“หลุมยุบ” ภัยธรรมชาติใต้ดิน ที่คนบนดินได้รับผลกระทบบ่อยขึ้น
ภัยไร้เสียง ไม่มีแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว และไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ทว่า เพียงชั่วข้ามคืนผืนดินกลางพื้นที่เกษตรในอำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น กลับถูกธรณีสูบสร้างรอยหลุมขนาดใหญ่หลายจุด นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4–5 สิงหาคม 2569 ซึ่งทำให้ชาวบ้านหวาดวิตก เพราะไม่รู้ว่าพื้นดินใต้เท้าจะยุบตัวลงอีกเมื่อใด
กรมธรณีสำรวจหลุมยุบในขอนแก่น เผยสาเหตุจากโพรงใต้ดินและฝนตกหนักต่อเนื่อง
ข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่โดยสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 ตรวจสอบพื้นที่หลุมยุบในตำบลห้วยม่วง อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น ร่วมกับนายอำเภอภูผาม่าน ผู้แทนชุมชน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดขอนแก่น ผู้แทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น และสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรในพื้นที่ พบหลุมยุบจำนวน 7 หลุม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 5-8 เมตร ลึกประมาณ 3-5 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นของกรมทรัพยากรธรณีและสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 ระบุว่า หลุมยุบเกิดจากการเกิดโพรงใต้ดิน จากการละลายของน้ำตามรอยแตกของชั้นหินปูนที่วางตัวรองรับในพื้นที่อายุมากกว่า 200 ล้านปี ที่ปิดทับด้วยตะกอนดินปัจจุบันที่มีความหนาประมาณ 5-6 เมตร
“ก่อนเกิดเหตุมีฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้ชั้นดินที่ปิดทับอิ่มตัวด้วยน้ำจนเกิดการทรุดตัวของโพรงใต้ดิน กลายเป็นหลุมยุบดังกล่าว ซึ่งพบสัมพันธ์กับแนวโครงสร้างหลักที่เป็นรอยแตกในพื้นที่และจุดหลุมยุบเดิมที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่”
— กรมทรัพยากรธรณีและสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 ระบุสาเหตุสำคัญในเบื้องต้น
ทั้งนี้ พื้นที่อำเภอภูผาม่าน อยู่บนภูมิประเทศแบบคาสต์ (Karst) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชั้นหินปูนอายุกว่า 200 ล้านปี โดยสภาพทางกายภาพของหินปูนมีคุณสมบัติละลายได้เมื่อสัมผัสกับน้ำฝนที่มีความเป็นกรดอ่อนๆ เป็นเวลานาน จึงค่อยๆ เกิดโพรง ถ้ำ และทางน้ำใต้ดิน เมื่อเวลาผ่านไปหลายแสนถึงหลายล้านปี โพรงเหล่านี้อาจมีขนาดใหญ่จนรองรับน้ำหนักของดินด้านบนอยู่ในสภาวะเปราะบาง
นักธรณีวิทยาพบว่า หลุมยุบหลายจุดวางตัวอยู่ในแนวเดียวกัน สอดคล้องกับแนวรอยแตกของชั้นหินปูน และเกิดขึ้นหลังพื้นที่เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน น้ำที่ซึมลงใต้ดินทำให้ดินอิ่มน้ำ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และชะล้างตะกอนที่ปิดทับโพรง จนหลังคาโพรงรับน้ำหนักไม่ไหวและยุบตัวลง

แม้มีข้อสงสัยจากชาวบ้านในพื้นที่เรื่องกิจกรรมที่มนุษย์ทำในหลายประเด็น แต่กรมทรัพยากรธรณียังไม่ด่วนสรุปว่าการทำเหมืองหินหรือการสูบน้ำใต้ดินเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้ และอยู่ระหว่างสำรวจธรณีฟิสิกส์เพื่อประเมินขอบเขตโพรงใต้ดินและปัจจัยร่วมอื่นๆ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ในเวลานี้ คือหลุมยุบขอนแก่นมีต้นกำเนิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยาในพื้นที่หินปูน ส่วนบทบาทของกิจกรรมมนุษย์ยังต้องรอหลักฐานเพิ่มเติม
สำหรับข้อเสนอแนะมีการป้องกันระยะสั้นด้วยการฝังกลบหลุมตามหลักวิชาการ และกันพื้นที่เพื่อป้องกันประชาชนได้รับอันตราย ส่วนแนวทางการดำเนินการในระยะยาว ต้องรอผลวิเคราะห์จากการสำรวจธรณีฟิสิกส์ที่กำลังดำเนินการอยู่ นำมาประเมินร่วมกับข้อมูลเชิงพื้นที่ด้านการใช้ประโยชน์พื้นที่ในปัจจุบัน เพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่เสี่ยงภัยหลุมยุบระดับต่างๆ ส่งมอบแก่พื้นที่ ในการวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่เหมาะสมต่อไป

