ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่และยังไม่มีความแน่นอน ค่าของชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับรายได้ที่ประชาชนได้รับ และไม่รู้ว่าจะดีขึ้นเมื่อใดทำให้นักวิชาการเป็นห่วงว่าความเครียดของประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้น ไม่อยากจะให้เกิดการสูญเสีย เพราะไม่จบแค่นั้น แต่ปัญหาสังคมจะตามมาเรื่อยๆ ดังนั้นควรจะมีการเฝ้าระวังและบอกวิธีที่จะให้ประชาชนรับมือและแบกรับกับความเครียดได้ไม่มากก็น้อย

ศ.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์ นักส่งเสริมสุขภาพจิตและรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตาย กรรมการบริหารมูลนิธิสุขภาพจิต โรงพยาบาลสวนปรุง ให้ข้อมูลว่า จากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่มีความแน่นอนส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของประชาชน นำมาสู่ความเครียดและความวิตกกังวล ซึ่งถือว่าเป็นการเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ
ความทุกข์ใจ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามทั้งตัวเองและคนรอบข้าง และไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะบอกกล่าวคนรอบข้าง หรือไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เหมือนกับการที่เราป่วยทางด้านร่างกาย เราก็ต้องไปหาหมอเพื่อที่จะทำการรักษา เช่นเดียวกับทางด้านจิตใจที่มีแนวทางในการรักษาเพื่อให้บรรเทาความเครียด หากปล่อยไว้ก็อาจจะนำไปสู่ความเครียดสะสมและอาจจะถึงขั้นคิดทำร้ายตัวเองได้
— ศ.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์

กลุ่มคนที่น่าห่วงในช่วงนี้ก็คือคนที่มีปัญหาความเครียดสะสมอยู่แล้วและไม่มีที่ระบายก็จะเก็บความเครียดไว้กับตัวเอง และหากถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าปัญหาเข้ามาไม่หยุดและยังไม่สามารถแก้ไขได้จึงอาจจะนำไปสู่การฆ่าตัวตาย หากสุขภาพจิตที่เขาเป็นอยู่ในขณะนั้นเกินจะรับไหว สิ่งสำคัญคือคนรอบข้างที่คอยสังเกตพฤติกรรมและอาการ คอยถามไถ่กันอยู่เสมอว่าเป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุดให้คนที่เครียดได้ระบายให้ได้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
— ศ.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์
ส่วนการรับมือในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนมีแนวโน้มที่จะมีความเครียดเพิ่มมากขึ้นนั้น ศ.วุฒิพงศ์ บอกว่า อยากจะแนะนำให้มีการปรับความคิดใหม่ เช่นเรื่องของการประหยัดเงิน ให้มองหาข้อดีหรือโอกาสดีที่จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นในยุคสมัยนี้ที่ต้องประหยัด ก็จะเป็นการปรับพฤติกรรมในชีวิตให้ตระหนักรู้ถึงการประหยัด ลดสิ่งที่ฟุ่มเฟือย หากสถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติหรือเศรษฐกิจดีขึ้น ก็จะกลายเป็นข้อดีที่ทำให้เรารู้จักการบริหารจัดการการเงินในครอบครัวที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ส่วนปัญหาความเครียดอยากจะให้มองว่าหากแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุไม่ได้เพราะเป็นปัญหาระดับโลก ระดับประเทศ สิ่งที่แต่ละคนทำได้คือปรับเปลี่ยนความคิดและปรับเปลี่ยนชีวิตไปในทางที่ดี ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ปรับความคิด ปรับพฤติกรรม ไม่พร่ำบ่น เป็นกำลังใจให้กันและกัน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยหลักเหตุและผล หากจะแนะนำในการแก้ไขปัญหาก็ควรจะมีการพูดคุยหรือเสนอแนะด้วยเหตุผลพยายามใช้อารมณ์เป็นตัวรองเหตุผลให้ได้มากที่สุด เปิดใจรับฟังจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อที่จะได้ทำการตั้งสติและกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้นก็จะตามมา
— ศ.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์

