เศรษฐกิจแย่–คนเครียดพุ่ง! ค่าครองชีพ ‘เชียงใหม่’ เริ่มน่าห่วง ผู้ป่วยซึมเศร้าทะลุ 4 หมื่นราย

15 เม.ย. 2569 - 09:01

  • ค่าครองชีพพุ่ง กดดันคนเชียงใหม่เครียดสะสม ขณะที่ยอดซื้อลอตเตอรี่เพิ่ม เหตุคนหวังใช้เสี่ยงโชค

  • ผู้ประกอบการรายย่อยรายได้หายกว่า 50% หลายคนต้องหารายได้เสริมหลังเลิกงาน

  • นักวิชาการเตือน หากไม่เร่งดูแลอาจลุกลามเป็นปัญหาครอบครัวและการสูญเสียในสังคม

เศรษฐกิจแย่–คนเครียดพุ่ง! ค่าครองชีพ ‘เชียงใหม่’ เริ่มน่าห่วง ผู้ป่วยซึมเศร้าทะลุ 4 หมื่นราย

ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่และยังไม่มีความแน่นอน ค่าของชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับรายได้ที่ประชาชนได้รับ และไม่รู้ว่าจะดีขึ้นเมื่อใดทำให้นักวิชาการเป็นห่วงว่าความเครียดของประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้น ไม่อยากจะให้เกิดการสูญเสีย เพราะไม่จบแค่นั้น แต่ปัญหาสังคมจะตามมาเรื่อยๆ ดังนั้นควรจะมีการเฝ้าระวังและบอกวิธีที่จะให้ประชาชนรับมือและแบกรับกับความเครียดได้ไม่มากก็น้อย

chiang-mai-residents-face-rising-cost-of-living-and-stress-SPACEBAR-Photo02.jpg

ศ.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์ นักส่งเสริมสุขภาพจิตและรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตาย กรรมการบริหารมูลนิธิสุขภาพจิต โรงพยาบาลสวนปรุง ให้ข้อมูลว่า จากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่มีความแน่นอนส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของประชาชน นำมาสู่ความเครียดและความวิตกกังวล ซึ่งถือว่าเป็นการเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

ความทุกข์ใจ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามทั้งตัวเองและคนรอบข้าง และไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะบอกกล่าวคนรอบข้าง หรือไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เหมือนกับการที่เราป่วยทางด้านร่างกาย เราก็ต้องไปหาหมอเพื่อที่จะทำการรักษา เช่นเดียวกับทางด้านจิตใจที่มีแนวทางในการรักษาเพื่อให้บรรเทาความเครียด หากปล่อยไว้ก็อาจจะนำไปสู่ความเครียดสะสมและอาจจะถึงขั้นคิดทำร้ายตัวเองได้

ศ.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์

ศ.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์ นักส่งเสริมสุขภาพจิตและรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตาย กรรมการบริหารมูลนิธิสุขภาพจิต รพ.สวนปรุง
ศ.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์ นักส่งเสริมสุขภาพจิตและรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตาย กรรมการบริหารมูลนิธิสุขภาพจิต รพ.สวนปรุง

กลุ่มคนที่น่าห่วงในช่วงนี้ก็คือคนที่มีปัญหาความเครียดสะสมอยู่แล้วและไม่มีที่ระบายก็จะเก็บความเครียดไว้กับตัวเอง และหากถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าปัญหาเข้ามาไม่หยุดและยังไม่สามารถแก้ไขได้จึงอาจจะนำไปสู่การฆ่าตัวตาย หากสุขภาพจิตที่เขาเป็นอยู่ในขณะนั้นเกินจะรับไหว สิ่งสำคัญคือคนรอบข้างที่คอยสังเกตพฤติกรรมและอาการ คอยถามไถ่กันอยู่เสมอว่าเป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุดให้คนที่เครียดได้ระบายให้ได้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