“หลุมยุบ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ และประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงมากกว่าที่คิด
แม้เหตุการณ์ขอนแก่นจะสร้างความตกใจ แต่หลุมยุบไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ของประเทศไทย ข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณีระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่หินปูนและภูมิประเทศแบบคาสต์กระจายอยู่ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะภาคใต้ ภาคตะวันตก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลายจังหวัด เช่น กระบี่ พังงา ตรัง สตูล นครศรีธรรมราช เลย และขอนแก่น เคยมีรายงานการเกิดหลุมยุบมาแล้วในอดีต อ่านต่อใน > ผู้เชี่ยวชาญเตือนภาคใต้เสี่ยง “หลุมยุบ” หลังน้ำลดจากฝนหนัก-น้ำท่วมใหญ่
บทเรียนจากทั่วโลก เมื่อธรรมชาติและมนุษย์ทำงานร่วมกัน
กรณีศึกษาจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า “หลุมยุบ” มีสาเหตุแตกต่างกันไป แต่ล้วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบใต้ดิน อาทิ
รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เกิดหลุมยุบมากที่สุดของโลก เนื่องจากตั้งอยู่บนชั้นหินปูนขนาดใหญ่ หน่วยสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) อธิบายว่า หลุมยุบจำนวนมากเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่การสูบน้ำใต้ดินในบางพื้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงสมดุลของระบบน้ำใต้ดินและเพิ่มโอกาสให้โพรงยุบตัวได้
ในปี 1981 หลุมยุบขนาดมหึมาที่เมืองวินเทอร์พาร์ก กลืนบ้าน ถนน และสระว่ายน้ำทั้งแห่ง ส่วนในปี 2013 ชายคนหนึ่งเสียชีวิตหลังห้องนอนถูกหลุมยุบกลืน เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้รัฐฟลอริดาปรับปรุงระบบประเมินความเสี่ยง การวางผังเมือง และการประกันภัยในพื้นที่คาสต์
กัวเตมาลา เผชิญหลุมยุบขนาดใหญ่ในปี 2010 หลังพายุโซนร้อน Agatha นำฝนตกหนักเข้าสู่เมือง ประกอบกับระบบท่อระบายน้ำใต้ดินที่รั่วซึม จนดินตะกอนถูกชะล้างและยุบตัว แม้จะมีลักษณะทางธรณีต่างจากกรณีหินปูน แต่สะท้อนว่าฝนสุดขั้วสามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทรุดตัวของพื้นดินได้
ประเทศจีน มีรายงานหลุมยุบหลายร้อยแห่งในพื้นที่หินปูนภายหลังช่วงภัยแล้งและฝนตกหนักต่อเนื่อง
ขณะที่บริเวณทะเลเดดซี ระหว่างอิสราเอลและจอร์แดน มีหลุมยุบเกิดขึ้นแล้วหลายพันแห่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำในระบบทะเลเดดซี ส่งผลให้น้ำจืดไหลเข้าไปละลายชั้นเกลือใต้ดินจนเกิดโพรงขนาดใหญ่
กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ต้นกำเนิดของหลุมยุบจะเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ แต่กิจกรรมของมนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงสมดุลของระบบใต้ดินและเพิ่มความเสี่ยงได้ในบางพื้นที่
“โลกร้อน” เกี่ยวข้องหรือไม่?
คำตอบของวิทยาศาสตร์ในวันนี้คือ ยังไม่มีหลักฐานว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดหลุมยุบโดยตรง ต้นกำเนิดของหลุมยุบยังคงเป็นกระบวนการทางธรณีวิทยา แต่สิ่งที่งานวิจัยจำนวนมากเริ่มพบคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้หลายภูมิภาคของโลกเผชิญ “ฝนตกหนัก” ในช่วงเวลาสั้นๆ บ่อยขึ้น
เมื่อฝนปริมาณมหาศาลตกลงบนพื้นที่ที่มีโพรงใต้ดินอยู่แล้ว น้ำสามารถซึมลงไปอย่างรวดเร็ว เพิ่มน้ำหนักของดินด้านบนและเร่งการชะล้างตะกอนภายในโพรง จึงอาจทำให้การยุบตัวเกิดเร็วขึ้นกว่าที่เคย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางธรณีวิทยา

แล้วการสูบน้ำใต้ดินล่ะ?
อีกคำถามที่ถูกพูดถึงมาก คือการสูบน้ำใต้ดินเกี่ยวข้องหรือไม่ ในทางวิทยาศาสตร์มีหลักฐานจากหลายประเทศว่าการลดระดับน้ำใต้ดินอย่างรวดเร็วสามารถเปลี่ยนสมดุลแรงภายในชั้นดินและชั้นหิน เพิ่มโอกาสให้หลังคาโพรงยุบตัวได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโพรงหินปูนอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีขอนแก่น ยังไม่มีหลักฐานว่าการสูบน้ำใต้ดินหรือการทำเหมืองเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้ การเชื่อมโยงดังกล่าวจึงยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลธรณีฟิสิกส์และการสำรวจภาคสนามเพิ่มเติม
บทเรียนที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้
หลุมยุบขอนแก่น อาจไม่ใช่เหตุการณ์ที่ผิดปกติที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แต่เป็นเหตุการณ์ที่ควรทำให้สังคมหันกลับมามองสิ่งที่เป็นภัยอยู่ใต้เท้าของเราอย่างจริงจัง บทเรียนจากทั่วโลกชี้ตรงกันว่า หลุมยุบไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ หากรัฐมีฐานข้อมูลธรณีวิทยาที่ละเอียด ใช้แผนที่พื้นที่เสี่ยงในการวางผังเมือง ควบคุมการใช้ทรัพยากรน้ำใต้ดินอย่างเหมาะสม และติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศควบคู่กับการเฝ้าระวังทางธรณีวิทยา
แล้ววันนี้ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับภัยใต้ดินที่เราแทบมองไม่เห็น เพราะสิ่งที่ยุบตัวลงไม่ได้มีเพียงผืนดินกลางไร่นา แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า ภัยธรรมชาติในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเพียงลำพังเสมอไป แต่เกิดจากการบรรจบกันของภูมิประเทศ ระบบนิเวศ ภูมิอากาศ และกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก






