เหตุผลที่ไทย ปราบโกงไม่สำเร็จ เพราะคนโกง ยังเชื่อว่า‘คดีวิ่งได้’

17 ส.ค. 2569 - 15:55

  • ทบทวนกระบวนการทางกฎหมาย ตรงไหนคือช่องว่าง

  • คนโกง คำทำผิด อาศัยช่องทางและอำนาจ เข้าแทรกแซง

  • วางระบบการป้องกันตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่คนโกงจะได้ใจ

เหตุผลที่ไทย ปราบโกงไม่สำเร็จ  เพราะคนโกง ยังเชื่อว่า‘คดีวิ่งได้’

ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไทยอาจไม่ใช่เพราะคนโกงไม่กลัวคุก แต่อาจเป็นเพราะคนโกงจำนวนหนึ่งเชื่อว่า ก่อนจะถึงคุก ยังมีคนให้วิ่งหาอีกหลายด่าน 

ตอนทำผิด — วิ่งตำรวจ

พอเป็นคดี — วิ่งพนักงานสอบสวน 

สำนวนไปอัยการ — วิ่งอัยการ  

ถูกฟ้อง — หาทางสู้ทุกช่อง

ถูกพิพากษา — ยังเหลือเรื่องเรือนจำ โรงพยาบาล ลดโทษ พักโทษ และสิทธิพิเศษอีกสารพัด

ถ้ากระบวนการยุติธรรมมีประตูให้เคาะทุกช่วง ต่อให้กฎหมายเขียนโทษไว้หนักแค่ไหน คนโกงก็อาจไม่ได้ถามว่า ‘ทำแล้วจะติดคุกไหม’

แต่ถามว่า

‘ถ้าเรื่องแตก ต้องโทรหาใครก่อน’

นี่คือปัญหาที่ใหญ่กว่าคอร์รัปชันเสียอีก

เพราะเมื่อคนมีอำนาจเชื่อว่า ‘คดีจัดการได้’ กฎหมายก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องยับยั้งอีกต่อไป แต่กลายเป็นเพียง ต้นทุนที่ต้องบริหาร

 คนธรรมดากลัวกฎหมาย เพราะ‘ไม่มีใคร’ให้โทรหา

แต่คนมีเส้นอาจกลัวเพียงอย่างเดียวว่า ‘โทรแล้วจะมีคนรับสายหรือไม่’

ถ้าสังคมมาถึงจุดนี้ ต่อให้เราเพิ่มโทษคอร์รัปชันเป็นสองเท่า เพิ่มองค์กรตรวจสอบอีกสิบแห่ง หรือออกกฎหมายใหม่อีกกี่ฉบับก็แทบไม่มีความหมาย

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ‘โทษไม่หนัก’

ปัญหาอยู่ที่ คนทำผิดไม่เชื่อว่าจะ‘ต้องรับโทษ’นั้นจริง

และนี่คือหัวใจของรัฐที่อ่อนแอที่สุดรูปแบบหนึ่ง

ไม่ใช่รัฐที่ไม่มีกฎหมาย

แต่คือรัฐที่มีกฎหมายเต็มประเทศ แต่ประชาชนเชื่อว่าผลลัพธ์ของกฎหมายสามารถ‘เปลี่ยน’ได้ด้วยเงิน อำนาจ และความสัมพันธ์

สิ่งที่อันตรายที่สุดจึงไม่ใช่การที่มีคน‘พยายามวิ่งคดี’

แต่คือวันที่คนทั้งประเทศเริ่มเชื่อว่า

‘ไม่วิ่งสิแปลก’

เมื่อวัฒนธรรมการฝาก การขอ การโทร การประสาน และการ ‘ช่วยดูให้หน่อย’ ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ เส้นแบ่งระหว่างมิตรภาพกับการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมก็เริ่มเลือนหาย

และเมื่อเส้นนั้นหายไป คนมีอำนาจก็ไม่ได้ต้องการให้ใครทำผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง

เพียงแค่โทรไปถาม

‘เรื่องนี้ถึงไหนแล้ว’

‘ฝากดูหน่อย’

‘ช่วยพิจารณาให้รอบคอบ’

‘คนนี้ผมรู้จัก’

