“รั้วรังผึ้ง” ป้องกันช้างป่า ทางเลือกแก้ปัญหา “คน-ช้าง” อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

20 ก.พ. 2569 - 08:00

  • ช้างป่า 4 ตัวจากภูหลวง จ.เลย เข้ามาอยู่อาศัยและหากินในพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ ครอบคลุม อ.เวียงเก่า ภูเวียง และสีชมพู จ.ขอนแก่น มานานกว่า 2 ปี

  • ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มปรับตัวเรียนรู้พฤติกรรมและอยู่ร่วมกันได้ พร้อมทดลองใช้ “รั้วรังผึ้ง” นวัตกรรมธรรมชาติ นำร่องที่ อ.เวียงเก่า เพื่อป้องกันช้างเข้าพื้นที่การเกษตร

“รั้วรังผึ้ง” ป้องกันช้างป่า ทางเลือกแก้ปัญหา “คน-ช้าง” อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

เกรียงศักดิ์ ฮามพิทักษ์ ผู้ช่วยเจ้าพนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยว กองการท่องเที่ยวและกีฬา องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เจ้าของเพจ “ลุงเกรียง หมีแบกกล้อง” ผู้ติดตามพฤติกรรม รวมทั้งเฝ้าระวังการเคลื่อนที่หากินของช้างป่ามานานกว่า 2 ปี ใช้เวลาศึกษาความเป็นไปได้ พร้อมทั้งหาชาวบ้านที่สมัครใจเป็นพื้นที่ “นำร่องรั้วรังผึ้งป้องกันช้างป่า”

Honeycomb fences-in-Khon Kaen-offer-an-alternative-for-peaceful-coexistence-between-humans-SPACEBAR-Photo01.jpg

เกรียงศักดิ์ เล่าว่ากว่า 2 ปีที่แล้ว ในพื้นที่ทำงานมีปัญหาเรื่องช้างป่า ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับชาวบ้าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีช้างป่าเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ เริ่มแรกการแก้ปัญหาคือการจุดประทัดไล่ช้าง ชาวบ้านหลายคนพูดคุยกันต้องการลดการกระทบกระทั่งระหว่างสัตว์ป่ากับคน ระหว่างนั้นมีโอกาสพูดคุยกับเจ้าหน้าที่จากสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ให้ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมช้างป่า จึงได้ทราบว่าทางสถานีมีงานวิจัยเกี่ยวกับการทำรั้วรังผึ้งป้องกันช้าง ซึ่งทำได้ผลมาแล้วในหลายพื้นที่ 

“โจทย์ใหญ่ของเราในขณะนั้นคือการหาแนวร่วมเกษตรกรที่มีแนวคิดเหมือนกัน ที่สำคัญต้องทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ เพราะผึ้งที่นำมาเลี้ยงไล่ช้างอ่อนไหวกับสารเคมี หากได้กลิ่นจะทำให้ผึ้งบินหนีและตายได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นค้นหาเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมเป็นพื้นที่นำร่องเลี้ยงผึ้ง ขณะนี้มี 2 ครอบครัวที่เข้ามาเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงผึ้ง”

Honeycomb fences-in-Khon Kaen-offer-an-alternative-for-peaceful-coexistence-between-humans-SPACEBAR-Photo03.jpg

เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่นำร่องที่จะทำรั้วรังผึ้งทางเจ้าหน้าที่จะเลือกพื้นที่ที่ช้างเดินผ่านบ่อย หรือเป็นด่านช้าง คือเมื่อช้างเดินผ่านก็จะแวะเข้าสวนของเกษตรกรคนนี้เป็นประจำ นอกจากนี้ต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช้สารเคมี หรือใช้น้อย โดยการพูดคุยกับชาวบ้านมีอย่างต่อเนื่องกว่า 1 ปี แต่เนื่องจากปีที่แล้ว (2568) ฝนตกหนักทำให้ไม่สามารถล่อผึ้งเข้ารังได้ เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน  

อีกทั้งประเด็นที่สร้างความเชื่อมั่นว่าการเลี้ยงผึ้งจะช่วยป้องกันพื้นที่ทางการเกษตรของชาวบ้านได้ นอกจากจะมีผลงานการวิจัยของสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ที่ใช้รั้วรังผึ้งในหลายพื้นที่ภาคอีสานแล้ว ในพื้นที่เวียงเก่าที่เคยมีช้างออกมาหากินในป่าอ้อยของชาวบ้าน แต่อยู่ดีๆ ช้างก็วิ่งหนีออกจากป่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้โดรนบินสำรวจ และการสังเกตการณ์สันนิษฐานว่า ช้างวิ่งหนีออกจากพื้นที่เกษตรเมื่อไปเจอรังผึ้ง ทำให้มั่นใจว่าการทำ “รั้วรังผึ้ง” ป้องกันช้างป่าได้อย่างแน่นอน