สิ่งสำคัญคือความเข้าใจและความสบายใจ เมื่อผู้คนตกทุกข์ได้ยากเราก็จะมีเพื่อน เราก็ไม่ได้เจอปัญหาและโดดเดี่ยวอยู่ในโลกใบนี้ พยายามให้กำลังใจซึ่งกันและกัน อยู่ด้วยความเข้าใจสถานการณ์ดูแลกันไปและค่อยค่อยคิดปรับความความคิดให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
— ศ.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์
ศ.วุฒิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนภาครัฐควรจะมีการยกระดับและเพิ่มการอบรมเจ้าหน้าที่อย่าง อสม. ที่ถือว่ามีส่วนสำคัญมากในการสังเกตการณ์และให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับสุขภาพทั้งกายและใจของคนในชุมชน หลังจากนี้ต้องเพิ่มองค์ความรู้ในการสอบถามเกี่ยวกับเรื่องความเครียดเพื่อที่จะป้องกันการฆ่าตัวตายหรือความเครียดสะสมให้กับชาวบ้าน อย่างน้อยที่สุดให้ผู้ที่มีความเครียดได้รู้ และเข้าใจความคิด สุขภาพจิตของตัวเอง มีการพูดคุยเพื่อที่จะลดความเครียด จนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยเหตุและผลที่ดีขึ้น

ทีมข่าวได้ตระเวนพูดคุยกับชาวเชียงใหม่หลากหลายกลุ่มอาชีพ หนึ่งในนั้นคือ ‘คุณฝน’ แสดงความคิดเห็นว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน การใช้ชีวิต การใช้จ่ายปัจจุบันค่อนข้างจะลำบาก เพราะค่าแรงกับค่าครองชีพสวนทางกับจำนวนเงินที่เข้ามายังคงเท่าเดิมซึ่งสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ก็มีแนวโน้มว่ารายได้ที่เข้ามาจะลดลง เนื่องจากประชาชนต้องประหยัดเงินในกระเป๋า แต่ค่าครองชีพ ต้นทุนการค้าขายเพิ่มมากขึ้น จึงต้องมองหารายได้เสริม
หลังจากเลิกจากงานประจำ ต้องเปิดร้านอาหารบนช่องทางออนไลน์ ส่วนเรื่องความเครียด ในตอนนี้ยังไม่มี แต่ถ้าค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงจะมีความเครียดเพิ่มขึ้น อยากให้ภาครัฐหันมาสนใจเรื่องรายได้ขั้นต่ำ และออกนโยบายพร้อมกับดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนโดยเฉพาะคนรากหญ้า ถือว่าลำบากมาก
— ‘ฝน’ ชาวเชียงใหม่
ขณะที่ผู้ประกอบการร้านกาแฟ ‘สโลว์ลิฟวิ่ง-Slow Living Coffee’ ต.ช้างม่อย จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า เป็นผู้ประกอบการรายย่อยหน้าใหม่ที่เปิดบริการมาได้เพียง 6 เดือน ก่อนหน้านี้ที่เศรษฐกิจยังพอเดินหน้าได้ ไม่ได้ย่ำแย่เหมือนในปัจจุบัน ก็พอจะมีรายได้เข้ามาในช่วงไฮซีซั่นจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น เจอปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาฝุ่นควัน ทำให้รายได้หายไปมากกว่า 50% ทำให้ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
ปรับเวลาปิดร้านให้เร็วขึ้นเพื่อประหยัดค่าไฟ พยายามหาลูกค้าคนไทยมากขึ้น แต่ก็ทำได้ยากเนื่องจากส่วนใหญ่ต้องประหยัดเงิน จึงต้องรอลุ้นว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์ และช่วงไฮซีซั่นปัญหาจะคลี่คลายลงไปได้บ้างหรือไม่
— ผู้ประกอบการร้านกาแฟ ‘สโลว์ลิฟวิ่ง-Slow Living Coffee’

หากแสดงความเครียดเต็ม 10 ปัจจุบันอยู่ที่ 7 คะแนน เนื่องจากทางร้านพยายามปรับตัวและลดค่าใช้จ่ายเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ต้นทุนในการประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คงต้องพยายามกันต่อไป
— ผู้ประกอบการร้านกาแฟ ‘สโลว์ลิฟวิ่ง-Slow Living Coffee’
เจ้าของร้านกาแฟสโลว์ลิฟวิ่ง ยังบอกอีกว่า การจัดการความเครียดก็คงต้องปรับที่ความคิดยอมรับกับสภาพเศรษฐกิจและครองตัวให้อยู่รอด ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ก็คงไม่หยุดร้าน เพราะอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยว หวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้บริการ และคาดหวังว่าภาครัฐจะช่วยประคองค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ลดค่าของชีพของประชาชนได้มากที่สุด รวมทั้งออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งให้ไว

