEBAR-Photo04.jpg

ช่วงท้ายของการทอดน่อง ผมพบกับชายชราวัย 78 ปีนั่งพักอยู่ใต้ชายคาป้ายรถเมล์เก่า คนในละแวกนั้นเรียกเขาว่า ‘อาจารย์ปู่’ ก่อนจะรู้ชื่อจริงตามบัตรประชาชนว่า 'มานิต' (สงวนนามสกุล) หมอดูอิสระที่น่าจะอาวุโสที่สุดบนทางเท้าเส้นนี้ 

ผมไปถึงในช่วงเวลาที่เขายังไม่ได้ตั้งโต๊ะ เพราะแดดบ่ายวันนั้นแรงเกินกว่าจะออกไปนั่งรอลูกค้ากลางแจ้ง เขาจึงนั่งพักอยู่เงียบๆ รอให้แดดอ่อนลง ก่อนจะเริ่มงานตามจังหวะของตัวเอง 

‘มานิต’ เล่าว่า เขาประกอบอาชีพหมอดูมานานกว่า 50 ปีแล้ว แต่ก่อนหน้านั้น ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากการทำนาย หากเป็นแรงงานก่อสร้าง ใช้แรงกายแลกค่าแรงไปตามงาน จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุถูกรถจักรยานยนต์ชนขาหัก ไม่สามารถกลับไปทำงานเดิมได้อีก งานที่เคยพึ่งพาร่างกายจึงต้องยุติลง พร้อมกับความรับผิดชอบที่ไม่มีใครรับช่วงต่อ เพราะเหตุเกิดนอกเวลางาน และเขาไม่มีสวัสดิการใดๆ รองรับ 

หมอดูจึงไม่ใช่ทางเลือกแรก แต่เป็นทางรอดที่ต้องสร้างขึ้นใหม่ เขาเริ่มเรียนรู้ศาสตร์พยากรณ์ในวัยสี่สิบกว่าๆ  และทำต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ ชนิดไม่มีวันหยุด 

“เริ่มประมาณหกโมงเย็น เก็บสี่ทุ่ม” เวลาทำงานถูกกำหนดไว้ชัดเจน แต่ไม่เคยมีวันไหนถูกเว้นว่าง ค่าดูดวงเริ่มตั้งแต่หลักสิบ ไล่ไปตามกลุ่มลูกค้านักเรียนไม่กี่สิบบาท นักศึกษาเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ผู้ใหญ่ประมาณร้อยบาทรายได้เฉลี่ยวันละ 600–800 บาท “ก็พอได้ใช้ ได้กิน ได้อยู่” 

ลูกค้าของเขามีหลากหลาย ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงข้าราชการ และแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสำคัญที่ผู้คนมีเวลาแวะเข้ามามากขึ้น 

“ไม่หยุดหรอกสำหรับผมวันแรงงานนี่คนยิ่งเยอะ โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่เขาหยุด เขาก็มาเที่ยว มาดูดวงเรื่องหน้าที่การงานทั้งนั้น” 

เขารู้ดีว่าวันแรงงานคือวันที่ 1 พฤษภาคม แต่สำหรับเขา วันนั้นไม่ใช่วันหยุดกลับเป็นวันที่ต้องทำงาน และเป็นวันที่รายได้ขยับมากกว่าปกติ 

ในภาวะข้าวยากหมากแพง คำถามที่ลูกค้านำมาส่วนใหญ่ วนอยู่กับเรื่องเดิม เรื่อง ‘งาน’ เสมอ ยิ่งช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ จนกลายเป็นภาพสะท้อนของความกังวลร่วมกันของสังคม 

‘อาจารย์ปู่'  มักไม่ได้ให้คำตอบซับซ้อนกับ ‘ลูกศิษย์’ แต่ย้ำคำเดิมอยู่เสมอว่า “อย่าเพิ่งออก ถ้ายังไม่มีที่ไป ต้องมีสติ” บางครั้งก็แนะนำให้ ทำบุญไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนชะตา แต่เพื่อให้ใจนิ่งขึ้น สำหรับเขา การดูดวงไม่ใช่แค่การทำนายแต่เป็นการให้ ‘ที่พึ่งทางใจ’ ในวันที่ผู้คนไม่แน่ใจว่าจะเดินต่อไปทางไหน 

เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจโดยรวม เขามองว่าความไม่แน่นอนทำให้คนหันมาหาคำตอบในรูปแบบนี้มากขึ้น 

ฟุตพาทเดิม ก่อนถึงวันแรงงาน 

ระยะทางไม่ถึง 1 กิโลเมตร แต่เต็มไปด้วยชีวิตที่ยังต้องเดินต่อ 28 เมษายน ยังไม่ใช่วันแรงงาน แต่ภาพของวันนั้นเริ่มชัดขึ้นแล้ว ทั้งเสียงเครื่องยนต์ เสียงไม้กวาด น้ำแข็งที่ค่อยๆ ละลาย และไพ่ที่ถูกเปิดทีละใบ ไม่มีใครพูดถึงการ ‘หยุดพัก’ มีเพียงจังหวะชีวิตที่ดำเนินต่อไป  

หากเดินกลับมาอีกครั้งในวันที่ 1 พฤษภาคม ฟุตบาทเส้นนี้ก็น่าจะยังเหมือนเดิม มีผู้คนกลุ่มเดิม อยู่ในตำแหน่งเดิมและทำงานต่อไป ในวันที่ถูกเรียกว่า ‘วันแรงงาน’ ...ผมเชื่ออย่างนั้น 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์