Data Center ไทย Start ชาติอื่น Stop?

26 ส.ค. 2569 - 10:12

  • โลก Stop นิวยอร์ก-ยุโรป-สิงคโปร์ ทยอยแบน Data Center หลังเผชิญวิกฤตแย่งใช้น้ำ-ไฟ เสี่ยงหลุดเป้า Net Zero

  • ไทยกดปุ่ม Start ไทยอนุมัติลงทุนพุ่งทะลุ 8 แสนล้าน คว้าดีล Big Tech สภาพัฒน์เตือนการจ้างงานจริงต่ำ เทคโนโลยีไม่ตกถึงไทย

Data Center ไทย Start ชาติอื่น Stop?

ในยุคที่เทคโนโลยีวิวัฒน์ไปแบบก้าวกระโดด โลกที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเร่งเครื่องการพัฒนา คำว่า “Data Center” กลายเป็นคำฮิตติดหูในฐานะ “ขุมพลังสมองกล” ของเศรษฐกิจยุคใหม่ และแน่นอนว่าทุกครั้งที่เราเจนรูป AI คุยกับ ChatGPT กดคำสั่งซื้อบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือไถฟีดโซเชียลมีเดีย เบื้องหลังคือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่กำลังประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง

ทว่า ในขณะที่ทั่วโลกเริ่มทยอย “กดปุ่ม Stop” สั่งเบรกและตั้งเงื่อนไขเข้มงวดกับการสร้าง Data Center แต่ประเทศไทยกลับ “กดปุ่ม Start” อ้าแขนรับเม็ดเงินลงทุนหลายแสนล้านบาทอย่างเต็มสูบ แม้จะรู้ดีว่า AI มาแล้ว Data Center มาแน่ แต่คำถามที่หลายคนฉงนคือ เกิดอะไรขึ้นในสมรภูมินี้ และไทยกำลังเดินหน้าสู่ความก้าวหน้า หรือกำลังแบกรับภาระที่ชาติอื่นพยายามหลีกเลี่ยง?

ireland-data-center-energy-crisis-climate-targets-1.jpeg

ชาติอื่น Stop!!

อสูรกินพลังงานทำพิษจนต้องถอย

เหตุผลที่มหาอำนาจและฮับเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มสั่งเบรก ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ต้องการ AI แต่เป็นเพราะ “ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร” ที่สูงเกินกว่าจะแบกรับ พูดง่ายๆ คือไม่คุ้มค่าในระยะยาว 

Data Center ยุคใหม่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้าแค่เปิดไฟหรือเปิดแอร์ แต่ต้องใช้พลังงานมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรันชิปประมวลผลความเร็วสูง และต้องสูบ “น้ำดิบ” ปริมาณมหาศาลมาใช้เพื่อระบายความร้อน

มีการประเมินว่า Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล 1 แห่ง อาจใช้ไฟสูงถึง 50-100 เมกะวัตต์ ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้ไฟของบ้านเรือนกว่า 50,000 หลังคาเรือน และใช้น้ำบริสุทธิ์เพื่อหล่อเย็นหลายล้านแกลลอนต่อวัน

สหรัฐฯ รัฐนิวยอร์ก สั่งระงับ (Moratorium) การสร้างศูนย์ข้อมูลขนาด 50 MW ขึ้นไปเป็นเวลา 1 ปี เพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขณะที่ เมืองมอนเทอเรย์พาร์ก ในแคลิฟอร์เนีย ชาวเมืองลงมติแบนการสร้าง Data Center ถาวรไปเมื่อกลางปี 2026


สาเหตุที่ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กต้องยอมหลับตาไม่สนใจเม็ดเงินลงทุน คือตัวเลขทางสถิติที่น่าตกใจ ในบางชุมชนของสหรัฐฯ บิลค่าไฟของภาคครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เนื่องจากบริษัทสาธารณูปโภคต้องลงทุนสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยและสายส่งใหม่เพื่อป้อนให้ Data Center แล้วผลักภาระต้นทุนเหล่านั้นกลับมาอยู่ในโครงสร้างราคาค่าไฟที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันจ่าย

ทางฝั่งยุโรป ไอร์แลนด์เคยเจอวิกฤต Data Center สูบไฟฟ้าไปเกือบ 1 ใน 4 หรือราว 25% ของทั้งประเทศ จนต้องสั่งบล็อกการเชื่อมต่อไฟฟ้าในดับลิน และแม้จะยกเลิกการแบนปลายปี 2025 แต่ก็บังคับให้ศูนย์ข้อมูลต้องสร้างโรงไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่สำรองของตัวเอง ส่วน เนเธอร์แลนด์ ที่อัมสเตอร์ดัม ประกาศสั่งห้ามสร้างหรือขยายศูนย์ข้อมูลในเขตเทศบาลยาวไปจนถึงปี 2030