คำพูดอาจสุภาพมาก

แต่‘แรงกดดัน’ที่อยู่หลังโทรศัพท์อาจหนักกว่าตัวบทกฎหมายหลายหน้า

ดังนั้น ถ้าประเทศไทยต้องการปราบคอร์รัปชันจริง เราอาจต้องเลิกหมกมุ่นกับการสร้าง ‘คนดี’ แล้วหันมาสร้าง‘ระบบที่ต่อให้คนไม่ดีเข้ามา ก็โกงได้ยาก’

ทางออกไม่ใช่การขอให้ทุกคนมี‘จริยธรรม’

แต่คือการออกแบบระบบให้ ‘การวิ่งไม่คุ้ม’

ประการแรก ต้องทำให้‘ทุกดุลพินิจมีร่องรอย’

คำสั่งสำคัญทุกขั้น ตั้งแต่การรับหรือไม่รับคดี การเปลี่ยนข้อหา การยุติการสอบสวน การสั่งไม่ฟ้อง การตีกลับสำนวน ไปจนถึงการบริหารโทษ ต้องมีเหตุผล มีผู้รับผิดชอบ และตรวจสอบย้อนหลังได้

อย่าให้คำว่า ‘ดุลพินิจ’ กลายเป็น‘ม่านดำ’ ที่สังคมห้ามถาม

เพราะดุลพินิจที่ตรวจสอบไม่ได้ คือพื้นที่ที่อิทธิพลเติบโตได้ดีที่สุด

ประการที่สอง ต้องสร้าง ‘Digital Justice Trail’ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ใครรับคดีวันไหน

ใครถือสำนวนอยู่กี่วัน

ใครสั่งอะไร

ใครเปลี่ยนความเห็น

ใครอนุมัติ

คดีหยุดอยู่ตรงไหน

ผิดปกติกว่าคดีประเภทเดียวกันหรือไม่

ระบบต้องรู้ก่อนสื่อ

ระบบต้องเตือนก่อนเกิดเรื่อง

และระบบต้องตรวจสอบได้โดย‘ไม่ต้องรอให้มีคนออกมาแฉ’

ในโลกที่ธนาคารตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยได้ภายในไม่กี่วินาที การปล่อยให้คดีสำคัญหายไปในโต๊ะใครคนหนึ่งเป็นเดือนหรือเป็นปีโดยไม่มีสัญญาณเตือน ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้แล้ว

ประการที่สาม ต้องทำให้การ ‘เข้าพบ’ มีต้นทุน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับคดีสำคัญควรมีระบบ‘บันทึกการเข้าพบ’ของบุคคลภายนอก ใครพบใคร เมื่อไร เรื่องอะไร

ไม่ต้องเปิดรายละเอียดที่กระทบความลับของคดี แต่ต้องมี‘ร่องรอย’เพียงพอให้รู้ว่า มีใครพยายามเข้าใกล้กระบวนการตัดสินใจหรือไม่

เพราะในประเทศที่ปัญหาอยู่ที่ ‘โทรหาใคร’ ทางออกส่วนหนึ่งก็คือทำให้ทุกสายที่เกี่ยวข้องกับคดี ทิ้งรอยไว้

ประการที่สี่ ต้องลดการเลือกคนทำคดี

คดีสำคัญบางประเภทควรใช้‘ระบบสุ่ม’หรือระบบจัดสรรตามเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้

เพราะถ้าคุณเลือกได้ว่าใครจะเป็นคนรับคดี คุณก็อาจไม่ต้องวิ่งคดีเลย

แค่จัดคนให้ถูกตั้งแต่แรกก็พอ

นี่คือช่องโหว่ที่อันตรายกว่าการแทรกแซงภายหลังเสียอีก

ประการที่ห้า ต้องเปิดข้อมูลเปรียบเทียบ

คดีประเภทเดียวกัน ใช้เวลาเฉลี่ยกี่วัน

อัตราสั่งไม่ฟ้องเท่าไร

ใครได้รับการพักโทษเร็วผิดปกติหรือไม่

คดีคนมีฐานะกับคนทั่วไปมีรูปแบบผลลัพธ์ต่างกันหรือไม่

อย่าให้ประชาชนต้องเดาว่ามี‘สองมาตรฐาน’

