เมื่ออุณหภูมิโลกพุ่งสูงจนป่ากลายเป็นกล่องไม้ขีดไฟ การนั่งตั้งรับเพื่อรอดับไฟป่าจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ครั้งนี้ SPACEBAR พาไปถอดรหัสยุทธศาสตร์ระดับโลกที่นำดาวเทียมและโดรน มาผสานภูมิปัญญาโบราณ เปลี่ยนไฟจากภัยพิบัติให้กลายเป็นมิตร
เทคโนโลยี+ภูมิปัญญา แก้ปัญหาไฟป่ายุคโลกเดือดได้อย่างไร?
ไฟป่าที่กำลังลุกลามในหลายภูมิภาคของโลก ตั้งแต่ยุโรป อเมริกาเหนือ ไปจนถึงออสเตรเลีย กำลังสะท้อนความท้าทายใหม่ของโลกที่ร้อนขึ้น งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้น ความชื้นในเชื้อเพลิงที่ลดลง และฤดูไฟป่าที่ทอดยาว ล้วนเพิ่มโอกาสให้ไฟป่าลุกลามได้รวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิม ส่งผลให้หลายประเทศต้องปรับยุทธศาสตร์จากการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงล่วงหน้า

หนึ่งในประเทศที่พัฒนาระบบดังกล่าวอย่างต่อเนื่องคือ ออสเตรเลีย ซึ่งเผชิญไฟป่าเป็นประจำ แม้จะยังไม่สามารถป้องกันไฟป่าได้ทั้งหมด แต่ได้พัฒนาขีดความสามารถด้านการคาดการณ์ การเตรียมพร้อม และการจัดการเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบ
ศาสตราจารย์มาร์ตา เยบรา ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟป่าแห่งกรุงแคนเบอร์รา เป็นผู้นำการวิจัยของ Bushfire Research Centre of Excellence ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายหลังเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ “Black Summer” ระหว่างปี 2019–2020 ที่เผาผลาญพื้นที่หลายล้านเฮกตาร์และกลายเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งรุนแรงที่สุดของประเทศ
ทีมวิจัยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม โดรน และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อประเมินความชื้นของเชื้อเพลิง (Fuel Moisture Content) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ใช้ประเมินความเสี่ยงของการเกิดและการลุกลามของไฟป่า ยิ่งเชื้อเพลิงแห้งมาก ความเสี่ยงที่ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วยิ่งเพิ่มขึ้น

ภาพถ่ายดาวเทียม + ภูมิปัญญา 60,000 ปี
แม้เทคโนโลยีจะช่วยมองเห็นภาพรวมของพื้นที่ได้อย่างละเอียด แต่ออสเตรเลียพบว่าการประเมินความเสี่ยงจะแม่นยำยิ่งขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับองค์ความรู้ของชนพื้นเมืองอะบอริจิน ซึ่งสั่งสมประสบการณ์การอยู่ร่วมกับไฟและระบบนิเวศมายาวนานกว่า 60,000 ปี
ข้อมูลจากดาวเทียมช่วยระบุแนวโน้มในระดับพื้นที่กว้าง แต่การสังเกตสีของพืช ความชื้นของดิน กลิ่นของพืชพรรณ ร่มเงา และลักษณะของภูมิประเทศ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ภาคสนามของชนพื้นเมือง สามารถเติมเต็มข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ และช่วยให้เจ้าหน้าที่ประเมินพื้นที่เสี่ยงได้ละเอียดมากขึ้น
— เอเดรียน เว็บสเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านองค์ความรู้ชนพื้นเมือง อธิบาย
องค์ความรู้ดังกล่าวนำไปสู่การใช้ Cultural Burning หรือการใช้ไฟตามภูมิปัญญาชนพื้นเมือง ซึ่งมีเป้าหมายมากกว่าการลดเชื้อเพลิง แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และการดูแลพื้นที่ตามวัฒนธรรมของชุมชน
ในทางปฏิบัติ เทคนิคนี้จะใช้ “ไฟความเข้มต่ำ” (Low-intensity หรือ Cool Fire) ซึ่งเป็นไฟที่เผาไหม้เฉพาะเศษใบไม้ กิ่งไม้ และเชื้อเพลิงผิวดิน โดยไม่ทำลายเรือนยอดไม้หรือสร้างความเสียหายรุนแรงต่อระบบนิเวศ เมื่อใช้ร่วมกับการเผาตามแผน (Prescribed Burning) และการเผาสกัด (Backburning) จึงช่วยลดปริมาณเชื้อเพลิงสะสมที่อาจทำให้ไฟป่าครั้งใหญ่รุนแรงขึ้นในอนาคต
“หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดของการจัดการไฟป่า คือการเปลี่ยนจากการตอบสนองหลังเกิดเหตุ ไปสู่การประเมินความเสี่ยงและลงมือจัดการล่วงหน้า”
— ศาสตราจารย์เยบรา กล่าว

