เก็บ ‘เห็ดเผาะ’ สร้างรายได้ชุมชน กับปัญหามลพิษฝุ่น PM 2.5

15 มี.ค. 2569 - 08:00

  • ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในเชียงใหม่ช่วงนี้ยังคงวิกฤต แม้รัฐจะประกาศห้ามเผาอย่างเด็ดขาด แต่การลักลอบเผาป่าเพื่อกระตุ้นการเกิดของ “เห็ดเผาะ” และการล่าสัตว์ยังเป็นปัจจัยหลักที่ควบคุมยาก

  • เนื่องจากความเชื่อดั้งเดิมและมูลค่าทางเศรษฐกิจของป่าที่สูง ชาวบ้านบางส่วนยังเชื่อว่าการเผาผิวดินจะช่วยให้เห็ดเผาะออกง่ายและหาได้ง่ายขึ้นในช่วงต้นฤดูฝน

  • ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะสภาพอากาศนิ่งและลมสงบในเชียงใหม่ ทำให้ฝุ่นจากการเผาทั้งในพื้นที่และเพื่อนบ้านสะสมตัว ไม่ระบายออกไปไหน แม้จะมีบทลงโทษหนักและรางวัลนำจับ แต่การติดตามตัวผู้กระทำผิดในเขตป่าลึกทำได้ยากมาก

เก็บ ‘เห็ดเผาะ’ สร้างรายได้ชุมชน กับปัญหามลพิษฝุ่น PM 2.5

ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ภาคเหนือ ยังมีฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานนานติดต่อกันหลายวันสาเหตุหลักยังคงมาจากการเกิดไฟในพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะป่าเต็งรังใบไม้แห้งเริ่มผลัดใบ อีกทั้งยังคงมีการลักลอบเข้าไปเผาป่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุหลักยังคงมาจากเรื่องของการหาของป่าและล่าสัตว์

ก่อนจะถึงช่วงต้นฤดูฝนเป็นช่วงที่ “เห็ดเผาะ” จะออกสู่ตลาด ราคาขายสูงถึงกิโลกรัมละ 700-800 บาท ซึ่งถือว่าเป็นรายได้หลักของชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบบริเวณป่า โดยเห็ดเผาะทางเหนือส่วนใหญ่เกิดเองในป่าเต็งรัง ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อว่าหากเผาป่าจะทำให้เห็ดเผาะนั้นขึ้นดี

Burning-forests-to-collect-wild-mushrooms-for-income-causes-SPACEBAR-Photo01.jpg
Burning-forests-to-collect-wild-mushrooms-for-income-causes-SPACEBAR-Photo07.jpg

สวิง มูลใจ ชาวบ้านหมู่ 1 ตำบลก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน กล่าวว่า ไฟในพื้นที่ป่าที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนตัวมองว่า 50% มีคนเข้าไปจุด โดยเฉพาะในพื้นที่มีเห็ดเผาะขึ้นทุกปี นอกจากนี้อาจเป็นไฟที่ไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเรื่องของการสูบบุหรี่ แต่ไฟที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาตินั้นไม่มี ซึ่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบบริเวณป่านั้นก็จะมีอาชีพเก็บของป่าโดยเฉพาะเห็ดเผาะ ถ้าปีไหนมีปริมาณมากแต่ละครอบครัวก็จะได้เงินหลักหมื่นขึ้นไป ในช่วงระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือนที่เห็ดเผาะออก หลังจากนั้นก็ว่างเว้นแต่ละครอบครัวก็จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม

“และในความเชื่อของชาวบ้านที่บอกว่า หากป่าถูกเผานั้นเห็ดเผาะจะขึ้นดี ส่วนตัวก็มีความเชื่อแบบนั้นเช่นกันเพราะเคยลองแล้ว เพราะหากพื้นที่บริเวณที่เคยเก็บเห็ด ไฟไหม้ช่วงเดือนเมษายน จะไม่มีเห็ดเผาะเลย  ถ้าหากมีไฟช่วงเดือนมีนาคม ป่าตรงไหนไหม้ ก็จะมีเห็ดออก ซึ่งปัจจุบันการแก้ปัญหาชาวบ้านก็ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยาน โดยการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ที่มีเห็ดออก ซึ่งเห็นด้วยกับแนวคิดการแบ่งพื้นที่บริหารจัดการอย่างเป็นระบบเท่าที่จำเป็น เพราะยังคงมีรายได้ควบคู่กับการร่วมดูแลป่าได้”

Burning-forests-to-collect-wild-mushrooms-for-income-causes-SPACEBAR-Photo02.jpg

ด้าน อดิศักดิ์ หน่อแก้ว หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่ปิง มองว่า ที่ผ่านมาถือเป็นความเชื่อ และทัศนคติของชาวบ้าน ที่เคยได้ประโยชน์จากการหาของป่าโดยเฉพาะเห็ดเผาะ ว่ามีความจำเป็นต้องเผา แต่พอในช่วง 2-3 ปีผ่านมา ทางอุทยานร่วมกับชาวบ้านดูแลพื้นที่ป่าไม่ให้เกิดไฟ ก็ทำให้ “เห็ดเผาะ” ไม่ขึ้น มีเพียงเฉพาะเห็ดใบเท่านั้น ทำให้ปีนี้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีนโยบายในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าได้

Burning-forests-to-collect-wild-mushrooms-for-income-causes-SPACEBAR-Photo09-1.jpg

“เราจึงมีการกำหนดพื้นที่ตามมาตรา 65 เป็นพื้นที่ที่ ชาวบ้านสามารถเก็บของป่าที่สามารถเกิดใหม่ทดแทนได้ในพื้นที่ จึงมีการร่วมมือกับชาวบ้านบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่นี้ได้ เพื่อชี้ชัดให้ชาวบ้านเห็นได้ว่า เผากับไม่เผาแตกต่างกันอย่างไร แต่การบริหารจัดการเชื้อเพลิงจะต้องทำอย่างเป็นระบบและขออนุญาตจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ทุกครั้ง ไปทำเป็นรายแปลงขนาดเล็กไม่ให้ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางการลดความตึงเครียดระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่า “เผากับไม่เผา” มีความแตกต่างกันอย่างไร”

Burning-forests-to-collect-wild-mushrooms-for-income-causes-SPACEBAR-Photo03.jpg

สันต์ชัย มุกดา หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเห็ดป่าแม่โจ้ คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า ในอดีตมีความเชื่อที่ว่าการเผาหน้าดินในป่าเต็งรัง จะทำให้เห็ดเผาะขึ้นดีในป่าธรรมชาติ จากงานวิจัยพบว่า การเผาหน้าดินนั้นนอกจากไม่ได้เพิ่มปริมาณเห็ดเผาะในธรรมชาติแล้ว ยังทำลายสปอร์เห็ดที่อยู่บริเวณผิวดิน ส่งผลให้เห็ดเผาะในฤดูกาลถัดไปลดจำนวนลงด้วย การเผาหน้าดินจึงเป็นเพียง วิธีที่ทำให้สะดวกต่อการเก็บเห็ดเท่านั้น ไม่มีผลต่อการงอกของเห็ดเผาะ

Burning-forests-to-collect-wild-mushrooms-for-income-causes-SPACEBAR-Photo08.jpg

สันต์ชัย กล่าวต่อว่าปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่โจ้สามารถเพาะเห็ดเผาะได้ โดยที่ไม่มีความจำเป็นต้องเผา เพื่อลดปัญหาไฟป่า ฝุ่นควันและฝุ่นควันละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือป้องกันและแก้ไขปัญหา เนื่องจากส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อด้านเศรษฐกิจ ต่อสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อมในภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่

ที่ผ่านมาได้มีการฝึกอบรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าฝุ่นควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อย่างมีส่วนร่วมภายใต้บริบทพื้นที่ โดยการอบรมให้ความรู้ด้านการเพาะเห็ดชนิดต่างๆ แบบครบวงจรโดยเฉพาะเห็ดเผาะหรือเห็ดถอบ ซึ่งในสมัยก่อนเห็ดถอบยังไม่สามารถที่จะนำมาเพาะเชื้อปลูกได้เหมือนเห็ดทั่วไปทำให้มีราคาแพง คนในพื้นที่ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าถ้าเผาป่าจะทำให้เห็ดเกิดขึ้นเยอะและจะมองเห็นง่ายซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด

“ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สามารถเพาะเห็ดเผาะได้สำเร็จตั้งแต่ปี 2562 ในโครงการ เห็ดป่าคืนถิ่น สร้างป่า สร้างรายได้ สลายฝุ่น ได้เห็ดเผาะคุณภาพ มีรสชาติดี มีขนาดเม็ดใหญ่กว่าเห็ดเผาะในป่าธรรมชาติทั่วไป และได้มีการจัดอบรมให้ความรู้กับประชาชนและหน่วยงานองค์กรที่สนใจ ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร ลดการเผา ลดฝุ่นควัน ส่งเสริมการดูแลรักษาป่าและรักษาทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน” สันต์ชัย กล่าว

Burning-forests-to-collect-wild-mushrooms-for-income-causes-SPACEBAR-Photo05-1.jpg

สำหรับเห็ดเผาะ เป็นเห็ดที่ขึ้นอยู่ตามป่าในอุณหภูมิพื้นที่ป่าชื้น โดยจะพบเห็ดเผาะได้ในช่วงต้นฤดูฝนช่วง เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมเท่านั้น 1 ปี ได้กินครั้งเดียว ถือเป็นหนึ่งในวัตถุดิบ ที่คนทางภาคเหนือนิยมรับประทานเป็นอย่างมากเพราะประกอบอาหารได้หลายเมนูและมีราคาสูงมากถือเป็นพืชเศรษฐกิจในช่วงต้นฤดูฝนที่สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับประชาชนแต่แฝงไปด้วยภัยคุกคามอย่างการลักลอบเผาป่าเกิดฝุ่น PM 2.5 ตามมาเช่นกัน

Burning-forests-to-collect-wild-mushrooms-for-income-causes-SPACEBAR-Photo06.jpg
Burning-forests-to-collect-wild-mushrooms-for-income-causes-SPACEBAR-Photo04.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์