ฟุตบอลทีมชาติไทยกำลังจะลงสนามในวันที่ 26 กันยายนนี้ แต่จนถึงตอนนี้สิ่งที่แฟนบอลจำนวนไม่น้อยยังอยากรู้มากที่สุดกลับไม่ใช่ว่าไทยจะเจอกับใครหรือจะจัดตัวผู้เล่นอย่างไร แต่คือคำถามง่ายๆ ว่า “แล้วเราจะได้ดูไหม?”
เพราะปัญหาค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ เมื่อมีรายงานว่าค่าลิขสิทธิ์ที่ถูกเสนอให้ประเทศไทยในช่วงแรกอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 100 ล้านบาท ก่อนจะมีการปรับลดลงมาเหลือประมาณ 2.6 ล้านดอลลาร์ และล่าสุดมีรายงานว่าตัวเลขอยู่ที่ราว 2 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 60 กว่าล้านบาท
ตัวเลขระดับหลายสิบล้านบาทอาจฟังดูเป็นเรื่องของคนในวงการธุรกิจ แต่สำหรับแฟนบอลสิ่งที่สะท้อนกลับมามีเพียงเรื่องเดียวคือ ถ้าตกลงกันไม่ได้คนไทยอาจไม่มีช่องทางดูทีมชาติไทยแบบถูกลิขสิทธิ์
แล้วแบบนี้…งานนี้ความผิดของใคร?
เจ้าของลิขสิทธิ์ผิดไหม?
ถ้ามองในมุมธุรกิจเจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ์กำหนดราคาที่ต้องการขาย และต้องพยายามหาราคาที่ตัวเองเห็นว่าคุ้มค่ากับสิทธิ์ที่ถืออยู่
แต่คำถามสำคัญคือ ราคาที่ตั้งนั้นสอดคล้องกับตลาดประเทศไทยหรือไม่?
เพราะการขายลิขสิทธิ์ไม่ได้มีแค่เรื่องว่า “สิทธิ์มีมูลค่าเท่าไหร่” แต่ยังมีเรื่องว่าผู้ซื้อสามารถนำสิทธิ์นั้นไปสร้างรายได้กลับมาได้มากแค่ไหนด้วย
ถ้าราคาสูงจนผู้ประกอบการมองว่าไม่สามารถคืนทุนได้การเจรจาก็ย่อมเดินหน้าได้ยาก และสุดท้ายคนที่ได้รับผลกระทบปลายทางอาจกลายเป็นแฟนบอลที่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการกำหนดราคาตั้งแต่ต้น
ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ทำไมลิขสิทธิ์ถึงแพง?” แต่ต้องถามต่อว่า “ราคานี้ถูกตั้งขึ้นจากอะไร และตลาดไทยสามารถรองรับได้จริงหรือไม่?”
แล้วผู้ประกอบการผิดไหม?
อีกฝั่งหนึ่งคือผู้ประกอบการที่ต้องตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ
การจ่ายเงินระดับ 60-70 ล้านบาท เพื่อให้ได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดไม่ได้หมายความว่าจ่ายเงินแล้วจะได้เงินกลับมาเท่ากัน เพราะยังมีต้นทุนการผลิตรายการ ค่าโฆษณา ทีมงาน ค่าออกอากาศ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามมาอีก
หากคำนวณแล้วไม่คุ้มการไม่ซื้อก็ถือเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่สามารถเข้าใจได้
แต่ในอีกมุมหนึ่งถ้าไม่มีใครซื้อแฟนฟุตบอลก็ไม่มีช่องทางรับชม
นี่จึงเป็นจุดที่น่าสนใจเพราะ สิ่งที่สมเหตุสมผลในมุมธุรกิจอาจกลายเป็นปัญหาในมุมของคนดู
ผู้ประกอบการจึงอาจไม่ได้ “ผิด” เพียงเพราะไม่ซื้อ แต่คำถามคือมีรูปแบบไหนหรือไม่ที่จะทำให้ต้นทุนของลิขสิทธิ์สามารถแบ่งเบาภาระร่วมกันได้และทำให้การแข่งขันของทีมชาติยังมีช่องทางออกอากาศในประเทศไทย
หรือจริงๆ แล้วไม่มีใครผิดแต่ระบบกำลังมีปัญหา?
เมื่อมองไปทีละฝั่งอาจพบว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ก็มีเหตุผลของตัวเอง ผู้ประกอบการก็มีต้นทุนและความเสี่ยงของตัวเอง ส่วนแฟนบอลก็ต้องการเพียงช่องทางรับชมที่เข้าถึงได้
ถ้าอย่างนั้นบางทีคำถามอาจไม่ใช่ “ใครผิด?” แต่อาจเป็น “ระบบการขายลิขสิทธิ์แบบนี้กำลังตอบโจทย์ตลาดไทยหรือไม่?”