มาดูฝั่งเอเชียกันบ้าง สิงคโปร์ เคยสั่งเบรกรายใหม่ยาวนานหลายปี เนื่องจากที่ดินและพลังงานมีจำกัด และเมื่อกลับมาเปิดรับก็ตั้งเกณฑ์พลังงานสะอาดที่เข้มงวดที่สุดในภูมิภาค


Gartner ประเมินว่า ภายในปี 2027 พลังงานที่ Data Center ทั่วโลกต้องใช้เพื่อรองรับ AI จะพุ่งสูงถึง 500 เทราวัตต์ต่อชั่วโมง (TWh) ต่อปี หรือพุ่งขึ้น 2.6 เท่าจากปี 2023 ส่งผลให้ศูนย์ข้อมูล AI มากถึง 40% เสี่ยงถูกจำกัดการทำงานเพราะ “ไฟไม่พอ” แถมยังเสี่ยงบีบให้ประเทศต่างๆ ต้องยืดอายุโรงไฟฟ้าฟอสซิลออกไป ซึ่งย้อนศรกับเป้าหมายลดคาร์บอน (Net Zero) อย่างสิ้นเชิง

thailand-data-center-investment-boom-2025-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

ไทย Start!!

หลุมหลบภัยทางเทคโนโลยีและความพร้อมด้านไฟฟ้า

ในทางกลับกัน ประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายสุดฮอตของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลก (Hyperscalers) ทั้ง AWS, Google, Microsoft ไปจนถึง ByteDance (TikTok)

ตัวเลขเชิงสถิติ Data Center ในไทย ปี 2026

จำนวน Data Center ในไทย มีมากกว่า 60 แห่ง จัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์

ที่ผ่านมาและปัจจุบัน Data Center กระจายตัวในกรุงเทพฯ หลายแห่งทั้งขนาดใหญ่และขนาดรอง ก่อนจะมีบิ๊กโปรเจกต์ขยายไปฝั่ง EEC ที่รองรับการผลิตมากในระดับ Hub Data Center

การอนุมัติลงทุนจาก BOI (ปีที่ผ่านมา) 36 โครงการ มูลค่ารวมเกือบ 800,000 ล้านบาท

อนุมัติเพิ่มในช่วงต้นปี 2026 อีก 7 โครงการ มูลค่าราว 100,000 ล้านบาท เน้นพื้นที่ EEC ชลบุรี ระยอง

กำลังผลิตไฟฟ้ารองรับ 2.87 GW ซึ่งสูงกว่าอินโดนีเซียถึง 3.7 เท่า

เหตุผลหลักที่ประเทศไทยดันคันเร่งสวนทางชาติอื่นๆ?

ไฟฟ้าสำรองสูง  ไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ในระดับที่มั่นใจได้ว่า “ไฟไม่ดับ” ทำเลปลอดภัย  ไทยวางตัวเป็นกลางในสงครามการค้า สุ่มเสี่ยงภัยธรรมชาติต่ำกว่าชาติอื่น และมีสายส่งไฟเบอร์ออปติกที่แข็งแกร่ง

สิทธิประโยชน์ BOI  การสนับสนุนทางภาษีและนโยบายในเขต EEC ทำให้ไทยกลายเป็นหลุมหลบภัยของ Big Tech


เหรียญสองด้าน ต้นทุนแฝงที่คนไทยอาจต้องจ่าย

แม้เม็ดเงินลงทุนระดับแสนล้านจะดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่มันมาพร้อม “ต้นทุนแฝง” ที่คนไทยต้องรู้ อาทิ

ศึกแย่งชิงน้ำหล่อเย็น พื้นที่ EEC (ชลบุรี-ระยอง) เริ่มเกิดภาวะกว้านทำสัญญาสำรองน้ำซ้ำซ้อน เพราะ Data Center ต้องใช้น้ำระบายความร้อนตลอดเวลา เสี่ยงดันให้ความต้องการน้ำพุ่งสูงจนแย่งชิงน้ำจากภาคการเกษตรและครัวเรือน


ค่าน้ำ-ค่าไฟ และการจ้างงาน การใช้ไฟมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน ขณะที่ด้านการจ้างงาน Data Center กลับใช้คนน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าลงทุน เพราะทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation)


