ดร.สนธิเผย UN เตือนไทย-อาเซียนเข้าสู่โซนเสี่ยงภัยพิบัติจากภาวะโลกเดือดตั้งแต่ปี 2026

29 พ.ค. 2569 - 13:19

  • จากอันดับ 72 สู่อันดับ 17 ของโลก ประเทศไทยถูกจัดอันดับความเสี่ยงภัยด้านสภาพภูมิอากาศสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

  • UN เตือนอาเซียนกำลังเป็น “จุดเปราะบาง” ของโลกเดือด ทั้งน้ำท่วม คลื่นความร้อน และภัยแล้ง

  • วิกฤตภูมิอากาศไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เริ่มกระทบเศรษฐกิจ พลังงาน และเสถียรภาพประเทศ

ดร.สนธิเผย UN เตือนไทย-อาเซียนเข้าสู่โซนเสี่ยงภัยพิบัติจากภาวะโลกเดือดตั้งแต่ปี 2026

ไทยกำลังเข้าสู่ยุค Climate Shock

คำว่า Global Boiling หรือโลกเดือด ที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ใช้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาจเคยถูกมองเป็นเพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ แต่ข้อมูลล่าสุดที่ถูกหยิบยกโดย ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม จากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กำลังสะท้อนว่าประเทศไทยอาจกำลังยืนอยู่บนแนวหน้าของวิกฤตดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“UN ชี้ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ประเทศไทยและอาเซียนเสี่ยงภัยภัยพิบัติจากภาวะโลกเดือดมากขึ้น...ต้องเตรียมพร้อม”

ดร.สนธิ ระบุผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

จากข้อมูลของ Germanwatch และหน่วยงานภายใต้ UN พบว่า ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนจะเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติภูมิอากาศที่รุนแรงและถี่ขึ้น ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน คลื่นความร้อน และภัยแล้ง ซึ่งจะไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “แรงกระแทก” ต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศโดยตรง

ไทยขยับสู่อันดับ 17 ประเทศเสี่ยงภัยภูมิอากาศสูงสุดของโลก

หนึ่งในข้อมูลที่สร้างแรงสั่นสะเทือนคือ ดัชนี Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ที่ระบุว่า ไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 17 ของโลกในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศสูงที่สุด

แม้การเปรียบเทียบอันดับกับรายงานก่อนหน้าต้องพิจารณาควบคู่กับการเปลี่ยนวิธีคำนวณของดัชนี แต่แนวโน้มหลักสะท้อนชัดว่า ไทยกำลังเผชิญ “ความเสี่ยงภูมิอากาศ” ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่น่ากังวลคือ ภัยพิบัติยุคใหม่ไม่ได้มาในรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นแบบ “สุดขั้ว” และ “ซ้อนทับ” กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น คลื่นความร้อนยาวนาน หรือภัยแล้งที่ลากยาวกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

เมืองไทยกำลังเผชิญ “ภูมิอากาศใหม่” ที่ระบบเดิมอาจรับมือไม่ไหว

กรณีอุทกภัยใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ถูกยกเป็นตัวอย่างสำคัญของสภาพอากาศสุดขั้วที่เริ่มกลายเป็น “เรื่องปกติใหม่”

ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกออกแบบจากข้อมูลภูมิอากาศในอดีต เริ่มไม่สอดรับกับความรุนแรงของโลกปัจจุบันอีกต่อไป

นี่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในยุค climate extremes เพราะเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองชายฝั่ง ยังเปราะบางต่อทั้งน้ำท่วม น้ำทะเลหนุน และคลื่นความร้อน

คลื่นความร้อนกำลังกลายเป็น “ภัยสาธารณสุข”

อีกหนึ่งสัญญาณที่ชัดเจนคือ อุณหภูมิที่พุ่งทะลุ 44.2 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ของไทย ซึ่งไม่เพียงทำลายสถิติเดิม แต่ยังส่งผลต่อชีวิตผู้คนโดยตรง

Heatstroke หรือโรคลมแดด เริ่มถูกพูดถึงในฐานะภัยสุขภาพใหม่ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์จากการใช้เครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็น ในอีกด้าน ภาวะอากาศร้อนจัดยังส่งผลต่อแรงงานกลางแจ้ง ประสิทธิภาพการผลิต และต้นทุนพลังงาน ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกลับไปยังเศรษฐกิจทั้งระบบ

ลุ่มน้ำโขงถูกจับตาในฐานะ “Hotspot” ของเอเชีย

รายงาน Asia-Pacific Disaster Report ของ UNESCAP ยังระบุว่า พื้นที่ลุ่มน้ำโขงของไทยเป็นหนึ่งใน “Hotspot” หรือพื้นที่เสี่ยงภัยหลายรูปแบบพร้อมกัน ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และลมกระโชกแรง

หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นแตะ 2 องศาเซลเซียส ความเสี่ยงเหล่านี้จะยิ่งรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรและทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย

ภาคอีสาน และภาคใต้ ถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำ ดินเสื่อมคุณภาพ และผลผลิตทางการเกษตรที่ผันผวนมากขึ้น

วิกฤตภูมิอากาศกำลังกลายเป็น “ความเสี่ยงเศรษฐกิจ”

สิ่งที่รายงานของ UN พยายามชี้ให้เห็น คือ Climate Change ไม่ใช่ประเด็นสิ่งแวดล้อมแยกส่วนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ความเสี่ยงมหภาค”

คำว่า Climate Shock ถูกใช้เพื่ออธิบายผลกระทบที่ลุกลามไปทั้งระบบ ตั้งแต่ห่วงโซ่อาหาร พลังงาน ระบบประกันภัย ไปจนถึงเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

ข้อมูลย้อนหลังชี้ว่าไทยได้รับความเสียหายสะสมจากภัยพิบัติกว่า 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย “อุทกภัย” เป็นตัวการสำคัญที่สุด ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ภัยพิบัติไม่ได้เป็นต้นทุนชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกัดเซาะศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

เมื่อ “Net Zero” ไม่พออีกต่อไป หากไทยยังปรับตัวไม่ทัน

แม้ประเทศไทยประกาศเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC 3.0 และตั้งเป้า Carbon Neutrality ภายในปี 2050 รวมถึง Net Zero ภายในปี 2065 แต่โจทย์สำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงการ “ลดคาร์บอน”

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “การปรับตัว” หรือ Adaptation ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนภัยระดับท้องถิ่น การออกแบบเมืองใหม่ การบริหารจัดการน้ำ การรับมือคลื่นความร้อน การสร้างความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการผลักดันร่าง Climate Change Act ที่อาจกลายเป็นกฎหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจสีเขียวของไทยในอนาคต

โลกเดือดไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่กำลังกระทบชีวิตคนไทยแล้ววันนี้

สารสำคัญจากคำเตือนของ UN และข้อมูลที่ ดร.สนธิ หยิบยกขึ้นมา คือ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ภัยพิบัติทางภูมิอากาศจะกลายเป็น “ความปกติใหม่” ...แล้วประเทศไทยพร้อมแค่ไหน? ในวันที่ภัยพิบัติไม่ได้เกิดปีละครั้ง หากแต่อาจเกิดพร้อมกันหลายรูปแบบในเวลาเดียวกัน

แหล่งข้อมูล:เฟซบุ๊ก “Sonthi Kotchawat” อ้างอิงข้อมูลจาก Germanwatch, UNESCAP และ UNDP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์