บทเรียนที่สอดคล้องกับภูมิปัญญา “ชิงเผา” ของไทย
แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย เพราะในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และชุมชนหลายแห่ง โดยเฉพาะในแถบจังหวัดภาคเหนือ มีการใช้แนวทางที่เรียกว่า “การชิงเผา” หรือการเผาแบบควบคุมภายใต้แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิง เพื่อลดปริมาณใบไม้แห้งและเศษวัสดุที่สะสมก่อนเข้าสู่ช่วงแล้งจัด หรือพูดง่ายๆ ว่าคุมกำเนิดไฟป่าครั้งใหญ่ด้วยการกำจัดเชื้อเพลิงชั้นดี
เนื่องจากในป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ หากปล่อยให้เชื้อเพลิงสะสมต่อเนื่อง เมื่อเกิดไฟในช่วงที่อากาศร้อนจัด ความชื้นต่ำ และลมแรง ไฟมีแนวโน้มลุกลามรวดเร็วและอาจพัฒนาเป็นไฟเรือนยอด (Crown Fire) ซึ่งควบคุมได้ยากกว่า รวมทั้งเพิ่มโอกาสเกิดหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในวงกว้าง
แม้ “Cultural Burning” ของออสเตรเลีย กับ “การชิงเผา” ของไทยจะมีที่มาและวัตถุประสงค์ต่างกัน แต่ทั้งสองแนวทางมีหลักการร่วมคือ การใช้ไฟอย่างมีการวางแผน เพื่อจัดการเชื้อเพลิงก่อนเกิดเหตุ แทนที่จะรอให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่แล้วจึงเข้าดับ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟป่าชี้ว่า การชิงเผาไม่ใช่มาตรการที่สามารถใช้ได้ทุกพื้นที่ แต่ต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ทั้งสภาพอากาศ ความชื้น ทิศทางลม แผนควบคุมไฟ บุคลากร และการมีส่วนร่วมของชุมชน หากดำเนินการผิดช่วงเวลาหรือขาดการควบคุม ก็อาจทำให้ไฟลุกลามเกินแผนได้

เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ภูมิปัญญาอย่างเดียวก็ไม่ไหว
ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการจัดการไฟป่ามากขึ้น ทั้งการติดตามจุดความร้อนผ่านดาวเทียม การใช้แบบจำลองสภาพอากาศ และการประเมินความชื้นของพื้นที่ เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการเชื้อเพลิงและการวางแผนชิงเผามีความแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น
บทเรียนจากออสเตรเลีย จึงเหมือนภาพสะท้อนว่าในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ “ไฟป่า” มีแนวโน้มรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น การรับมืออย่างยั่งยืนอาจไม่ใช่การเลือกใช้ “เทคโนโลยี” หรือ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” อย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่เป็นการผสานองค์ความรู้ทั้งสองเข้าด้วยกัน เพื่อบริหารจัดการเชื้อเพลิง ลดความเสี่ยง และเตรียมพร้อมก่อนที่ไฟจะลุกลามจนกลายเป็นภัยพิบัติขนาดใหญ่






