บางครั้งคลิปสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาทีก็ทำให้เกิดคำถามยาวกว่านั้น
ภาพของคนกลุ่มหนึ่งยก บล็อกพิมพ์พระ ขึ้นมา ก่อนปล่อยลงไปในแหล่งน้ำ อาจถูกมองว่าเป็นการปิดท้ายการสร้างพระรุ่นหนึ่ง เป็นหลักฐานว่าแม่พิมพ์จะไม่ถูกนำกลับมาใช้ เพื่อให้ผู้เช่าบูชามั่นใจว่า เมื่อประกาศสร้างไว้กี่องค์ จำนวนก็จะหยุดอยู่เพียงเท่านั้น
ในมุมของวงการพระ เหตุผลนี้เข้าใจได้ เพราะ แม่พิมพ์คือหัวใจสำคัญของการผลิต ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรอธิบายว่าแม่พิมพ์พระมีมาตั้งแต่แบบดินเผาและหินแกะ ขณะที่การสร้างพระหรือเหรียญแบบปั๊มในปัจจุบันสามารถใช้บล็อกโลหะเป็นแม่พิมพ์ได้ และผู้ผลิตแม่พิมพ์ในปัจจุบันก็มีการทำ ‘บล็อกเหล็ก’ สำหรับงานพระและเหรียญโดยตรง เพราะฉะนั้น การทำให้บล็อกใช้งานต่อไม่ได้จึงมีความหมายในแง่ของการ ‘ปิดจำนวนการสร้าง’
แต่คำถามคือ การทำลายบล็อก จำเป็นต้องหมายถึงการโยนมันลงน้ำด้วยหรือ? เพราะทันทีที่วัตถุชิ้นหนึ่งถูกปล่อยลงแม่น้ำ คลอง บึง หรือแหล่งน้ำ มันไม่ได้หายไปไหน มันเพียงหายไปจากสายตาเราเท่านั้น สิ่งที่อยู่ใต้น้ำยังคงอยู่ในระบบนิเวศนั้น และนี่อาจเป็นจุดที่เราควรแยกคำว่า ‘ทำลาย’ ออกจากคำว่า ‘ทิ้ง’ ให้ชัดเจน
หากจุดประสงค์คือทำให้แม่พิมพ์ไม่สามารถกลับมาใช้ผลิตพระได้อีก การทำลายหน้าพิมพ์ด้วยการตัด เจาะ ขัด ลบรายละเอียด หรือทำให้เสียรูป ก่อนนำวัสดุไปจัดการอย่างเหมาะสม ก็สามารถตอบโจทย์เรื่องการป้องกันการผลิตซ้ำได้เช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องให้อีกปลายทางหนึ่งของบล็อกนั้นคือ ก้นแม่น้ำ
แน่นอนว่า การเห็นบล็อกโลหะถูกโยนลงน้ำหนึ่งชิ้นแล้วสรุปทันทีว่า ‘ทำให้น้ำเป็นพิษ’ อาจเร็วเกินไป เพราะแม่พิมพ์แต่ละแห่งอาจทำจากวัสดุต่างกัน และความเสี่ยงจากโลหะในแหล่งน้ำขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของโลหะ สารเคลือบ สภาพการกัดกร่อน ปริมาณ และระยะเวลาที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้นหากไม่รู้ว่าบล็อกชิ้นนั้นทำจากอะไร ก็ไม่ควรฟันธงว่ามีโลหะหนักชนิดใดถูกปล่อยออกมา
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็รู้แล้วว่า โลหะบางชนิดเมื่อปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมสามารถคงอยู่และสะสมในดินตะกอนและสัตว์น้ำได้ กรมควบคุมมลพิษระบุว่าโลหะหนักไม่สามารถสลายตัวตามกระบวนการธรรมชาติได้ และบางส่วนสามารถตกตะกอนสะสมในดิน ตะกอนใต้น้ำ รวมถึงสิ่งมีชีวิตในน้ำได้
ดังนั้นประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่การประกาศว่า ‘บล็อกพระหนึ่งชิ้นกำลังทำลายแม่น้ำ’ แต่คือการถามว่า เมื่อเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวัสดุนั้นจะอยู่ใต้น้ำนานเท่าไร มีองค์ประกอบอะไร และจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป แล้วทำไมเราถึงต้องเลือกแหล่งน้ำเป็นสถานที่กำจัดมันตั้งแต่แรก? โดยเฉพาะในวันที่หน่วยงานรัฐกำลังพยายามทำงานในทิศทางตรงกันข้าม คือ นำขยะออกจากแม่น้ำ
เดือนมีนาคม 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจัดเก็บขยะจากแม่น้ำตาปีได้ถึง 779 กิโลกรัม ภายใต้โครงการลดปริมาณขยะที่จะไหลลงสู่ทะเล โดยระบุถึงเป้าหมายในการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง
