กรมการปกครองเตือนมูลนิธิต้องโปร่งใส! เปิดช่องถอดถอนกรรมการ-ร้องศาลสั่งเลิกกิจการ

31 ต.ค. 2569 - 09:26

  • กรมการปกครองแจงกฎหมายกำกับมูลนิธิ ชี้พบกรรมการทำผิด “ถอดถอนได้” ตามมาตรา 129

  • หากมูลนิธิดำเนินกิจการขัดกฎหมาย “ร้องศาลสั่งเลิกได้” ตามมาตรา 131

  • ‘ปกรณ์’ หนุนเปิดบัญชีเงินบริจาคต่อสาธารณะ เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบการใช้เงินได้

กรมการปกครองเตือนมูลนิธิต้องโปร่งใส! เปิดช่องถอดถอนกรรมการ-ร้องศาลสั่งเลิกกิจการ

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เผยแพร่เอกสารชี้แจงหลักเกณฑ์และแนวทางดำเนินการตามกฎหมาย กรณีมีข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคและการก่อสร้างอาคารของมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งได้รับความสนใจจากสังคม โดยระบุว่า การกำกับดูแลมูลนิธิเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหากพบการกระทำผิดสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้

ถอดถอนกรรมการได้ หากบริหารงานเสียหายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับ

กรมการปกครองระบุว่า แนวทางดำเนินการตามกฎหมายแบ่งเป็น 2 กรณีสำคัญ ได้แก่ กรณีกรรมการมูลนิธิกระทำการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อมูลนิธิ และกรณีมูลนิธิดำเนินกิจการขัดต่อกฎหมาย

กรณีแรก หากปรากฏว่ากรรมการหรือคณะกรรมการมูลนิธิรายใดดำเนินกิจการผิดพลาดจนเกิดความเสื่อมเสียต่อมูลนิธิ ฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับของมูลนิธิ หรือมีฐานะและความประพฤติไม่เหมาะสมในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสีย สามารถร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งถอดถอนกรรมการหรือคณะกรรมการรายนั้นได้ตามมาตรา 129 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

พบมูลนิธิขัดกฎหมาย ร้องศาลสั่งเลิกกิจการได้

ส่วนกรณีที่สอง หากพบว่ามูลนิธิมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย หรือดำเนินกิจการขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ รวมถึงกรณีไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ หรือหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสีย สามารถร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเลิกมูลนิธิได้ตามมาตรา 131 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม กรมการปกครองย้ำว่า การพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับมูลนิธิใด ๆ ต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากการตรวจสอบอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด การปรากฏเป็นข่าวหรือข้อกล่าวหายังไม่อาจถือเป็นข้อยุติว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น หากพบข้อเท็จจริงว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย หน่วยงานที่มีอำนาจจะพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป

พร้อมระบุว่า การดำเนินกิจการของมูลนิธิต้องยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเงินบริจาคและทรัพย์สิน ซึ่งต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ รักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้บริจาค และป้องกันการนำมูลนิธิไปใช้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

View post on Facebook

‘ปกรณ์’ ชี้มูลนิธิต้องส่งงบการเงินทุกปี หนุนเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบ

ด้าน ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอให้ตรวจสอบมูลนิธิต่าง ๆ ที่รับบริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคม ภายหลังเกิดประเด็นเกี่ยวกับมูลนิธิของ บุ๋ม ปนัดดา ว่า มูลนิธิอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมี กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานกำกับดูแล

ปกรณ์ระบุว่า ทั้งมูลนิธิและสมาคมมีหน้าที่ส่งรายงานการเงินและรายงานผลการดำเนินงานให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบเป็นประจำทุกปี แต่ปัญหาอาจอยู่ที่จำนวนมูลนิธิและสมาคมที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้การตรวจสอบยังไม่เข้มข้นเท่าที่ควร จึงเห็นว่าควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชี รวมถึงเพิ่มการตรวจสอบรายงานที่ส่งเข้ามา

ส่วนข้อเสนอให้เปิดเผยบัญชีเงินบริจาคต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้นั้น ปกรณ์ระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวกระทรวงมหาดไทยมีอยู่แล้ว และมูลนิธิกับสมาคมต้องรายงานทุกปี จึงอาจเสนอให้กระทรวงมหาดไทยเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน หากไม่ใช่ข้อมูลที่มีความซับซ้อนก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา

“จริง ๆ แล้วในความเห็นส่วนตัว ข้อมูลเหล่านี้ต้องเปิดเผยให้สาธารณะรับทราบ อย่างน้อยเพื่อให้เกิดการตรวจสอบได้ เพราะเงินที่ได้ไป ได้ไปจากศรัทธา ก็เหมือนเงินบริจาควัดประมาณนั้น เพราะเงินบริจาควัดเรายังอยากรู้เลยว่าเอาไปทำอะไร ซึ่งหลักการก็เป็นหลักการเดียวกันหมด จึงขอย้ำว่าในส่วนตัวเห็นว่าควรจะมีการเปิดเผย ถ้ายังไม่มีกฎเกณฑ์กติกา ก็ควรจะต้องเปิดเผย”

จ่อหารือวางมาตรฐานบัญชี ป้องกันเงินบริจาคถูกนำไปใช้ส่วนตัว

เมื่อถามถึงแนวทางป้องกันไม่ให้บุคคลภายในมูลนิธินำเงินบริจาคไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ปกรณ์ระบุว่า อาจต้องพิจารณาปรับปรุงระบบบัญชี โดยเข้าใจว่าสภาวิชาชีพบัญชีจะมีการหารือเพื่อวางมาตรฐานใหม่ โดยเฉพาะเรื่องการเปิดเผยข้อมูล

ปกรณ์กล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น ย่อมส่งผลให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี พร้อมยืนยันว่าขณะนี้อยู่ระหว่างหาแนวทางแก้ไขปัญหา

กรรมการมูลนิธิองค์กรทำดีลาออก มีผล 29 ต.ค. เปิดทางตรวจสอบข้อเท็จจริง

ขณะที่มูลนิธิองค์กรทำดี เผยแพร่หนังสือแจ้งความประสงค์ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการมูลนิธิฯ ของปรัชวิน บุญชุบ อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

เนื้อหาในหนังสือระบุว่า ปรัชวิน ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการมูลนิธิองค์กรทำดี ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อประธานกรรมการมูลนิธิฯ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเปิดทางให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างสุจริตและโปร่งใส

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์