“เมื่อพูดคุยกับชาวบ้านที่สนใจแล้วก็ชักชวนให้ลงมือทำจริง โดยเงินทุนที่ใช้ทดลองมาจากการขายเสื้อหาทุนทำกัน เพื่อให้ชาวบ้านได้ทดลองเลี้ยง เมื่อจุดนำร่องเห็นผล ก็จะนำชาวบ้านไปพื้นที่คนที่เลี้ยงจริงจนประสบความสำเร็จ   เพื่อให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยน ซึ่งน่าจะเข้าใจขั้นตอนวิธีการง่ายกว่า พร้อมนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของแต่ละคน   เป็นบทเรียนให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ เข้าใจเรื่องการเลี้ยงผึ้ง” 

“เป้าหมายหลักคือต้องการให้ชาวบ้านเลี้ยงผึ้งโพรง เพราะเป็นผึ้งสายพันธุ์ไทยที่มีความขยัน แข็งแรง หาอาหารเก่ง ช้างเองจะมีความจำดี เขาจะจำได้ว่าจุดไหนมีแมลงรบกวน ช้างจะเปลี่ยนเส้นทาง โอกาสที่ช้างจะเข้ามารบกวนลดลง ลดการเสียหายของพืชผลทางการเกษตร ที่สำคัญชาวบ้านปลอดภัย” เกรียงศักดิ์ กล่าว

Honeycomb fences-in-Khon Kaen-offer-an-alternative-for-peaceful-coexistence-between-humans-SPACEBAR-Photo08.jpg

บทเรียนแรกของการทำรั้วรังผึ้ง คือ ต้องเลี้ยงผึ้งให้เป็น ให้รอด  ซึ่งเจ้าหน้าที่จากสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้กับ นางจุรี เหล็กขุมปุน อายุ 56 ปี ชาวบ้านโนนสูง ต.ในเมือง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น เจ้าของที่ดินที่ติดกับเส้นทางช้างป่าภูหลวงใช้เป็นเส้นทางเดินหากิน ถือเป็นพื้นที่ใหม่ที่พบเห็นช้างป่า จึงยังไม่มีประสบการณ์ในการอยู่ร่วมกัน

จุรี หรือ “ป้าจุรี” เล่าว่า ครั้งแรกที่มีช้างป่าเข้ามาจะมีเจ้าหน้าที่จากทางอุทยานเข้ามาพูดคุยให้เข้าไปอยู่ในหมู่บ้านก่อนชั่วคราว รอให้สัตว์ป่าเคลื่อนย้ายออกไปก่อนจึงจะทำการเกษตรได้ตามปกติ

ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ประกอบกับครอบครัวของป้าจุรีทำเกษตรแบบไร้สารเคมี เน้นการปลูกพืชแบบผสมผสาน ในพื้นที่ 4 ไร่ จึงมีทั้งพืชผัก ผลไม้หลากหลายชนิด ทั้งมะม่วง ส้มโอ ลำไย มะนาว มะขาม อโวคาโด และต้นไม้ใช้สอย ทำให้พื้นที่ชายป่าแห่งนี้มีความโดดเด่นและมีความเหมาะสมที่จะทำรั้วรังผึ้ง

Honeycomb fences-in-Khon Kaen-offer-an-alternative-for-peaceful-coexistence-between-humans-SPACEBAR-Photo02.jpg

“เริ่มจากที่ป้ากับลุงมาคุยกันว่า เราจะทำอย่างไรที่จะอยู่ร่วมกับช้างป่าได้ คิดแบบชาวบ้าน คิดเองแล้วลงมือทำด้วยการสร้างบ้านบนต้นไม้ ที่บ้านสวนเราไม่เลือกวิธีจุดประทัดไล่ช้าง หากมาเจอช้างจะปฏิบัติตัวตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย และพูดคุยกับช้าง ต่างคนต่างอยู่รอบๆ พื้นที่จะเป็นป่าอ้อยของเครือญาติกัน ป้าก็จะบอกจะขอญาติหากช้างเข้ามากัดกิน ซึ่งทุกคนยินดี” ป้าจุรี กล่าว

การได้พบปะพูดคุยกับทีมติดตามพฤติกรรมช้างป่า ทำให้ป้าจุรีได้รู้จักกับเกรียงศักดิ์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากอุทยานฯ ที่เข้ามาพูดคุยถามข้อมูลเรื่องการพบเห็นช้าง

ป้าจุรี บอกว่า ส่วนใหญ่ “หูพับ” และ “งาจิ๋ว” สองช้างป่าจะเข้ามาในพื้นที่เวลาประมาณ 15.00 น.ของทุกวัน เมื่อพูดคุยกัน มีความเห็นตรงกันว่าต้องการอยู่ร่วมกับช้างป่าโขลงนี้ เจ้าหน้าที่จึงแนะนำเรื่องการทำรั้วรังผึ้งป้องกันช้างป่า

