'พัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล' ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. จะเป็นผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. เดินทางเข้าพบ 'พงษ์สวาท นีละโยธิน' ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ณ ห้องประชุม ชั้น 11 อาคารกระทรวงยุติธรรม เพื่อหารือในประเด็น
- ติดตามความคืบหน้าคดีคุกวีไอพี (VIP) ที่มีเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เกี่ยวข้อง
- ประสานความร่วมมือในการนำมาตรการ Whistle Blower (การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส) และการร่วมมือในการนำกฎหมาย Anti-Slapp Law ป้องกันการฟ้องปิดปากมาใช้บังคับ
- แนวทางการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ
ภายหลังจากที่ ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. เดินทางเข้าพบ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อหารือและติดตามความคืบหน้าคดีสืบสวนคุกวีไอพี (VIP) ที่มีเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เข้าไปเกี่ยวข้องในขบวนการทุจริต โดยใช้เวลาประชุมหารือราว 1 ชม. จึงเปิดเผยว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ ป.ป.ช. ให้มาติดตามความคืบหน้าและประสานงานกับกระทรวงยุติธรรม ในส่วนของความคืบหน้าคดีสืบสวนขบวนการทุจริตในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ต้องขังจีนเทา
โดยที่ผ่านมา วันที่ 28 พ.ย. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ได้ลงพื้นที่ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อตรวจสอบสถานที่จุดเกิดเหตุและรวบรวมข้อเท็จจริง รวบรวมพยาน จึงทำให้ในวันนี้ต้องมาสอบถามความคืบหน้ากับปลัดกระทรวงยุติธรรมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา หน่วยงานภายใต้สังกัด โดยเฉพาะเรื่องการสอบสวนวินัยของข้าราชการที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนประเด็นเรื่องการสอบ สวนทางอาญา จะเป็นในส่วนของกรมสอบ สวนคดีพิเศษดำเนินการ
ล่าสุดได้รับรายงานว่าคณะพนักงานสืบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการสรุปสำนวนการสืบสวนนำส่งให้ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ ป.ป.ช. จะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลที่ดีเอสไอทำการสอบสวนมา ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนปากคำพยาน พฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องอีกบ้าง และพยานหลักฐานเส้นทางการเงิน เพื่อที่ ป.ป.ช. จะได้รับไปดำเนินการสืบสวนต่อไป ไม่เพียงแต่ฐานความผิดอื่นเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงผู้ที่ถูกกล่าวหารายอื่นเพิ่มเติมด้วย
นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือเรื่องการคุ้มครองพยานสำหรับผู้แจ้งเบาะแสในคดีอาญา และกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-Slapp Law) ว่าทาง ป.ป.ช. และกระทรวงยุติธรรม จะมีความร่วมมือคุ้ม ครองพยานในคดีอาญากันอย่างไรบ้าง เพื่อที่ให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิ ภาพต่อไป
พัฒนพงศ์ เผยอีกว่า เนื่องด้วยทางกระทรวงยุติธรรม ได้มีการแจ้งว่ายังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องวินัยของข้าราชการที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ซึ่งทางเราได้แจ้งว่าหากทางกระทรวงยุติธรรมดำเนินการพิจารณาเรื่องวินัยของข้าราชการที่ไปเกี่ยวข้องกับการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเสร็จสิ้นอย่างไร ทาง ป.ป.ช.ขอข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการสืบสวนไต่สวนในส่วนของกฎหมาย ป.ป.ช. ต่อไปด้วย
ส่วนกรอบเวลาที่ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการตามขั้นตอนภายหลังรับสำนวนการสืบสวนจากดีเอสไอนั้น ด้วยความที่สำนวนการสืบสวนของดีเอสไอที่ได้ดำเนินการไว้ค่อนข้างมีความคืบหน้าไปพอสมควรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดในเรื่องของการตรวจค้นจู่โจมเมื่อวันที่ 16 พ.ย.68 ซึ่งนำทีมโดยผู้บริหารของกรมราชทัณฑ์ และยังรวมถึงในส่วนของ ป.ป.ช.เอง ที่ได้ไปตรวจสถานที่จริงเมื่อวันที่ 28 พ.ย.68 ดังนั้น ขั้นตอนต่อไป
เมื่อเตรวจสำนวนของดีเอสไอเรียบร้อยแล้ว เราก็จะมีการเสนอไปยังคณะกรรม การ ป.ป.ช. หลังจากนั้นจึงจะมีความเห็นว่าในคดีการสืบสวนดังกล่าว ป.ป.ช. จะรับไว้ตรวจสอบไต่สวนเองหรือไม่ แจ้งข้อกล่าวหาเองหรือไม่ หรือจะส่งกลับพนัก งานสอบสวนดีเอสไอ เพื่อสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะหากเรื่องใดที่มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยว ตามกฎหมายของ ป.ป.ช. เราสามารถจะรับไว้ทำเองต่อไป หรือส่งสำนวนดังกล่าวกลับหน่วยงานต้นเรื่องให้รับไปดำเนินการก็ได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