ภาพหนึ่งจึงชวนให้คิดไม่น้อย ในขณะที่อีกกลุ่มกำลังพยายาม เอาของที่ไม่ควรอยู่ในแม่น้ำขึ้นมา ทำไมเราจึงยังมีบางกิจกรรมที่เลือก เอาของลงไปในแม่น้ำ ตั้งแต่ต้น? และเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงมิติด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เพราะกฎหมายไทยเองก็ไม่ได้มองแหล่งน้ำสาธารณะเป็นพื้นที่ที่ใครจะนำสิ่งของไปทิ้งได้ตามต้องการ
พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย มาตรา 119 กำหนดห้ามเทหรือทิ้ง ‘สิ่งของ’ ลงในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ หรือทะเลที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน หากเป็นเหตุให้เกิดการตื้นเขิน ตกตะกอนหรือสกปรก เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า ขณะที่มาตรา 119 ทวิยังครอบคลุมกรณีสิ่งที่อาจก่อพิษต่อสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งแวดล้อมด้วย
ส่วนพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ก็มีข้อห้ามเกี่ยวกับการเทหรือทิ้งสิ่งปฏิกูล มูลฝอย หรือสิ่งอื่นใดลงในน้ำ เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าเมื่อเห็นคลิปหนึ่งแล้วเราจะสามารถตัดสินได้ทันทีว่าผู้ที่อยู่ในคลิป ‘กระทำผิดกฎหมาย’ เพราะต้องดูว่าสถานที่นั้นเป็นแหล่งน้ำประเภทใด การกระทำเข้าข่ายองค์ประกอบตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงมีการขออนุญาตหรือมีข้อเท็จจริงอื่นหรือไม่
แต่กฎหมายเหล่านี้อย่างน้อยสะท้อนหลักคิดหนึ่งที่ชัดเจนว่า แหล่งน้ำสาธารณะไม่ใช่ถังขยะ ไม่ว่าวัตถุที่ถูกโยนลงไปจะเป็นถุงพลาสติก กระป๋อง เศษเหล็ก หรือของที่มีความหมายทางพิธีกรรมก็ตาม นี่จึงไม่จำเป็นต้องเป็นการตั้งคำถามกับ ‘ความศรัทธา’ เพราะเราสามารถเคารพเหตุผลของการทำลายบล็อกได้ พร้อมกับตั้งคำถามกับ ‘วิธีทำลาย’ ในเวลาเดียวกัน อยากยืนยันว่าไม่มีการสร้างพระเพิ่ม ก็ทำลายแม่พิมพ์ให้เห็นต่อหน้าคณะกรรมการหรือบันทึกเป็นหลักฐานได้ อยากให้คนเช่าบูชามั่นใจว่าบล็อกเดิมใช้ไม่ได้อีก ก็ทำลายรายละเอียดสำคัญของหน้าพิมพ์ได้
หลังจากนั้น วัสดุที่เหลือจะเข้าสู่กระบวนการจัดการหรือรีไซเคิลอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องที่สามารถออกแบบให้เหมาะสมได้ เพราะคำว่า ‘ทำลายบล็อก’ ไม่จำเป็นต้องแปลว่า ‘ทำลายแล้วโยนทิ้ง’ และบางทีสิ่งที่สังคมควรตั้งคำถาม อาจไม่ใช่ว่าเรายังควรรักษาธรรมเนียมเดิมหรือไม่ แต่คือ ธรรมเนียมหนึ่งสามารถปรับวิธีปฏิบัติให้เข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในวันนี้ได้หรือเปล่า เพราะความศรัทธากับการรักษาธรรมชาติไม่จำเป็นต้องอยู่คนละฝั่ง และถ้าเราสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาด้วยความตั้งใจดี การสิ้นสุดกระบวนการนั้นก็น่าจะเป็นไปได้โดยไม่ต้องทิ้งภาระอีกชิ้นไว้ให้แม่น้ำรับต่อ
สุดท้ายแล้ว การทำให้บล็อกหนึ่งชิ้น ‘ใช้ไม่ได้อีก’ อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ของที่ถูกโยนลงไปใต้น้ำ อาจอยู่ตรงนั้นนานกว่าพิธีที่ทำให้มันจมหายไปจากสายตาเรามาก