ศ.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์

ส่วนการรับมือในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนมีแนวโน้มที่จะมีความเครียดเพิ่มมากขึ้นนั้น ศ.วุฒิพงศ์ บอกว่า อยากจะแนะนำให้มีการปรับความคิดใหม่ เช่นเรื่องของการประหยัดเงิน ให้มองหาข้อดีหรือโอกาสดีที่จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นในยุคสมัยนี้ที่ต้องประหยัด ก็จะเป็นการปรับพฤติกรรมในชีวิตให้ตระหนักรู้ถึงการประหยัด ลดสิ่งที่ฟุ่มเฟือย หากสถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติหรือเศรษฐกิจดีขึ้น ก็จะกลายเป็นข้อดีที่ทำให้เรารู้จักการบริหารจัดการการเงินในครอบครัวที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ส่วนปัญหาความเครียดอยากจะให้มองว่าหากแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุไม่ได้เพราะเป็นปัญหาระดับโลก ระดับประเทศ สิ่งที่แต่ละคนทำได้คือปรับเปลี่ยนความคิดและปรับเปลี่ยนชีวิตไปในทางที่ดี ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ปรับความคิด ปรับพฤติกรรม ไม่พร่ำบ่น เป็นกำลังใจให้กันและกัน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยหลักเหตุและผล หากจะแนะนำในการแก้ไขปัญหาก็ควรจะมีการพูดคุยหรือเสนอแนะด้วยเหตุผลพยายามใช้อารมณ์เป็นตัวรองเหตุผลให้ได้มากที่สุด เปิดใจรับฟังจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อที่จะได้ทำการตั้งสติและกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้นก็จะตามมา

ศ.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์

chiang-mai-residents-face-rising-cost-of-living-and-stress-SPACEBAR-Photo01.jpg

สิ่งสำคัญคือความเข้าใจและความสบายใจ เมื่อผู้คนตกทุกข์ได้ยากเราก็จะมีเพื่อน เราก็ไม่ได้เจอปัญหาและโดดเดี่ยวอยู่ในโลกใบนี้ พยายามให้กำลังใจซึ่งกันและกัน อยู่ด้วยความเข้าใจสถานการณ์ดูแลกันไปและค่อยค่อยคิดปรับความความคิดให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน

ศ.วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์

ศ.วุฒิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนภาครัฐควรจะมีการยกระดับและเพิ่มการอบรมเจ้าหน้าที่อย่าง อสม. ที่ถือว่ามีส่วนสำคัญมากในการสังเกตการณ์และให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับสุขภาพทั้งกายและใจของคนในชุมชน หลังจากนี้ต้องเพิ่มองค์ความรู้ในการสอบถามเกี่ยวกับเรื่องความเครียดเพื่อที่จะป้องกันการฆ่าตัวตายหรือความเครียดสะสมให้กับชาวบ้าน อย่างน้อยที่สุดให้ผู้ที่มีความเครียดได้รู้ และเข้าใจความคิด สุขภาพจิตของตัวเอง มีการพูดคุยเพื่อที่จะลดความเครียด จนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยเหตุและผลที่ดีขึ้น

chiang-mai-residents-face-rising-cost-of-living-and-stress-SPACEBAR-Photo07-1.jpg

ทีมข่าวได้ตระเวนพูดคุยกับชาวเชียงใหม่หลากหลายกลุ่มอาชีพ หนึ่งในนั้นคือ ‘คุณฝน’ แสดงความคิดเห็นว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน การใช้ชีวิต การใช้จ่ายปัจจุบันค่อนข้างจะลำบาก เพราะค่าแรงกับค่าครองชีพสวนทางกับจำนวนเงินที่เข้ามายังคงเท่าเดิมซึ่งสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ก็มีแนวโน้มว่ารายได้ที่เข้ามาจะลดลง เนื่องจากประชาชนต้องประหยัดเงินในกระเป๋า แต่ค่าครองชีพ ต้นทุนการค้าขายเพิ่มมากขึ้น จึงต้องมองหารายได้เสริม 

