ล่าสุดกรุงเทพมหานครขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยง 31 เส้นทางจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง พร้อมแนะนำให้งดออกจากบ้านหากไม่มีความจำเป็น เพราะการเดินทางในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะเดียวกัน ปภ.รายงานว่ายังมีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 25 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลบางแห่ง
สำหรับคนทำงานปัญหาจึงไม่ได้จบแค่คำถามว่า บ้านท่วมหรือไม่ แต่รวมไปถึงคำถามที่ใกล้ตัวมากกว่านั้นว่า ถ้าถนนหน้าบ้านถูกตัด รถออกไม่ได้ รถสาธารณะหยุด หรือเส้นทางไปทำงานไม่ปลอดภัยแล้วเราไปทำงานไม่ได้ จะถือว่า ขาดงาน หรือไม่
กระทรวงแรงงานขอให้นายจ้างผ่อนผัน
กระทรวงแรงงานระบุไว้ในมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยว่า สำหรับลูกจ้างที่บ้านถูกน้ำท่วมหรือเส้นทางถูกตัดขาดจนไม่สามารถไปทำงานได้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ช่วยเหลือ โดยให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และขอให้จ่ายค่าจ้างตามปกติในกรณีที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ
แนวทางเดียวกันเคยถูกใช้ในสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่อื่นในปี 2554 โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานขอให้นายจ้างพิจารณาลูกจ้างที่เดินทางไปทำงานไม่ได้หรือมาสายจากน้ำท่วม ไม่ให้ถือเป็นวันลาและไม่ถือเป็นความผิดเกี่ยวกับการทำงาน พร้อมขอให้สถานประกอบการจัดทำแผนฉุกเฉินสำหรับภัยธรรมชาติด้วย
อย่างไรก็ตามประโยคสำคัญคือคำว่า ขอความร่วมมือ เพราะมาตรการลักษณะนี้ไม่ควรถูกตีความง่ายๆ ว่าลูกจ้างทุกคนที่เดินทางไม่ได้จะมีสิทธิได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนโดยอัตโนมัติในทุกกรณี
ไปทำงานไม่ได้กับบริษัทหยุดเองเป็นคนละเรื่องกัน
สถานการณ์น้ำท่วมของคนทำงานอาจเกิดขึ้นได้หลายแบบ เช่น บริษัทเปิดทำงานตามปกติแต่บ้านของลูกจ้างถูกน้ำท่วม ลูกจ้างเดินทางไม่ได้เพราะถนนถูกตัดขาด หรือสถานประกอบการเองได้รับความเสียหายจนไม่สามารถเปิดทำงานได้
แต่ละกรณีอาจมีผลทางกฎหมายและเรื่องค่าจ้างแตกต่างกัน จึงต้องดูว่า ใครเป็นฝ่ายไม่สามารถทำงานได้ และเกิดจากเหตุอะไร
ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราวด้วยเหตุสำคัญที่กระทบต่อการประกอบกิจการแต่ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย มาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานตลอดช่วงที่ไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน
แต่หากเป็น เหตุสุดวิสัย เช่น น้ำท่วมรุนแรงจนสถานประกอบการไม่สามารถดำเนินงานได้เรื่องสิทธิอาจไปเกี่ยวข้องกับประกันสังคมด้วย กระทรวงแรงงานเคยระบุว่าผู้ประกันตนที่ไม่สามารถทำงานได้เพราะประสบอุทกภัย หรือกรณีนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้จากเหตุสุดวิสัย อาจมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานตามหลักเกณฑ์ของประกันสังคม
แล้วถ้าบ้านเราท่วมแต่บริษัทไม่ท่วมล่ะ?
นี่คือกรณีที่คนทำงานจำนวนมากน่าจะเจอมากที่สุด เพราะออฟฟิศอาจยังเปิดตามปกติแต่บ้านหรือเส้นทางของพนักงานได้รับผลกระทบ
สิ่งแรกที่ควรทำคือ แจ้งนายจ้างหรือหัวหน้างานทันที พร้อมอธิบายสถานการณ์ให้ชัด เช่น น้ำท่วมถึงระดับไหน ถนนเส้นใดถูกปิด หรือมีประกาศจากหน่วยงานรัฐให้หลีกเลี่ยงการเดินทางหรือไม่ หากมีภาพถ่ายหรือประกาศของทางการก็ควรเก็บไว้เป็นหลักฐาน
จากนั้นคุยกันว่าบริษัทมีทางเลือกอย่างไร เช่น Work from Home ปรับเวลาเข้าทำงาน เปลี่ยนกะ ใช้วันลา หรือมีมาตรการพิเศษสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือไม่
โดยเฉพาะในเหตุการณ์ครั้งนี้กรุงเทพมหานครถึงขั้นแนะนำให้ประชาชนงดเดินทางหากไม่จำเป็นในช่วงที่มีน้ำท่วมขังหลายเส้นทาง และโรงเรียนในสังกัด กทม.ก็ประกาศปิดเรียนวันที่ 28 กันยายน 2569 ด้วยเหตุด้านความปลอดภัยและปัญหาการเดินทาง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าความปลอดภัยในการเดินทางเป็นปัจจัยที่องค์กรควรนำมาพิจารณา ไม่ใช่มองเฉพาะว่าออฟฟิศยังเปิดอยู่หรือไม่
ภัยพิบัติไม่ควรกลายเป็นตัวชี้วัดว่าใครพยายามมาทำงานได้มากกว่า
น้ำท่วมทำให้แต่ละคนได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน คนหนึ่งอาจมีรถยกสูงและออกจากบ้านได้ อีกคนอาจอยู่ในซอยที่น้ำสูงถึงเข่า บางคนเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ขณะที่บางคนต้องต่อรถหลายทอด หรือมีเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่ต้องดูแลอยู่ที่บ้าน
ดังนั้นการบริหารคนในช่วงภัยพิบัติจึงควรดูที่ ความปลอดภัยและข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่ มากกว่าตั้งคำถามเพียงว่า ทำไมคนอื่นมาได้แต่บางคนมาไม่ได้
กระทรวงแรงงานเองได้วางมาตรการรับมืออุทกภัยทั้งก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด พร้อมกำชับหน่วยงานให้ช่วยเหลือแรงงาน ผู้ประกันตน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
ถ้าไม่แน่ใจว่าสิทธิของตัวเองเป็นอย่างไร
หากลูกจ้างถูกหักค่าจ้าง ถูกลงโทษ ถูกบังคับให้ใช้วันลา หรือมีข้อพิพาทเรื่องการไม่สามารถเดินทางมาทำงานเพราะน้ำท่วม ควรเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้ ทั้งข้อความที่แจ้งบริษัท ภาพสถานการณ์ ประกาศปิดถนน และเอกสารจากนายจ้าง
จากนั้นสามารถสอบถามสิทธิจากกระทรวงแรงงานผ่าน สายด่วน 1506 หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาตามข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี
เพราะในวันที่ถนนบางสายกลายเป็นคลองและบางบ้านยังมีน้ำจ่ออยู่หน้าประตู คำถามไม่ควรมีเพียงว่า วันนี้พนักงานมาทำงานหรือยัง แต่ควรถามด้วยว่า การเดินทางมาทำงานนั้นปลอดภัยดีหรือไม่
ภัยพิบัติอาจเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว แต่การจัดการขององค์กรในช่วงเวลานั้นสามารถสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้ชัดเจน และในวันที่เมืองเดินทางไม่ได้ตามปกติ ความเข้าใจและความยืดหยุ่นอาจสำคัญไม่แพ้กฎการเข้างาน