เพราะหากการแข่งขันของทีมชาติไทยได้รับความสนใจจากคนดูจำนวนมากแต่สุดท้ายกลับไม่มีผู้ประกอบการรายใดสามารถซื้อสิทธิ์ไปออกอากาศได้ นั่นอาจสะท้อนว่าระหว่าง “มูลค่าที่เจ้าของลิขสิทธิ์ต้องการ” กับ “มูลค่าที่ตลาดไทยสามารถจ่ายได้” ยังมีช่องว่างที่ต้องหาทางเชื่อมกัน
และเมื่อช่องว่างนั้นไม่สามารถปิดได้คนที่อยู่ตรงกลางระหว่างธุรกิจกับการแข่งขันก็คือ แฟนฟุตบอล
แล้วรัฐบาลช่วยอะไรแฟนฟุตบอลได้บ้าง?
เมื่อปัญหายังไม่จบคำถามต่อมาจึงหนีไม่พ้นว่า แล้วรัฐบาลสามารถเข้ามาช่วยอะไรได้บ้าง?
เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องหมายความว่ารัฐบาลต้องควักเงินภาษีไปซื้อลิขสิทธิ์ทุกการแข่งขัน เพราะนั่นก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าและการใช้งบประมาณของประเทศ
แต่ภาครัฐอาจมีบทบาทในฐานะ “ตัวกลาง” ในการประสานระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการ และสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เพื่อหาวิธีทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการแข่งขันสำคัญได้มากขึ้น
ก่อนหน้านี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเคยระบุว่ากำลังหารือกับรัฐบาลและสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถรับชมการแข่งขันกีฬาสำคัญโดยเฉพาะการแข่งขันของทีมชาติไทยได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาข้อจำกัดและเงื่อนไขด้านลิขสิทธิ์ควบคู่กันไป
ดังนั้นบทบาทของรัฐบาลอาจไม่ได้มีแค่คำถามว่า “จะเอาเงินมาซื้อให้ดูฟรีหรือไม่?”
แต่อาจรวมถึงการช่วยเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเจรจา หารูปแบบการถ่ายทอดที่เหมาะสม หรือสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การแข่งขันสำคัญของทีมชาติไม่กลายเป็นสินค้าที่มีราคาแพงจนคนจำนวนมากเข้าถึงไม่ได้
เพราะสิ่งที่แฟนบอลต้องการอาจไม่ใช่ “ต้องดูฟรีทุกอย่าง” แต่คือการมีช่องทางรับชมที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงได้โดยเฉพาะเมื่อเป็นการแข่งขันของทีมชาติไทย
คำถามจึงอาจเปลี่ยนจาก “รัฐบาลจะซื้อลิขสิทธิ์ให้หรือไม่?” เป็น “รัฐบาลจะช่วยให้ทุกฝ่ายหาทางออกที่ทำให้คนไทยยังสามารถเข้าถึงทีมชาติได้อย่างไร?”
26 กันยายนนี้เราจะได้ดูหรือไม่?
สุดท้ายแล้วไม่ว่าคำตอบของคำถามว่า “ใครผิด?” จะเป็นอย่างไร สิ่งที่แฟนบอลกำลังรอคอยมีเพียงคำตอบเดียว
26 กันยายนนี้ทีมชาติไทยจะลงสนาม
แต่ในขณะที่นักฟุตบอลกำลังเตรียมตัวลงเล่น อีกฝั่งหนึ่งแฟนบอลไทยกลับยังต้องรอคำตอบว่าเราจะได้ดูพวกเขาหรือไม่ และถ้าได้ดู…จะดูได้ที่ไหน?
จากค่าลิขสิทธิ์ที่เริ่มต้นในระดับเกือบ 100 ล้านบาท ลดลงมาเหลือหลัก 60-70 ล้านบาท ไปจนถึงการเจรจาที่อาจเกิดขึ้นในนาทีสุดท้ายทุกอย่างยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้
และท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้อาจไม่ได้มีเพียงผู้แพ้หรือผู้ชนะ
เพราะถ้าทุกฝ่ายหาทางออกไม่ได้คนที่เสียโอกาสมากที่สุดอาจเป็นแฟนฟุตบอลไทยที่อยากเห็นทีมชาติของตัวเองลงสนาม
ไทยจะเตะวันที่ 26 กันยายนนี้แล้วเราจะได้ดูหรือไม่? คงต้องติดตามกันต่อไป…จนถึงนาทีสุดท้าย