ส่วนอีกด้าน หนึ่งในแม่ค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ใน จ.เชียงใหม่ ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลมาเกือบ 20 ปี จากที่สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ในปัจจุบัน ตอนแรกก็คิดว่าจะขายได้น้อยลง แต่ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่า ยอดการขายไม่ได้ลดลง แต่กลับพบว่ามีลูกค้ามาซื้อมากยิ่งขึ้น
แต่ละคนไม่ได้ซื้อจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะซื้อเพียงแค่หนึ่งใบ มีคนมาซื้อหลากหลายช่วงวัยทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน จากการพูดคุยกับลูกค้า หลายคนก็รู้สึกเครียดกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ จึงอยากมีหวังเกี่ยวกับการเสี่ยงโชค แม้ว่าโอกาสในการที่ถูกรางวัลก็ไม่ง่าย แต่ถือเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งที่สามารถสร้างได้
— แม่ค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาล จ.เชียงใหม่

ลูกค้าหลายคนยังบอกด้วยว่า แม้จะไม่ถูกรางวัล แต่อย่างน้อยที่สุดก็ให้หลุดพ้นจากความเครียดชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี และหากว่าโชคดีถูกรางวัลไม่ว่าจะเป็นรางวัลน้อยหรือใหญ่ก็จะเป็นการแบ่งเบาภาระไปได้บ้าง ส่วนตัวคิดว่าในปัจจุบันนี้การแบ่งเบาความเครียด ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอะไรที่ทำได้เล็กๆน้อยๆ
— แม่ค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาล จ.เชียงใหม่
จังหวัดเชียงใหม่ เผชิญแนวโน้มผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในรอบ 3 ปี จากกว่า 16,000 ราย ในปี 2565 ล่าสุดเฉพาะผู้ป่วยโรคซึมเศร้า พุ่งแตะกว่า 40,000 ราย สะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ถาโถมประชาชน (โดยในปี 2565 มีผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดสะสมประมาณ 16,920 ราย ข้อมูลล่าสุดปี 2568 เฉพาะกลุ่มโรคซึมเศร้า พบสูงถึง 40,377 ราย)

ขณะที่กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างความสุขเครียดได้คลี่คลาย เช่นในกลุ่มวัยทำงาน บางครั้งภาระหน้าที่ก็อาจทำให้เผลอลืมดูแลใจ แนะนำว่า ลองหยุดพักและสำรวจตัวเองเพราะความสุขเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้ และความเครียดก็จัดการให้เบาลงได้ด้วยการ “สำรวจสัญญาณเตือนความเครียด” ลองตรวจสอบดูว่าช่วงนี้ส่งสัญญาณอะไรออกมาบ้าง เช่น
- ทางร่างกาย : ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ใจสั่น เหงื่อออก มือ-เท้าเย็น ป่วยง่าย
- ทางจิตใจ : วิตกกังวล คิดมาก ไม่มีสมาธิ หงุดหงิด เบื่อ ซึมเศร้า เหงา สิ้นหวัง
- ทางพฤติกรรม : สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ใช้สารเสพติด จู้จี้ ขัดแย้งกับคนรอบตัว ดึงผม กัดเล็บ เก็บตัว

ปรับแนวทางฝึกคิดบวกและมองโลกในแง่ดี การคิดบวกไม่ใช่การมองโลกสวย แต่คือการปรับมุมมองเพื่อจัดการอารมณ์และหาทางออกอย่างเหมาะสมคิดอย่างมีเหตุผล
มองสิ่งต่างๆ ด้วยใจเป็นกลาง ทันอารมณ์และความคิด ฝึกสังเกตตัวเองเพื่อไม่ให้เผลอปรุงแต่งความคิดลบ คิดมุมกลับ คิดหลายมุม ลองมองจากมุมของคนอื่นและเปิดใจมองรอบด้าน คิดแง่ดี มองหาสิ่งดีๆ ที่มีอยู่เพื่อสร้างกำลังใจ คิดให้เป็นประโยชน์ มองปัญหาเป็นบทเรียนเพื่อการเติบโต คิดอย่างมีเมตตา ให้อภัยตัวเองและผู้อื่น อยู่กับปัจจุบัน ไม่ยึดติดอดีตหรือกังวลอนาคต
หากรู้สึกว่าเริ่มรับมือไม่ไหว อย่าเก็บไว้คนเดียว สามารถประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นหรือขอคำแนะนำได้จากการพูดคุยกับคนที่ไว้วางใจ ครอบครัว เพื่อน หัวหน้างานหรือ หน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือสายด่วนสุขภาพจิต โทร.1323




