“วีระ ธีรภัทร” ออกมาขอโทษต่อสาธารณะ ยอมรับเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เคยเข้าพักในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ยืนยันไม่มีเจตนากล่าวหาหรือทำให้หน่วยงานเสียหาย พร้อมขอร้องให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยุติการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ภายหลังกรณีกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการเข้าพักของ วีระ ธีระภัทรานนท์ ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดต่อประกาศของกรมอุทยานฯ ล่าสุด “วีระ” ได้ออกมาชี้แจงและกล่าวขอโทษ โดยระบุว่า เข้าใจผิดเกี่ยวกับปีที่เดินทางไปพักแรม และเมื่อทบทวนข้อมูลแล้วพบว่าคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
“ผมไปพักแรมที่เกาะสิมิลัน ผมจำปีไม่ได้ ตามประสาคนแก่ จึงพูดว่า 4-5 ปี เมื่อไปเช็กแล้ว ตนเองน่าจะไปพักค้างคืน ไม่ปี 2559 ก็ 2560 ก่อนที่จะมีการปิดพักค้างแรม จึงขอโทษทางท่านหัวหน้าอุทยานแห่งชาติสิมิลัน
หากใครได้ดูถ่ายทอดสด ได้ชี้แจงกับอธิบดีเรียบร้อยแล้ว หากตนเองทำผิดยินดีแก้ไขและเยียวยาให้ อย่าไปคิดว่าตนเองทำอะไรเป็นพิเศษ อยากขอโทษกรมอุทยานเรื่องข้อมูลเข้าพัก ที่ไปเข้าพักจริง แต่น่าจะเป็น 2569
เมื่อวานได้รับหนังสือชี้แจงจากหัวหน้าอุทยานเกาะสิมิลัน และได้สอบถามคนที่ไปเที่ยวด้วยกัน ก็ไม่แน่ใจเรื่องปี แต่ตอนไปพักยังเปิดให้เข้าพัก และหลังจากนั้นปิดไป จึงกราบขอโทษ และอยากเรียนไปถึงอธิบดีว่าไม่ต้องตั้งกรรมการสอบเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ผิดพลาดมาจากตนเอง ผมต้องขออภัยและเสียใจ เมื่อตนเองพูดสดและมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เมื่อมีข้อผิดพลาด โดยนิสัยตนเองจะต้องแก้ไข ไม่ได้หลบหนี”
“ไม่ใช่ขอโทษ ผมขออภัยอย่างรุนแรง จะให้ผมแก้ไขเยียวยาอะไรก็ตามสบาย และขอร้องทางอธิบดี เลิกตั้งสอบหัวหน้าอุทยานสิมิลัน เพราะไม่ใช่ความผิดของท่าน แต่ข้อเท็จจริงผมผิดพลาดเอง หากตั้งกรรมการสอบควรยกเลิกคำสั่ง ผมย้ำอีกที ผมเสียใจกับการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดของผม แต่ผมทำด้วยเจตนาดี ความต้องการจริงๆ คืออยากต้องการให้มีการปรับปรุงอุทยาน หากไปพาดพิงบางเรื่อง ทำให้เกิดความเสียหายกับอุทยาน แห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ผมต้องขอโทษและขออภัย ต่อเจ้าพนักงานอย่างถี่ถ้วน ที่ได้รับผลกระทบ หากให้ตนเองทำอะไรได้มากกว่านี้ผมยินดี”
ในเวลาเดียวกัน ศศิน เฉลิมลาภ นักอนุรักษ์และอดีตประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการวิชาการด้านการจัดการอุทยานทางทะเล ได้ออกมาอธิบายอีกมุมหนึ่งว่า การประเมินบ้านพักอุทยานไม่ควรมองเฉพาะเรื่องความสะดวกสบาย แต่ต้องเข้าใจเหตุผลด้านการอนุรักษ์ที่อยู่เบื้องหลัง
“สิมิลัน” กับ “สุรินทร์” ไม่ใช่กรณีเดียวกัน ศศินระบุว่า หลายคนมักนำอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันไปเปรียบเทียบกับหมู่เกาะสุรินทร์ ทั้งที่ทั้งสองพื้นที่มีสภาพแวดล้อมและปัญหาการจัดการแตกต่างกัน
หมู่เกาะสุรินทร์ แม้จะอยู่ห่างฝั่งราว 50 กิโลเมตร แต่ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ยังไม่พบผลกระทบจากการพักค้างคืนในระดับเดียวกับสิมิลัน จึงยังคงเปิดให้มีบ้านพักรองรับนักท่องเที่ยว
ตรงกันข้าม หมู่เกาะสิมิลันเคยเผชิญปัญหาการท่องเที่ยวเกินขีดความสามารถ ทั้งขยะ น้ำเสีย การเพิ่มจำนวนของหนูจากเศษอาหาร บ้านพักทรุดโทรม และต้นทุนซ่อมบำรุงที่สูง เนื่องจากเกาะส่วนใหญ่เป็นภูเขาหิน ต้องขนส่งวัสดุทางเรือทั้งหมด
จุดเปลี่ยนปี 2559 สู่การท่องเที่ยวแบบ “ไปเช้า-เย็นกลับ”
ศศิน เปิดเผยว่า ในปี 2559 กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการทางวิชาการที่ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล นักอนุรักษ์ และผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา เพื่อศึกษาความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว (Carrying Capacity)

ผลการศึกษานำไปสู่มาตรการสำคัญ ได้แก่ ปิดอ่าวมาหยา เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ปิดเกาะตาชัย จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ ปรับรูปแบบการท่องเที่ยวหมู่เกาะสิมิลันเป็น “ไปเช้า-เย็นกลับ” แทนการพักค้างคืน มาตรการดังกล่าวยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน และการติดตามทางวิชาการพบว่าระบบนิเวศ โดยเฉพาะแนวปะการัง มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
เบื้องหลังที่สังคมอาจไม่รู้ ‘ศศิน’ ยังย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อราว 20 ปีก่อน ซึ่งเคยมีข้อเสนอให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานก่อสร้างและบริหารที่พักในอุทยานแห่งชาติ รวมถึงแนวคิดแก้กฎหมายเพื่อเปิดทางให้มีรีสอร์ตในพื้นที่อนุรักษ์ แนวคิดดังกล่าวถูกคัดค้านจากนักอนุรักษ์จำนวนมาก เนื่องจากกังวลว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และเปลี่ยนพื้นที่อนุรักษ์ให้กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์
ศศินมองว่า แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี แต่ประเด็นเรื่องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อุทยานที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง
“ความไม่สะดวก” อาจเป็นต้นทุนของการอนุรักษ์
ศศิน ยอมรับว่าบ้านพักอุทยานบางแห่งยังควรได้รับการปรับปรุง แต่ไม่เห็นด้วยกับการเหมารวมว่าบ้านพักอุทยานทั่วประเทศไม่มีคุณภาพ
จากประสบการณ์เดินทางพักในอุทยานหลายสิบแห่ง เขาระบุว่าหลายแห่งมีมาตรฐานที่ดี ทั้งด้านความสะอาด สิ่งอำนวยความสะดวก และการบริหารจัดการ โดยบางอุทยานได้รับรางวัลด้านห้องน้ำสะอาดและอุทยานสีเขียวจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
พร้อมทิ้งข้อคิดว่า “บางครั้ง สิ่งที่ดูเหมือนความไม่สะดวก อาจเป็นผลจากความพยายามรักษาธรรมชาติ มากกว่าจะเป็นความไร้ประสิทธิภาพของการบริหาร”