“ซึ่งเรื่องนี้เราคุยกันมานานตั้งแต่ที่มีช้างเข้ามา สวนเราตรงกับข้อกำหนดของการเลี้ยงผึ้ง คือทำการเกษตรแบบปลอดสาร เพราะบ้านป้าเลี้ยงวัว ควาย ไก่ด้วย จึงไม่ได้ใช้ เจ้าหน้าที่นำกล่องผึ้งมาให้ 4 รัง มีผึ้ง 2 รัง กล่องเปล่า 2 รัง เริ่มเลี้ยงมาได้ 3 วันแล้ว จะมีคุณเกรียงและเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาติดตามผลการเลี้ยง เพื่อออกแบบการเลี้ยงเหมาะกับพื้นที่ เมื่อเลี้ยงไปสักระยะทางเจ้าหน้าที่จะสอนให้ล่อผึ้งป่าเข้ามาทำรัง ในรังเปล่าที่เตรียมไว้”

“การทดลองเลี้ยงนำร่องไม่ได้เพิ่มภาระ ไม่ลองก็ไม่รู้  เราถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่มีองค์ความรู้เรื่องการเลี้ยงผึ้งเพิ่มขึ้นมาอีก เพราะชอบทำการเกษตรอยู่แล้ว เราเลี้ยงได้ เพราะต้นไม้ที่เราปลูกมีหลากหลายชนิด มีเกสรดอกไม้ซึ่งเป็นอาหารผึ้งมีอาหารกินตลอดทั้งปี เจ้าหน้าที่บอกว่าจะให้ช้างกลัวผึ้ง หรือผึ้งกลัวช้างจะเป็นไปไม่ได้  แต่สัตว์เข้าจะรู้วิธีอยู่ด้วยกัน หลีกเลี่ยงกัน” ป้าจุรี  กล่าว

จากข้อมูลงานวิจัยของสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวง กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สานักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ระบุว่า องค์ความรู้การใช้รั้วรังผึ้งเพื่อป้องกันช้าง เริ่มต้นจาก Beehive fence construction manual โดย Dr. Lucy E. King. (2012) ได้กล่าวถึงการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านของชาวแซมบุรู ประเทศเคนยา บ่อยครั้งช้างป่าจะวิ่งหรือเดินหนีและออกห่างจากฝูงผึ้งและรังผึ้ง และพื้นที่ที่มีผึ้งอาศัยอยู่

ผึ้งพันธุ์ที่นำมาเลี้ยงเรียกว่า สายพันธุ์อิตาเลียน ลักษณะจะเป็นลำตัวสีเหลือง เป็นผึ้งชนิดหนึ่งของต่างประเทศ มีนิสัยเชื่อง ไม่ดุร้าย และสามารถจัดเก็บน้ำหวานได้ปริมาณที่มาก ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของไทยได้ดี

ผลจากคลื่นเสียงความถี่ต่ำของการบินของผึ้งมีผลต่อการระแวดระวังภัยของช้าง โดยช้างป่าที่มีประสบการณ์ด้านลบกับผึ้งจะถ่ายทอดพฤติกรรมคือการจดจำในทางลบสู่ครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น

ทั้งนี้ผึ้งจะบินวนรอบๆ ที่ดวงตา ปลายงวงและบริเวณผิวหนังที่บางตรงส่วนหูของช้างป่า ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ช้างป่าเกิดความเจ็บปวดและรำคาญ

สำหรับการทำรั้วรังผึ้ง โดยการนำกล่องรังผึ้งมาแขวนบนคานเชือกหรือลวดมาเชื่อมต่อกันระหว่างกล่องผึ้งแต่ละกล่องจนเป็นแนวรั้วในเส้นทางเดินของช้างป่า หรือล้อมรอบแปลงปลูกพืช โดยสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวงได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด ทั้ง จ.เลย นครราชสีมา จันทบุรี กาญจนบุรีและประจวบคีรีขันธ์

“รั้วรังผึ้ง” จึงนับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถลดข้อขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า และให้ชุมชนเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เป็นแนวร่วมในการอนุรักษ์ช้างป่าอย่างยั่งยืน

Honeycomb fences-in-Khon Kaen-offer-an-alternative-for-peaceful-coexistence-between-humans-SPACEBAR-Photo05.jpg
Honeycomb fences-in-Khon Kaen-offer-an-alternative-for-peaceful-coexistence-between-humans-SPACEBAR-Photo06-1.jpg
Honeycomb fences-in-Khon Kaen-offer-an-alternative-for-peaceful-coexistence-between-humans-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์