พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เผยความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวน “คดีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง” โดยเฉพาะกรณีของ “โรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งในประเทศไทย” ที่พบความผิดปกติจากหลักฐานการร้องทุกข์กล่าวโทษโดยกรมธุรกิจพลังงาน อันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ว่า ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2569 คณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน ได้นำเอาพยานหลักฐาน “เอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ของคลังน้ำมัน 6 แห่ง” ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาขอให้ดีเอสไอขยายผลตรวจสอบ
โดยเฉพาะในช่วงเดือน มี.ค. 2569 - เม.ย. 2569 ที่ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เนื่องด้วยตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานฯ ใน 1 ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องประกอบไปด้วยรายละเอียด 8 หัวข้อสำคัญ คือ
- ชื่อผู้ค้าน้ำมันที่จ่ายและสถานที่จ่ายต้นทาง
- วันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง
- ชื่อผู้รับและสถานที่ส่งมอบปลายทาง
- ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่ง
- เลขทะเบียนพาหนะที่ใช้ขนส่ง ในกรณีขนส่งทางเรือให้ระบุชื่อเรือที่ใช้ในการขนส่ง
- วันที่ออกเดินทางจากสถานที่จ่ายต้นทาง
- ชนิดและปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่ง
- ระบุหมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL หรือระบบที่ใช้ในการควบคุมและติดตามยานพาหนะในการขนส่ง
ซึ่งปรากฏว่าในบางโรงกลั่นกลับไม่ได้ระบุรายละเอียดบางหัวข้อในใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง อาทิ ไม่ระบุวันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง ไม่ระบุหมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL หรือระบบที่ใช้ในการควบคุมและติดตามยานพาหนะในการขนส่ง ไม่ระบุวันที่ออกเดินทางจากสถานที่จ่ายต้นทาง เป็นต้น มันก็อาจทำให้เกิดการเวียนใช้ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวอีกว่า สำหรับพฤติการณ์ของ 6 โรงกลั่นน้ำมัน “ยังไม่ถือว่าเป็นการกักตุนน้ำมัน” แต่หากมองดูบทบาทความสำคัญของการกรอกรายละเอียดในเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าไม่กรอกให้ครบถ้วนทุกหัวข้อ ก็ถือเป็นการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงาน และมีโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ประกอบประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 รวมแล้วมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ซึ่งแม้อัตราโทษน้อย แต่พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาเป็นรายกรรม เพราะเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ โดยใน 1 ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ถือเป็นความผิด 1 กรรม ซึ่งการไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน อาจเป็นช่องโหว่เปิดโอกาสให้ไปกระทำความผิดได้ เช่น ใน 166 รายการใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งที่ไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ก็มีการกระทำจำนวนรายการมากน้อยต่างกันไป
เช่น บางโรงกลั่นกระทำแค่ครั้งเดียว บางโรงกลั่นกระทำ 1-2 ครั้ง แต่บางโรงกลั่นกระทำสูงถึงหลาย 10 ครั้ง จึงเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้พนักงานสอบสวนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการจงใจกระทำการใดหรือไม่ แต่ตอนนี้เราก็มีข้อมูลประมาณ 70-80% แล้วที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำที่เป็นการจงใจแน่นอน ซึ่งระหว่างนี้คณะพนักงานสืบสวนก็ต้องดำเนินการขยายผลสืบสวนสอบสวนปากคำอีกสักระยะหนึ่ง คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะคลี่คลายกระจ่าง และจะได้มีการเรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อพิจารณาพฤติการณ์ความผิดและพยานหลักฐาน ก่อนมีมติร่วมกันเพื่อออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป
มีรายงานว่า 6 โรงกลั่นน้ำมันที่ถูกเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานนำเอาพยานหลักฐานสำคัญ ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ที่ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2569 มีดังนี้
- บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน): Thaioil (TOP) กำลังการกลั่น 275,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก กลุ่ม ปตท.
- บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน): GC (PTTGC) กำลังการกลั่น 145,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก กลุ่ม ปตท.
- บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน): IRPC กำลังการกลั่น 215,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก กลุ่ม ปตท.
- บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): Bangchak (BCP) กำลังการกลั่น 120,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก บางจาก (รวมโรงกลั่นบางจากพระโขนง)
- บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน): Bangchak Sriracha (BSRC) กำลังการกลั่น 174,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก บางจาก (เดิมคือ ESSO)
- บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน): Star Petroleum (SPRC) กำลังการกลั่น 175,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก เชฟรอน (Chevron)
ส่วนกรณีของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง คณะพนักงานสืบสวนพบความผิดปกติของกรรมการบริหารบริษัทจริง โดยเฉพาะผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทในโครงสร้าง (อุดม ดารุณิกรณ์) มีหลักฐานน่าเชื่อว่าเป็นนอมินีหรือตัวแทนอำพราง เพราะในการสั่งจ่ายเงินหรือในการรับประโยชน์ของบริษัท มันไปตกอยู่กับคนอีกกลุ่มหนึ่งแทน
ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ก็มาจากการขยายผลดูเส้นทางการเงินจากบัญชีธนาคารนิติบุคคลที่ไปเชื่อมโยงกับบุคคลภายนอกโครงสร้างกรรมการบริษัท โดยเป็นการจ่ายเงินตอบแทนไปยังบุคคลอื่นแทนที่จะจ่ายเงินเข้าบัญชีกรรมการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเครือข่ายญาติพี่น้องของนักธุรกิจน้ำมันชื่อดัง (สมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือ “เสี่ยตือ คอสโม่”) และเมื่อตรวจดูฐานะอาชีพศักยภาพของกรรมการบริษัทที่ปรากฏชื่อ (อุดม ดารุณิกรณ์) ก็ไม่สมฐานานุรูปกับสินทรัพย์บริษัทที่มีมูลค่าสูงหลักพันล้านบาท
คณะพนักงานสืบสวนได้มีการออกหมายเรียกพยานแก่กรรมการบริษัทและบุคคลที่พบความเกี่ยวข้องทางเส้นทางการเงินของบัญชีนิติบุคคล บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง มาให้ปากคำในฐานะพยาน โดยคาดว่าถ้อยคำให้การและคำชี้แจงต่าง ๆ จะสามารถใช้ประกอบดูรายละเอียดพยานหลักฐานของพนักงานสืบสวนได้ และเมื่อพบการกระทำความผิด ก็จะได้นัดหมายประชุมคณะพนักงานสืบสวนเพื่อมีมติออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้มารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป




