‘ดีเอสไอ’ จ่อเชิญ ‘ธรรมนัส-นฤมล’ เร่งสางปม ‘ธุรกิจสแกนม่านตาดูดข้อมูลคนไทย’

8 ม.ค. 2569 - 12:07

  • ‘ดีเอสไอ’ เร่งสางปม “ธุรกิจสแกนม่านตาดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน”

  • เข้าค้น 5 จุด ยึดเครื่องสแกน–เอกสาร ตรวจเส้นทางการเก็บและโอนข้อมูล

  • เผยเตรียมเชิญ ‘ธรรมนัส–นฤมล’ ให้ข้อมูล หลังปรากฏภาพร่วมลงนาม MOU บริษัทสิงคโปร์

‘ดีเอสไอ’ จ่อเชิญ ‘ธรรมนัส-นฤมล’ เร่งสางปม ‘ธุรกิจสแกนม่านตาดูดข้อมูลคนไทย’

ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้แจงกรณีคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 เข้าค้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านคน แลกเหรียญดิจิทัล ภายใต้โครงการ Worldcoin อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และเครือข่ายกองทุนดังกล่าวของต่างประเทศ รวม 5 พื้นที่เป้าหมาย หลังรับเป็นคดีพิเศษ

ร.ต.อ.สุรวุฒิ เผยว่า ดีเอสไอเข้าตรวจค้น 5 จุด จำนวน 4 หมายค้น เบื้องต้นสามารถตรวจยึดเอกสารและยึดเครื่องสแกนม่านตา จำนวน 4 เครื่อง ได้ภายในบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ย่านรามคำแหง เพื่อนำมาตรวจพิสูจน์ว่าเครื่องดังกล่าวเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านคน มีการถ่ายโอนหรือเก็บข้อมูลไว้ที่ใด เพราะอาจมีผลกระทบในอนาคต ส่วนผู้ต้องหาขณะนี้ยังไม่กำหนดเป็นบุคคลใดบ้าง ซึ่งต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์ก่อนจึงจะทราบว่าใครเกี่ยวข้อง

ดีเอสไอมีการพูดคุยทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าจะมีการมากล่าวโทษใครที่เกี่ยวข้องบ้าง โดยกรณีการสแกนม่านตาในประเทศไทย ยังไม่มีกำหนดว่าเป็นความผิดหรือไม่ แต่มีกฎหมายที่เทียบเคียงคือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หากมีการสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญดิจิทัล เมื่อแลกเหรียญดิจิทัลแล้วจะเข้าข่าย พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ซึ่งเป็นกฎหมายในความรับผิดชอบของ ก.ล.ต. จึงต้องพิจารณาร่วมกันว่าความผิดคืออะไร เนื่องจากการสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ร่วมกับตำรวจไซเบอร์ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว

สำหรับการตรวจค้นวันนี้ พบว่าเจ้าหน้าที่บริษัทฯ ไม่เคยบอกและปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้มีการเก็บข้อมูลการสแกนม่านตาไว้ โดยบอกเพียงว่าลบข้อมูลไปทั้งหมดแล้ว แต่ดีเอสไอไม่เชื่อ จึงต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์หรือตรวจสอบต่อไป

ส่วนบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีบุคคลชื่อ ‘โอภาส’ เป็นเจ้าของ พบความเชื่อมโยงกับบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) ซึ่งเดิมมีผู้ก่อตั้งเป็นชาวสิงคโปร์ ชื่อจอร์จ และต่อมามีการจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นมาเป็นของ ‘โอภาส’ (กรรมการคนปัจจุบัน) ซึ่ง ‘โอภาส’ ยังเป็นกรรมการของบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) อีกด้วย จึงทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการ

ดีเอสไอจึงเข้าตรวจค้นในวันนี้เพื่อดูว่าใครคือตัวการที่แท้จริง แต่ยังไม่พบ ‘โอภาส’ ที่จุดบ้านพัก เนื่องจากเจ้าตัวแจ้งว่าอยู่ต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม ได้มีการนัดหมายสอบปากคำในฐานะพยานไว้เรียบร้อยแล้วภายในสัปดาห์หน้า โดยพนักงานสอบสวนได้กำหนดประเด็นคำถามไว้ว่าเจ้าตัวมีความเกี่ยวข้องในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลพอสมควร ซึ่งพบจากทั้งเอกสารและข้อมูลทางบัญชี