สำหรับข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า ป.ป.ช. มีการเร่งรัดให้ดีเอสไอรีบสรุปสำนวนการสืบสวนส่งให้แก่ ป.ป.ช. ทั้งที่เนื้อหาภายในยังคงมีบุคคลอื่นที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอีกมากนั้น อาจทำให้สำนวนการสืบสวนดังกล่าวไม่สมบูรณ์หรือไม่ ตนขอเรียนว่าตามกฎหมายของ ป.ป.ช.ได้กำหนดให้พนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานต้นเรื่อง จะต้องส่งสำนวนให้แก่ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน
หากเรื่องดังกล่าวพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด จึงยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเร่งรัดดีเอสไอให้รีบสรุปสำนวนแต่อย่างใด และตามกรอบขั้นตอนแล้วเมื่อเรารับสำนวนการสืบสวนมาจากดีเอสไอ เราก็ต้องไปดูเนื้อหารายละเอียดภายใน และการที่เราเป็นระบบไต่สวน หากเราเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ หรือมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่ต้องการประเด็นเพิ่มเติม เราก็สามารถเรียกพยานบุคคลมาสอบสวนปากคำเพิ่มเติมได้ หรือเรียกพยานหลักฐาน พยานเอกสารเพิ่มเติมได้เช่นเดียวกัน ซึ่งมันเป็นอำนาจที่ ป.ป.ช.ดำเนินการได้อยู่แล้ว ดังนั้น แม้ว่าตอนนี้ดีเอสไอจะมีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐเพียง 2 ราย มายัง ป.ป.ช.แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องตัดจบเท่านั้น เรายังสามารถไต่สวนเพิ่มเติมได้ ขยายผลเองได้ หากพบข้อเท็จจริงอันเป็นประจักษ์ว่ามีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติมในการกระทำความผิดดังกล่าว ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นพลเรือนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตามป.ป.ช.
ยังสามารถเรียกบุคคลนั้นๆ มารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในภายหลังได้ด้วย รวมไปถึงกรณีผู้หญิงชาวต่างชาติที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในสถานที่เกิดเหตุ แม้ว่าปัจจุบันจะไม่ได้อยู่ในราชอาณาจักรไทย แต่อำนาจการสืบสวนไต่สวนของ ป.ป.ช. จะต้องมีการยืนยันตัวบุคคลเพื่อเชิญมาสอบสวนปากคำ และเมื่อพบการกระทำความผิด ป.ป.ช. ก็จะต้องแจ้งดำเนินคดีเป็นผู้ต้องหาเช่นเดียวกัน โดยถ้าหากบุคคลใดก็ตามซึ่งดป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด เราก็จะแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีเช่นเดียวกัน ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการไต่สวนของป.ป.ช.ระยะเวลา 30 วันแล้วนั้น ตามขั้นตอนเราต้องสรุปสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อส่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางต่อไป
กรณีที่ดีเอสไอดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 จากพยานหลักฐานการปล่อยปละละเลยและการตรวจพบคราบอสุจิในพื้นที่เกิดเหตุนั้น ปลัดกระทรวงยุติธรรมแจ้งว่ายังไม่ได้รับรายงานผลนิติวิทยาศาสตร์ฉบับสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.จะตรวจสอบรายละเอียดในสำนวนที่ดีเอสไอส่งมา ว่ามีการระบุพฤติการณ์และพยานหลักฐานของผู้เกี่ยวข้องไว้อย่างไรบ้าง
ส่วนประเด็นสถานที่เกิดเหตุซึ่งเกิดขึ้นในวันหยุดราชการ และไม่ใช่พื้นที่เยี่ยมญาติ กรณีหญิงชาวต่างชาติ 2 รายจะเข้าข่ายบุกรุกเรือนจำหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากรายละเอียดในสำนวนของดีเอสไออีกครั้ง โดย ป.ป.ช.สามารถพิจารณาความผิดที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ นอกเหนือจากคดีทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐได้ และมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาไต่สวนเพิ่มเติม
พร้อมกันนี้ได้ระบุถึงกรณี 'อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร' ร้องขอความเป็นธรรมว่าเป็นคนละส่วนกับคดีสืบสวนเรือนจำฯ โดย ป.ป.ช.ต้องพิจารณารายละเอียดคำร้องเป็นรายบุคคล และพิจารณาว่าจะรวมหรือแยกเป็นคนละคดีในชั้นไต่สวน
ทั้งนี้ แม้กระทรวงยุติธรรมจะมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 6 ราย ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีความผิดหรือไม่ ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบสำนวนของดีเอสไออย่างละเอียด โดยการดำเนินคดีทางวินัยและอาญาสามารถทำควบคู่กันได้ และหากพบการทุจริตหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็สามารถชี้มูลได้ทั้งสองทาง พร้อมย้ำว่ากฎหมาย ป.ป.ช.มีมาตรการคุ้มครองพยานและป้องกันการฟ้องปิดปาก ขอให้ผู้มีข้อมูลเข้ามาให้ข้อเท็จจริงได้อย่างปลอดภัย