เปิดข้อมูลให้เห็นไปเลยว่ามีหรือไม่มี

ถ้าระบบยุติธรรมมั่นใจว่าใช้มาตรฐานเดียวกัน ก็ไม่มีเหตุผลต้องกลัวข้อมูล

ประการที่หก ต้องทำให้การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องอันตรายจริง

ไม่ใช่จบที่ ‘ไม่เหมาะสม’

ไม่ใช่จบที่ ‘ขอความร่วมมือ’

ไม่ใช่จบที่ ‘ตั้งกรรมการสอบ’

ใครใช้อำนาจ เงิน ตำแหน่ง หรืออิทธิพลกดดันเจ้าหน้าที่เพื่อเปลี่ยนผลของคดี ต้องมีความรับผิดที่หนักพอจะทำให้คนคิดก่อนหยิบโทรศัพท์

เพราะถ้าการวิ่งคดีไม่มีราคา คนก็จะวิ่งต่อไป

และประการสุดท้าย ต้องปฏิรูป ‘หลังคำพิพากษา’ ให้จริงจังพอๆ กับก่อนพิพากษา

เพราะประชาชนไม่ได้ดูแค่ว่าศาลตัดสินกี่ปี

ประชาชนดูด้วยว่า ‘ติดจริงกี่วัน’

เข้าคุกจริงหรือไม่

อยู่ที่ไหน

ป่วยจริงหรือไม่

ได้สิทธิอะไร

ใครอนุมัติ

มาตรฐานเดียวกับนักโทษคนอื่นหรือไม่

ถ้าศาลลงโทษสิบปี แต่ระบบหลังคำพิพากษาทำให้สังคมรู้สึกว่าโทษนั้นกลายเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษ ความศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมก็พังอยู่ดี

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่การโจมตีตำรวจ อัยการ ศาล หรือราชทัณฑ์

ตรงกันข้าม

การสร้างระบบที่ตรวจสอบได้คือการ คุ้มครองเจ้าหน้าที่ดีๆ จากผู้มีอำนาจ

ให้เจ้าหน้าที่สามารถตอบสายฝากได้สั้นๆ ว่า

‘ช่วยไม่ได้ครับ ระบบตรวจหมด’

ประโยคนี้อาจมีค่าต่อการปราบคอร์รัปชันมากกว่าการตั้งคณะกรรมการอีกสิบชุด

ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายปราบโกงเพิ่มอีกมาก

สิ่งที่จำเป็นกว่าคือทำให้คนโกงเชื่อเสียทีว่า

คดีไม่ใช่งานที่ฝากได้

ตำรวจไม่ใช่คนที่โทรไปขอได้

อัยการไม่ใช่ด่านที่เจรจาได้

กระบวนการศาลไม่ใช่พื้นที่ที่อิทธิพลควรแทรกได้

เรือนจำไม่ใช่ปลายทางที่ยังต่อรองได้

วันที่คนคิดจะโกงต้องถามตัวเองว่า

‘ถ้าถูกจับ ใครก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ใช่ไหม’

วันนั้นประเทศไทยจึงจะเริ่มปราบคอร์รัปชันได้จริง

เพราะประเทศไม่ได้พังจากการมีคนโกงเพียงอย่างเดียว

ประเทศพังเมื่อคนโกงค้นพบว่า ระบบยุติธรรมมีราคาต่อรอง

และสิ่งที่รัฐต้องทำ ไม่ใช่แค่จับคนโกงให้มากขึ้น

แต่ต้องทำให้ทั้งประเทศรู้ว่า

ต่อให้คุณมีเงิน มีอำนาจ มีเส้นสาย มีนามสกุลใหญ่ และมีเบอร์คนใหญ่คนโตเต็มโทรศัพท์—ถ้าคุณโกง คุณก็ต้องรับผลเหมือนคนอื่น

ถ้าประเทศไทยทำสิ่งนี้ไม่ได้

คำว่า ‘นิติรัฐ’ ก็อาจเหลือเพียงคำสวยๆ

ที่ใช้กับคนไม่มีเส้นเท่านั้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์