ในวันที่น้ำกำลังขึ้นคนที่ติดอยู่ในบ้านอาจไม่ได้สนใจว่าคนที่กำลังพายเรือเข้ามาช่วยมาจากมูลนิธิไหน เป็นกู้ภัยเจ้าถิ่นหรือทีมจากต่างจังหวัด เพราะสำหรับคนที่กำลังรอความช่วยเหลือ คำถามอาจมีเพียงว่า “เมื่อไหร่จะมีคนมาถึง?”
ดราม่าระหว่าง บุ๋ม ปนัดดา และทีมกู้ภัยในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จากกรณีการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคนทำงานสองฝ่าย แต่กำลังชวนตั้งคำถามว่าในวันที่ประชาชนกำลังเผชิญภัยพิบัติเส้นแบ่งระหว่าง “เจ้าถิ่น” กับ “คนที่เข้ามาช่วย” ควรอยู่ตรงไหน
จากการช่วยเหลือสู่คำถามเรื่อง “เจ้าถิ่น”
บุ๋ม ปนัดดา พร้อมทีมจากมูลนิธิองค์กรทำดี ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ก่อนเกิดกระแสวิจารณ์จากฝั่งกู้ภัยในพื้นที่เกี่ยวกับการเข้ามาทำงานของทีมจากต่างพื้นที่ หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงคือทีมจากนอกพื้นที่ควรแจ้งหรือประสานกับกู้ภัยในพื้นที่ก่อนเข้าทำงาน เพราะคนที่อยู่ในพื้นที่ย่อมรู้จักเส้นทาง จุดเสี่ยง และสถานการณ์หน้างานมากกว่า
แต่ในอีกด้านหนึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดคำถามว่า ถ้าทีมหนึ่งมีเรือ มีคน มีอาหาร หรือมีอุปกรณ์พร้อมช่วยและมีประชาชนกำลังรออยู่ การที่ทีมดังกล่าวเป็นคนนอกพื้นที่ควรมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ความช่วยเหลือได้เลยหรือไม่?
หากมองเรื่องนี้้ในจุดของ “ผู้ประสบภัย”
เพราะคนที่อยู่กลางสถานการณ์อาจมองเรื่องนี้ต่างออกไป ลองนึกภาพบ้านหลังหนึ่งที่น้ำกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ภายในบ้านอาจมีทั้งเด็ก คนแก่ หรือผู้ป่วยที่ออกไปไหนไม่ได้ โทรศัพท์แบตฯ ใกล้หมด อาหารเริ่มไม่พอ และไม่มีใครรู้ว่าน้ำจะสูงขึ้นอีกแค่ไหน ในสถานการณ์แบบนั้นสิ่งที่พวกเขาอยากรู้ไม่ใช่ชื่อมูลนิธิแต่คือ “มีใครเข้ามาถึงเราได้บ้าง?”
หากมีทีมหนึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรแต่ยังติดข้อจำกัดบางอย่างจนเข้าไปไม่ได้ ผู้ประสบภัยอาจไม่ได้มองว่านี่คือเรื่องของ “กู้ภัยเจ้าถิ่น” หรือ “กู้ภัยต่างพื้นที่” พวกเขาอาจมองเพียงว่า “ทำไมยังไม่มีใครมาช่วย?”
นี่คือมุมที่อาจหายไปจากบทสนทนาเมื่อเรื่องราวถูกเล่าผ่านสายตาของคนทำงานสองฝ่าย เพราะสำหรับผู้ประสบภัยแล้วไม่ว่าคนที่มาจะสวมเสื้อสีอะไรหรือมาจากมูลนิธิไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความช่วยเหลือที่มาถึงจริง
เพราะผู้ประสบภัยไม่ได้เลือกว่าจะอยู่ในพื้นที่ของใคร
ภัยพิบัติไม่ได้ถามว่าบ้านหลังนั้นอยู่ในเขตของมูลนิธิไหน ไม่ได้ถามว่าคนที่กำลังติดอยู่เป็นคนในจังหวัดหรือคนต่างจังหวัด และไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นประชาชนของทีมกู้ภัยเจ้าถิ่น หรือ ประชาชนของทีมจากที่อื่น
เมื่อเกิดน้ำท่วมคนที่ต้องการความช่วยเหลือก็คือผู้ประสบภัยเหมือนกันทั้งหมด ดังนั้นการมีทีมเจ้าถิ่นจึงมีความสำคัญในแง่ของความรู้ในพื้นที่ ขณะเดียวกันการเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามาช่วยในจุดที่กำลังขาดแคลนก็สำคัญไม่แพ้กัน
โจทย์จึงอาจไม่ใช่การเลือกว่าจะให้ความสำคัญกับ เจ้าถิ่น หรือ ทีมต่างพื้นที่ แต่คือการทำอย่างไรให้ทั้งสองฝ่ายใช้จุดแข็งของตัวเองเพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนได้เร็วที่สุด
ดราม่านี้จึงไม่ได้มีแค่ “บุ๋ม vs กู้ภัย”
หากมองให้พ้นตัวบุคคลสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความจริงอีกด้านของการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่หนึ่งอาจมีคนพร้อมช่วยจำนวนมาก แต่แต่ละกลุ่มก็มีวิธีคิด วิธีทำงาน และความเข้าใจบทบาทของตัวเองแตกต่างกัน ทีมในพื้นที่อาจมองว่าตัวเองรู้หน้างานดีที่สุด ขณะที่ทีมจากข้างนอกอาจมองว่าตัวเองช่วยเข้ามาเติมกำลังในจุดที่ยังขาด
ส่วนผู้ประสบภัยอาจไม่ได้ต้องการให้ใครชนะการถกเถียง พวกเขาต้องการเพียง อาหาร เรือ ยา การอพยพ หรือคนที่จะพาพวกเขาออกจากพื้นที่อันตราย
และนี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ว่า ในวันที่ทุกฝ่ายบอกว่าตัวเองเข้ามาเพื่อช่วยประชาชน เราได้ถามประชาชนหรือยังว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลืออะไร และได้รับมันแล้วหรือยัง?
การมีทีมกู้ภัยในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ และการทำงานร่วมกับคนที่รู้พื้นที่ย่อมช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่คำว่า “เจ้าถิ่น” ไม่ควรถูกตีความจนกลายเป็นว่าใครก็ตามที่เข้ามาจากข้างนอกไม่มีสิทธิ์ช่วย เช่นเดียวกันทีมจากต่างพื้นที่ก็ไม่ควรมองข้ามคนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่มาก่อน เพราะท้ายที่สุดแล้วทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่และไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ประสบภัย
พวกเขาเป็นเพียงคนที่เข้ามาช่วยในวันที่คนอื่นกำลังลำบาก
ภัยพิบัติจึงไม่มีเจ้าของ แต่คนที่กำลังรอความช่วยเหลือมีอยู่จริง
และบางครั้งคำถามที่สำคัญกว่าการหาว่า “ใครมีสิทธิ์เข้าพื้นที่” อาจเป็นคำถามง่ายๆ ว่า
“ตอนนี้ยังมีใครที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่หรือเปล่า?”
เพราะสำหรับผู้ประสบภัยแล้วคนที่มาถึงพร้อมความช่วยเหลืออาจสำคัญกว่าการเป็นคนของทีมไหน




