เปิดเรื่องน้ำ-พายุ ปี 2569 เมื่อ “พายุหมุนเขตร้อน” ที่เคยช่วยเติมฝนไม่ส่งอิทธิพลถึงไทย ความเสี่ยงด้านน้ำอาจกลายเป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตา
เมื่อพูดถึงพายุหมุนเขตร้อน ภาพที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นลมแรง ฝนตกหนัก น้ำท่วม และความเสียหายที่เกิดขึ้นตามมา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ระบบพายุยังมีบทบาทต่อการกระจายตัวของฝน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องอาศัยน้ำฝน

พายุปี 2568 กับ 2569 ต่างกันอย่างไร?
นี่คือประเด็นที่ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หยิบมาอธิบายผ่านการเปรียบเทียบเส้นทางและความรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกระหว่างปี 2568 กับปี 2569
อ.ธรณ์ อธิบายว่า “พายุหมุนเขตร้อน” ซึ่งโดยทั่วไปก่อตัวเหนือทะเล สามารถจำแนกตามระดับความรุนแรงได้ตั้งแต่พายุดีเปรสชัน พายุโซนร้อน ไปจนถึงไต้ฝุ่น โดยแต่ละระบบมีเส้นทางและอิทธิพลต่อสภาพอากาศแตกต่างกัน
“ในปี 2568 โลกอยู่ในภาวะลานีญาอ่อนๆ สลับกับเป็นกลาง อุณหภูมิน้ำทะเลอยู่ในระดับเกณฑ์เฉลี่ย มีติดลบนิดๆ ในปี 2569 ช่วงต้นปีเป็นกลาง พอเข้าช่วงกลางปีกลายเป็นเอลนีโญ และทวีความแรงเป็นซูเปอร์เอลนีโญจนถึงตอนนี้”
— ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุ
จากข้อมูลที่อาจารย์นำมาเปรียบเทียบพบว่า ปี 2568 มีพายุหมุนเขตร้อนในแปซิฟิก 27 ลูก ขณะที่ปี 2569 มีแล้ว 31 ลูก ณ ช่วงปลายเดือนตุลาคม และฤดูพายุยังไม่สิ้นสุด
เมื่อพิจารณาเฉพาะไต้ฝุ่น ตัวเลขอยู่ที่ 13 ลูกในปี 2568 และ 14 ลูกในปี 2569 แต่จุดที่น่าสนใจกว่าคือ จำนวนไต้ฝุ่นระดับ Very Strong ซึ่งเพิ่มจาก 5 ลูกในปีที่แล้ว เป็น 11 ลูกในปีนี้ตามชุดข้อมูลดังกล่าว
แม้พายุที่มีความรุนแรงสูงสุดของทั้งสองปีจะมีความเร็วลมใกล้เคียงกัน แต่จำนวนพายุในระดับ Very Strong กลับแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด นี่จึงเป็นประเด็นที่ชวนให้ติดตามว่า ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอาจเกี่ยวข้องกับรูปแบบและความรุนแรงของพายุอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเพียงสองปียังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าโลกร้อนเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้พายุระดับรุนแรงเพิ่มขึ้น การประเมินแนวโน้มดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลระยะยาวและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย
เมื่อพายุไม่ส่งอิทธิพลถึงไทย ความเสี่ยงเรื่องน้ำจึงต้องจับตา
สิ่งที่ทำให้ข้อมูลชุดนี้เกี่ยวข้องกับคนไทยโดยตรง ไม่ใช่เพียงจำนวนพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่เป็นเส้นทางของพายุและผลต่อปริมาณฝนในประเทศไทย
“ในปี 2568 มีพายุ 7 ลูกที่ส่งอิทธิพลมาถึงประเทศไทย ขณะที่ในปี 2569 จนถึงช่วงเวลาที่รวบรวมข้อมูล ยังไม่มีพายุส่งอิทธิพลถึงไทย”
— อ.ธรณ์ ระบุ
แม้การไม่มีพายุส่งอิทธิพลถึงไทยอาจฟังดูเป็นข่าวดี เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยที่มาพร้อมลมแรงและฝนตกหนักจากพายุบางระบบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศจะปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านสภาพอากาศทั้งหมด
อ.ธรณ์ชี้ว่า พายุที่ส่งอิทธิพลต่อประเทศไทยมีส่วนช่วยนำฝนมาเติมให้พื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะบริเวณนอกเขตชลประทาน ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำฝนมากกว่าพื้นที่ที่เข้าถึงระบบชลประทานได้สะดวก
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝนและต้นฤดูหนาว ปริมาณฝนในหลายพื้นที่ของประเทศไทยตอนบนมีแนวโน้มลดลงตามฤดูกาล หากฝนที่ช่วยเติมน้ำมีน้อย ขณะที่ความต้องการใช้น้ำยังดำเนินต่อเนื่อง การวางแผนจัดการน้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับภาคเกษตรกรรมและชุมชนที่มีแหล่งน้ำสำรองจำกัด โดย อ.ธรณ์ประเมินว่าภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนมีโอกาสเผชิญช่วงที่ฝนน้อยต่อเนื่อง จึงแนะนำให้ติดตามสถานการณ์และใช้น้ำอย่างประหยัด
ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนพายุเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปริมาณฝนสะสม น้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ความชื้นในดิน ตลอดจนความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ด้วย จึงต้องพิจารณาข้อมูลเหล่านี้ร่วมกันเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน

“ซูเปอร์เอลนีโญ” กำลังแรงขึ้นแต่ไม่ได้แปลว่าทุกพื้นที่จะแล้งเหมือนกัน
อีกปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์สภาพอากาศปีนี้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน และส่งผลต่อรูปแบบการหมุนเวียนของบรรยากาศทั่วโลก
“เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้น และมีโอกาสสูงที่จะอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2570”
— ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศแห่งสหรัฐฯ (NOAA Climate Prediction Center) ระบุ
ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) คาดการณ์ว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออก อาจเพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่ไม่เคยพบมาก่อนในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569
ปรากฏการณ์นี้อาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและเปลี่ยนแปลงรูปแบบฝนในหลายภูมิภาค โดยบางพื้นที่มีโอกาสเผชิญฝนน้อยกว่าปกติ ขณะที่บางพื้นที่อาจมีฝนมากขึ้น ความเสี่ยงจึงไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกันทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การที่เอลนีโญทวีความรุนแรงไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะเกิดภัยแล้งโดยอัตโนมัติ เพราะปริมาณฝนในแต่ละพื้นที่ยังขึ้นอยู่กับมรสุม ร่องมรสุม ระบบความกดอากาศ และปัจจัยทางภูมิอากาศอื่นๆ ด้วย
สิ่งที่ควรจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่าเอลนีโญจะแรงแค่ไหน แต่ต้องดูต่อว่าสภาพอากาศที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยจะส่งผลต่อปริมาณน้ำต้นทุนและการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่อย่างไร
“เหนือ-อีสาน” ต้องวางแผนใช้น้ำ ส่วนการรับมือฝนหนักยังสำคัญ
ด้านข้อมูลพยากรณ์อากาศของ กรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 27 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า ภาคเหนือมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10-30 ของพื้นที่ในช่วงวันที่ 27-29 ตุลาคม และ 1-2 พฤศจิกายน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ในช่วงวันเดียวกัน โดยฝนอาจเพิ่มขึ้นในบางช่วง
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อสังเกตของ อ.ธรณ์ที่ชวนให้ติดตามสถานการณ์ฝนในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูหนาว แต่ไม่ควรตีความว่าทุกจังหวัดจะไม่มีฝนหรือกำลังเผชิญภัยแล้งรุนแรงเหมือนกันทั้งหมด
“สิ่งที่ต้องกลัวของคนใต้ตอนนี้คือเรนบอมบ์/ฝนแช่ ที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ต้องตามข่าวฝนตกหนักไปทีละระยะ ยิ่งใกล้ยิ่งแม่น สำหรับคนภาคอื่น ฝนมาเร็วไปเร็ว เป็นฝนฟ้าคะนอง เรามาลุ้นหน้าหนาวกันเถอะ”
— อ.ธรณ์ ระบุ
สำหรับประชาชนทั่วไป การเตรียมพร้อมสามารถเริ่มต้นได้จากการติดตามประกาศพยากรณ์อากาศและสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ขณะที่ภาคเกษตรควรวางแผนการใช้น้ำให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุนที่มีอยู่จริง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีทางเลือกในการจัดหาแหล่งน้ำจำกัดกว่า
ในอีกด้านหนึ่ง แม้ฝนจะลดลงในบางพื้นที่ของภาคเหนือและภาคอีสาน แต่ภาคใต้ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากฝนตกหนักต่อเนื่องและน้ำท่วมฉับพลัน โดยกรมอุตุนิยมวิทยายังคงมีคำเตือนฝนตกหนักบางแห่งในภาคใต้ช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้
สถานการณ์ที่แตกต่างกันเหล่านี้ย้ำว่า การรับมือกับสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยข้อมูลเฉพาะพื้นที่ ไม่ใช่ใช้ภาพรวมของประเทศมาตัดสินความเสี่ยงทั้งหมด

Climate Change = ความเสี่ยง
สิ่งที่ อ.ธรณ์ต้องการสื่อสารไม่ได้มีเพียงความเปลี่ยนแปลงของพายุหรือความเสี่ยงจากเอลนีโญ แต่ยังรวมถึงความจำเป็นที่สังคมต้องทำความเข้าใจสภาพภูมิอากาศให้มากขึ้น เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการวางแผนและปรับตัว
ในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวน การคาดการณ์ล่วงหน้าไม่สามารถให้คำตอบที่แม่นยำแบบตายตัวได้ทุกครั้ง แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยังช่วยประเมินความน่าจะเป็นและเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การรับมือ Climate Change ไม่ใช่การพยายามทำนายธรรมชาติให้ถูกต้องทุกครั้ง แต่เป็นการใช้ความรู้และข้อมูลที่มีอยู่เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม และการดำเนินชีวิตให้ได้มากที่สุด
เมื่อพายุไม่มา คำถามเรื่องน้ำจึงยังไม่จบ และการติดตามสถานการณ์ตั้งแต่วันนี้อาจเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราเตรียมพร้อมสำหรับวันข้างหน้าได้ดีกว่าเดิม