โจทย์พลังงานสะอาด (RE100) Big Tech ระดับโลกมีเงื่อนไขว่าต้องใช้ “พลังงานหมุนเวียน 100%” หากไทยมีแค่ “ไฟฟ้าลังงานจากฟอสซิล” แต่ไม่มีพลังงานสะอาดให้ พวกเขาก็พร้อมย้ายฐานได้ทุกเมื่อ รัฐบาลไทยจึงต้องเร่งดันกลไก UGT (Utility Green Tariff) หรืออัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวเพื่อรองรับ

การเติบโตมหาศาลกับโจทย์ความยั่งยืน

แนวโน้มการลงทุนศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ทั่วโลกมีขนาดใหญ่มาก ในปี 2025-2030 คาดว่ามูลค่าการลงทุนรวมถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนความต้องการศูนย์ Data Center ราว 34%

วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เผยว

อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ชี้ว่าความท้าทายสำคัญไม่ได้มีแค่การดึงดูดเม็ดเงิน แต่คือการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เนื่องจาก Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่กินพลังงานและน้ำสูงมาก ดังตัวอย่างในไอร์แลนด์ที่ Data Center ใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงถึง 21% ของทั้งประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ที่เริ่มเผชิญแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าจากเทคโนโลยี AI

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่จำกัด

การลงทุน Data Center ไม่ได้กระจายผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจท้องถิ่นเท่าที่ควร โดยเน้นสร้างงานเฉพาะช่วงก่อสร้างก่อนจะลดลงอย่างมากเมื่อเปิดใช้งาน เช่น โครงการตัวอย่างที่ลดการจ้างงานจาก 1,700 ตำแหน่ง เหลือเพียง 500 ตำแหน่ง อีกทั้งผลประโยชน์ด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและทรัพย์สินทางปัญญายังคงอยู่กับเจ้าของทุนข้ามชาติเป็นหลัก ขณะที่ธุรกิจไทยได้รับอานิสงส์เพียงงานฐานรากอย่างงานก่อสร้างและบริการสาธารณูปโภคเท่านั้น

ข้อเสนอแนะนโยบายกำกับดูแลและการปรับตัวของไทย

สภาพัฒน์เสนอให้ไทยเดินหน้าอย่างสมดุลด้วยการส่งเสริมการลงทุนควบคู่กับการกำกับดูแลที่เข้มงวด ทั้งการกำหนดเป้าหมายและรายงานผลกระทบด้านไฟฟ้า น้ำ สิ่งแวดล้อม และการลดคาร์บอน รวมถึงการผลักดันให้ใช้พลังงานหมุนเวียน พร้อมทั้งสร้างเงื่อนไขดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับสูง สนับสนุนการใช้อุปทานในประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยระยะยาวโดยไม่ทิ้งภาระทรัพยากรไว้ให้ชุมชน

เร่งเครื่องได้ แต่ต้องควบคุมทิศทางให้ดี

เพื่อไม่ให้ความก้าวหน้ากลายเป็นการผลักภาระให้สิ่งแวดล้อม ภาครัฐไทยเริ่มเตรียมร่างกฎระเบียบใหม่ โดยตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล Data Center แบบบูรณาการ เพื่อตรวจเข้มเรื่องการใช้น้ำ เสียง และความร้อน นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัด Zoning กระจาย Data Center ออกจาก EEC ไปยังพื้นที่ที่มีทรัพยากรพร้อมกว่า เช่น เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง ซึ่งมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีโครงสร้างพื้นฐานสายส่งเดิมรองรับ และช่วยกระจายเจริญสู่ภูมิภาค

ดังนั้น จากความสงสัยที่ว่า “Data Center ไทย Start ชาติอื่น Stop?” เราจึงไม่อยากให้มองว่าใครถูกหรือผิด ใครรวยไม่ไหว ใครจนกระจาย แต่เรื่องนี้ควรเป็นการเตือนสติว่า ชัยชนะที่ยั่งยืนในยุค AI ไม่ได้วัดกันที่จำนวนเม็ดเงินลงทุน แต่อยู่ที่ว่าเราจะสามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อมให้พอดีพอเหมาะได้อย่างไร เพื่อไม่ให้การ Start ครั้งนี้ กลายเป็นการสร้างภาระทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังแบกรับ หรือประเทศไทยอาจต้องแลกทุกอย่างที่มีเพื่อแลกกับค่าน้ำ-ค่าไฟหน่วยละไม่กี่บาท และได้คืนเท่าไหร่ก็ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไปแบบไม่มีวันย้อนกลับ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์