ชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทนครชัย 21 กล่าวว่า บริษัทนครชัย 21 หรือนครชัยทัวร์ มีการเดินรถทั้งหมด 5 เส้นทาง ใช้น้ำมันเฉลี่ยวันละ 1.5 หมื่นลิตร จากราคาเดิมลิตรละ 30 บาท วันนี้ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 50 บาท เหมือนเงินไหลออกไปวันละ 1.5 แสนบาท ถ้าราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ ทางบริษัทก็ต้องปรับตัว อาจจะต้องมีการปรับลดเที่ยววิ่งบางเส้นทาง และปรับลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์

ชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยกับบรรดาผู้ประกอบการด้วยกัน ถ้าวิกฤตราคาน้ำมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็จะนำไปสู่การหยุดวิ่ง แต่ยอมรับว่าภาครัฐก็มีความพยายามหามาตรการช่วยเหลือในระดับหนึ่ง เช่น การขึ้นอัตราราคาค่าโดยสาร 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร แต่ว่าการปรับขึ้นในวันที่ 6 เมษายนนี้ เป็นการขึ้นราคาค่าโดยสารช่วงที่ราคาน้ำมันยังไม่ถึง 50 บาท เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นอีก เท่ากับว่าค่าโดยสารที่ปรับขึ้นไม่ได้ครอบคลุมต้นทุน
“เราได้รับอนุมัติการปรับอัตราค่าโดยสารในวันที่ 6 เมษายนนี้ แต่ความจริงเราแบกรับภาระค่าน้ำมันมาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว พอจะได้ปรับขึ้นค่าโดยสาร ราคาน้ำมันขึ้นแซงไปอีกแล้ว ผู้ประกอบการที่สายป่านสั้นๆ มีกระแสเงินสดน้อยลำบากทุกราย”
“ถ้าถามว่าสถานการณ์ของผู้ประกอบการในการวิ่งรถเป็นอย่างไรบ้าง ก็ต้องบอกว่า การวิ่งรถต่อเที่ยวยังขาดทุน และสถานการณ์น้ำมันไม่แน่นอน และไม่รู้ว่าจากวันนี้ไปจนถึงสงกรานต์จะขึ้นอีกเท่าไหร่ ราคาน้ำมันตรงนั้นจะเป็นตัวชี้ว่าจำนวนรถที่ผู้ประกอบการจะออกวิ่งให้บริการจะลดลงมากน้อยแค่ไหน แต่คงไม่ถึงขั้นหยุดวิ่ง เพราะระเบียบของกรมขนส่งทางบก มีระเบียบเที่ยววิ่งขั้นต่ำอยู่แล้วว่าเท่าไหร่ อยู่ดีๆ ผู้ประกอบการจะหยุดเลยไม่ได้ ถ้าวิกฤติสุดอาจจะต้องลดเที่ยวไปจนถึงขั้นต่ำ” ชัยวัฒน์ กล่าว
ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการเสนอว่ารัฐบาลควรมีมาตรการทุกระยะ ตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพราะราคาน้ำมันปรับขึ้นเรื่อยๆ ทางผู้ประกอบการต้องการเห็นมาตรการต่อไปของรัฐบาลว่า นอกจากการขึ้นค่าโดยสารในวันที่ 6 เมษายนนี้แล้ว จะมีมาตรการอื่นอีกหรือไม่
“อยากให้วางกรอบกติกา หรือมีมติอะไรบางอย่างล่วงหน้าไปเลย เพราะถ้าหากไม่มีมาตรการอื่นๆ เลย ทั้งที่รู้ว่าราคาน้ำมันขึ้นไม่หยุด จะเกิดปัญหาในอนาคตอยู่ดี คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องน่าจะประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ส่วนการแก้ปัญหาส่วนหนึ่งก็ต้องอุดหนุนผู้ประกอบการ เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการเดินต่อไปได้ และทำให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องเป็นการอุดหนุนที่รวดเร็วด้วย”