หลังจากเลิกจากงานประจำ ต้องเปิดร้านอาหารบนช่องทางออนไลน์ ส่วนเรื่องความเครียด ในตอนนี้ยังไม่มี แต่ถ้าค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงจะมีความเครียดเพิ่มขึ้น อยากให้ภาครัฐหันมาสนใจเรื่องรายได้ขั้นต่ำ และออกนโยบายพร้อมกับดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนโดยเฉพาะคนรากหญ้า ถือว่าลำบากมาก

‘ฝน’ ชาวเชียงใหม่

ขณะที่ผู้ประกอบการร้านกาแฟ ‘สโลว์ลิฟวิ่ง-Slow Living Coffee’ ต.ช้างม่อย จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า เป็นผู้ประกอบการรายย่อยหน้าใหม่ที่เปิดบริการมาได้เพียง 6 เดือน ก่อนหน้านี้ที่เศรษฐกิจยังพอเดินหน้าได้ ไม่ได้ย่ำแย่เหมือนในปัจจุบัน ก็พอจะมีรายได้เข้ามาในช่วงไฮซีซั่นจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น เจอปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาฝุ่นควัน ทำให้รายได้หายไปมากกว่า 50% ทำให้ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด 

ปรับเวลาปิดร้านให้เร็วขึ้นเพื่อประหยัดค่าไฟ พยายามหาลูกค้าคนไทยมากขึ้น แต่ก็ทำได้ยากเนื่องจากส่วนใหญ่ต้องประหยัดเงิน จึงต้องรอลุ้นว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์ และช่วงไฮซีซั่นปัญหาจะคลี่คลายลงไปได้บ้างหรือไม่

ผู้ประกอบการร้านกาแฟ ‘สโลว์ลิฟวิ่ง-Slow Living Coffee’

chiang-mai-residents-face-rising-cost-of-living-and-stress-SPACEBAR-Photo V01.jpg

หากแสดงความเครียดเต็ม 10 ปัจจุบันอยู่ที่ 7 คะแนน เนื่องจากทางร้านพยายามปรับตัวและลดค่าใช้จ่ายเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ต้นทุนในการประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คงต้องพยายามกันต่อไป

ผู้ประกอบการร้านกาแฟ ‘สโลว์ลิฟวิ่ง-Slow Living Coffee’

เจ้าของร้านกาแฟสโลว์ลิฟวิ่ง ยังบอกอีกว่า การจัดการความเครียดก็คงต้องปรับที่ความคิดยอมรับกับสภาพเศรษฐกิจและครองตัวให้อยู่รอด ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ก็คงไม่หยุดร้าน เพราะอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยว หวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้บริการ และคาดหวังว่าภาครัฐจะช่วยประคองค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ลดค่าของชีพของประชาชนได้มากที่สุด รวมทั้งออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งให้ไว

chiang-mai-residents-face-rising-cost-of-living-and-stress-SPACEBAR-Photo10.jpg

ส่วนอีกด้าน หนึ่งในแม่ค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ใน จ.เชียงใหม่ ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลมาเกือบ 20 ปี จากที่สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ในปัจจุบัน ตอนแรกก็คิดว่าจะขายได้น้อยลง แต่ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่า ยอดการขายไม่ได้ลดลง แต่กลับพบว่ามีลูกค้ามาซื้อมากยิ่งขึ้น 

แต่ละคนไม่ได้ซื้อจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะซื้อเพียงแค่หนึ่งใบ มีคนมาซื้อหลากหลายช่วงวัยทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน จากการพูดคุยกับลูกค้า หลายคนก็รู้สึกเครียดกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ จึงอยากมีหวังเกี่ยวกับการเสี่ยงโชค แม้ว่าโอกาสในการที่ถูกรางวัลก็ไม่ง่าย แต่ถือเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งที่สามารถสร้างได้