วันนี้ไม่เจอตัว ‘โอภาส’ ซึ่งติดต่อมาว่าทำธุระอยู่ต่างจังหวัด แต่ได้มีการประสานส่งหมายเรียกให้แล้ว และจะเข้ามาพบพนักงานสอบสวนต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ได้เตรียมประเด็นสอบถามไว้ครบถ้วนแล้ว หลังพบว่า ‘โอภาส’ มีชื่อเป็นกรรมการทั้ง 4 บริษัท รวมทั้งมีข้อมูลว่า ‘โอภาส’ เกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลค่อนข้างชัดเจนพอสมควร

ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

ส่วนกรณีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กับ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ที่มีภาพปรากฏในวันที่มีการลงนาม MOU นั้น ร.ต.อ.สุรวุฒิ ระบุว่า “หลังจากนี้จะต้องเชิญมาให้ข้อมูลว่าเกี่ยวข้องในเรื่องใดบ้าง โดยขอให้เป็นประเด็นในเชิงการสืบสวนสอบสวน ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง”

ทั้งนี้ ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เคยไปสแกนม่านตาดังกล่าวเข้ามาให้ข้อมูลกับดีเอสไอ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการสืบสวน ซึ่งขณะนี้มีผู้เข้ามาให้ข้อมูลบ้างแล้ว แต่ยังเป็นเพียงส่วนน้อย อาจเนื่องจากลักษณะนิสัยของคนไทยที่ยังไม่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะพนักงานสอบสวนเข้าค้นเป้าหมาย 5 จุด ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่

  • บริษัท ทีไอดีซี โฮลดิ้ง จำกัด เลขที่ 18 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
  • บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด อาคารเลขที่ 127 เกษรทาวเวอร์ ชั้นที่ 25 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
  • บริษัท ทีไอดีซี จำกัด อาคารเลขที่ 127 เกษรทาวเวอร์ ชั้นที่ 25 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
  • บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) เลขที่ 11/1 ซอยรามคำแหง 121 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
  • หมู่บ้านลดาวัลย์ พระราม 2 (สงวนบ้านเลขที่) ซึ่งเป็นบ้านพักของ ‘โอภาส’ กรรมการของบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED)

สืบเนื่องกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ภายใต้โครงการ Worldcoin ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (คดีพิเศษที่ 148/2568) เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารและพยานวัตถุ สำหรับใช้ในการขยายผลทางคดี

‘ศุภชัย’ บี้ ‘ประเสริฐ’ แจงปม ‘MOU บริษัทสิงคโปร์’ โยง ‘เบน สมิธ’

อีกด้าน ศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแกนนำพรรคภูมิใจไทย เรียกร้องให้ ประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาชี้แจงกรณีเห็นชอบบริษัทจากประเทศสิงคโปร์ ที่มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ เบน สมิธ (นักธุรกิจซึ่งถูกกล่าวหาถึงความเชื่อมโยงกับขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติและทุนสีเทา) หลังจากนั้นมีการยินยอมให้นำข้อมูลการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ทางชีวภาพทางม่านตา (Biometrics) ของคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยว่าจะมีผลกระทบก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศ

และ ประเสริฐ ไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันความเสียหายดังกล่าว อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

จนวันนี้ ประเสริฐ เงียบกริบ ยังไม่แสดงตัว ไม่ว่าทั้งใบหน้าหรือม่านตาให้สังคมเห็นว่าเรื่องนี้ความจริงเป็นอย่างไร ผมอยากให้ท่านออกมาบอกสังคมซึ่งเป็นแฟนคลับทราบว่าเรื่องนี้เท็จจริงเป็นประการใด อย่าเงียบหายไปแบบนี้ เพราะประชาชนเรียกร้องมาถึงผมให้มาบอกท่าน

ศุภชัย ใจสมุทร

ศุภชัย ย้ำด้วยว่า วันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เข้าตรวจค้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกรณีข้อมูลม่านตาแล้วจำนวน 4-5 บริษัท และหลังจากนี้จะมีการขยายผลจากการสืบสวนของดีเอสไอ ดังนั้นความจริงจะค่อย ๆ ปรากฏออกมา เพราะฉะนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องควรรีบออกมาแสดงตัว ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปสำหรับตัวท่านเอง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์