ขณะที่ อรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ออกมาเปิดเผย 4 มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ จากผลกระทบวิกฤติน้ำมันแพง
โดยมาตราการที่ 1.“ตรึงราคาค่าโดยสาร” กระทรวงคมนาคม ขอให้รถสาธารณะ (รถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ) ตรึงราคาค่าโดยสารในราคาเดิมไปก่อน ตั้งแต่วันที่ 6 – 19 เมษายน 2569 โดยกรมการขนส่งทางบก จะนำเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มาชดเชยส่วนต่างให้ ซึ่ง บขส.ประมาณการณ์ตัวเลขที่จะขอชดเชยอยู่ที่ 70 ล้านบาท หลังจากนั้นค่าโดยสารจะปรับขึ้นตามมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง
2. รถมินิบัส และรถตู้ เตรียมปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตราใหม่ 2 บาท ต่อ 100 กิโลเมตร ตามมติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางกำหนด ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
3. บขส. ได้หารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพื่อจัดเตรียมสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้โดยเฉพาะในแนวเส้นทางที่รถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ วิ่งให้บริการ ตั้งแต่ต้นทางและปลายทาง
4. บขส. มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถร่วมฯ ตามการเดินรถจริง ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 เมษายน 2569 และ ในวันที่ 6 – 19 เมษายน 2569 รถร่วมฯ ที่มีเที่ยววิ่งเสริมจะชดเชยราคาเที่ยววิ่งปกติ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ สามารถให้เดินรถไปต่อได้และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
ทั้งนี้ บขส. คาดว่าระหว่างวันที่ 9 – 19 เมษายน 2569 รวม 10 วัน จะมีผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มขึ้นจากเทศกาลสงกรานต์ 2568 ประมาณ 10% โดยเที่ยวไปวันที่ 9 – 12 เมษายน 2569 คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางวันละ 160,000 – 180,000 คน ส่วนเที่ยวกลับวันที่ 16 – 19 เมษายน 2569 คาดว่ามีผู้โดยสารเดินทางวันละ 120,000 คน
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ บขส. จะคาดการณ์ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนามากกว่าปี 2568 ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่คนอาจจะงดเดินทางท่องเที่ยว ด้วยปัจจัยด้านเศรษฐกิจและราคาน้ำมัน โดยเฉพาะที่ จ.ขอนแก่น มีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อคือถนนข้าวเหนียว ที่จะมีนักท่องเที่ยวมาเล่นคลื่นมนุษย์กันนับแสนคน มีการจองโรงแรมเต็มทุกปี แต่ในปีนี้พบว่า ยอดจองห้องพักโรงแรมลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

ภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เทศกาลสงกรานต์ปีนี้คงไม่คึกคักเหมือนกับทุกปี ด้วยสภาพราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่อง และส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วประเทศ
“โดยปกติเทศกาลสงกรานต์จังหวัดขอนแก่น มีเงินสะพัดทั้งจังหวัดกว่า 1,200 ล้านบาท แต่ปีนี้เงินอาจจะสะพัดน้อยลง แต่การท่องเที่ยวมาเล่นน้ำสงกรานต์บริเวณถนนข้าวเหนียว และบริเวณใกล้เคียงโดยรอบเชื่อว่าจะมีความคึกคักอยู่เหมือนเดิม เพราะมีวัยรุ่นเที่ยวกันเองส่วนใหญ่เป็นคนขอนแก่น แต่ถ้าเทียบกับปีก่อนๆ อาจจะคึกคัก แต่คงไม่ถึงขั้นหายไปเลย ที่ห่วงคือผู้ประกอบการโรงแรมที่ได้รับผลกระทบ”

ภพพล มองว่า วันนี้คือวิกฤตพลังงาน เป็นวิกฤตของประชาชนโดยตรง ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหนักแทบทุกประเภท เพราะต้องใช้น้ำมันเป็นตัวขับเคลื่อน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สร้างถนน อุตสาหกรรมขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นหลักกระทบหมด เมื่อน้ำมันขึ้นราคาทุกอย่างก็พาเหรดขึ้นตามไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเหล็กเส้น ปูน ยางมะตอย หรือแม้แต่สิ่งของเครื่องใช้อุปโภค บริโภค
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ในระยะสั้นต้องประหยัดการใช้น้ำมัน และพยายามหาพลังงานแทดทน พลังงานสะอาด โดยสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น มีการทำโครงการ Khonkaen Eco System ขอนแก่นอีโคซิสเต็ม มีการทำเอ็มโอยูทั้งจังหวัด ทั้งภาคส่วนอุตสาหกรรม หอการค้า 8 องค์กรเศรษฐกิจ พยายามทำให้สภาพแวดล้อมที่ดี และลดการใช้พลังงานน้ำมันให้น้อยลง