แม่ค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาล จ.เชียงใหม่

chiang-mai-residents-face-rising-cost-of-living-and-stress-SPACEBAR-Photo04.jpg

ลูกค้าหลายคนยังบอกด้วยว่า แม้จะไม่ถูกรางวัล แต่อย่างน้อยที่สุดก็ให้หลุดพ้นจากความเครียดชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี และหากว่าโชคดีถูกรางวัลไม่ว่าจะเป็นรางวัลน้อยหรือใหญ่ก็จะเป็นการแบ่งเบาภาระไปได้บ้าง ส่วนตัวคิดว่าในปัจจุบันนี้การแบ่งเบาความเครียด ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอะไรที่ทำได้เล็กๆน้อยๆ

แม่ค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาล จ.เชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่ เผชิญแนวโน้มผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในรอบ 3 ปี จากกว่า 16,000 ราย ในปี 2565 ล่าสุดเฉพาะผู้ป่วยโรคซึมเศร้า พุ่งแตะกว่า 40,000 ราย สะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ถาโถมประชาชน (โดยในปี 2565 มีผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดสะสมประมาณ 16,920 ราย ข้อมูลล่าสุดปี 2568 เฉพาะกลุ่มโรคซึมเศร้า พบสูงถึง 40,377 ราย)

chiang-mai-residents-face-rising-cost-of-living-and-stress-SPACEBAR-Photo09-1.jpg

ขณะที่กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างความสุขเครียดได้คลี่คลาย เช่นในกลุ่มวัยทำงาน บางครั้งภาระหน้าที่ก็อาจทำให้เผลอลืมดูแลใจ แนะนำว่า ลองหยุดพักและสำรวจตัวเองเพราะความสุขเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้ และความเครียดก็จัดการให้เบาลงได้ด้วยการ “สำรวจสัญญาณเตือนความเครียด” ลองตรวจสอบดูว่าช่วงนี้ส่งสัญญาณอะไรออกมาบ้าง เช่น

  • ทางร่างกาย : ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ใจสั่น เหงื่อออก มือ-เท้าเย็น ป่วยง่าย
  • ทางจิตใจ : วิตกกังวล คิดมาก ไม่มีสมาธิ หงุดหงิด เบื่อ ซึมเศร้า เหงา สิ้นหวัง
  • ทางพฤติกรรม : สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ใช้สารเสพติด จู้จี้ ขัดแย้งกับคนรอบตัว ดึงผม กัดเล็บ เก็บตัว
chiang-mai-residents-face-rising-cost-of-living-and-stress-SPACEBAR-Photo06.jpg

ปรับแนวทางฝึกคิดบวกและมองโลกในแง่ดี การคิดบวกไม่ใช่การมองโลกสวย แต่คือการปรับมุมมองเพื่อจัดการอารมณ์และหาทางออกอย่างเหมาะสมคิดอย่างมีเหตุผล 

มองสิ่งต่างๆ ด้วยใจเป็นกลาง ทันอารมณ์และความคิด ฝึกสังเกตตัวเองเพื่อไม่ให้เผลอปรุงแต่งความคิดลบ คิดมุมกลับ คิดหลายมุม ลองมองจากมุมของคนอื่นและเปิดใจมองรอบด้าน คิดแง่ดี มองหาสิ่งดีๆ ที่มีอยู่เพื่อสร้างกำลังใจ คิดให้เป็นประโยชน์ มองปัญหาเป็นบทเรียนเพื่อการเติบโต คิดอย่างมีเมตตา ให้อภัยตัวเองและผู้อื่น อยู่กับปัจจุบัน ไม่ยึดติดอดีตหรือกังวลอนาคต

หากรู้สึกว่าเริ่มรับมือไม่ไหว อย่าเก็บไว้คนเดียว สามารถประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นหรือขอคำแนะนำได้จากการพูดคุยกับคนที่ไว้วางใจ ครอบครัว เพื่อน หัวหน้างานหรือ หน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือสายด่วนสุขภาพจิต โทร.1323

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์