กำลังเป็นข่าวและกระแสในวงกว้างโดยเฉพาะในระดับเอเชีย ถึงขั้นที่สื่อใหญ่ระดับโลกจากประเทศอังกฤษ The Independent ยังลงข่าว นั่นก็คือกรณีของ ‘ไบรโอนี่’ อดีตนักร้องเด็กชื่อดังชาวไทยที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นครูสอนโยคะ กำลังทำการฟ้องร้องสายการบิน ‘Singapore Airlines’ เนื่องจากเธอมีอาการเส้นเสียงบาดเจ็บจากการ ‘เผลอกลืนเศษไม้’ ที่ติดมากับไม้เสียบไก่สะเต๊ะซึ่งเสิร์ฟเป็นเมนูบนเที่ยวบินที่เดินทางไปยังลอส แอนเจลิส จนเศษไม้นั้นเข้าไปติดอยู่ในลำคอ
โดยจากคำฟ้องเธออธิบายว่าการที่เศษไม้เข้าไปติดลำคอทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดทันที มีอาการไออย่างรุนแรงและสำลักบ่อย เธอต้องเจอกับความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจในขณะที่พยายามหาทางนำเศษไม้นี้ออกจากลำคอ โดยสุดท้ายสามารถเอาเศษไม้ที่มีความยาวประมาณ 1.5 นิ้ว ออกมาจากคอได้ หลังจากที่เกิดเรื่องนี้เธอก็ยังมีอาการเจ็บคอ ตึงคอ เสียงไม่ปกติ และปวดต่อเนื่องเมื่อพูดหรือร้องเพลงนานๆ เมื่อไปพบแพทย์ได้รับการวินิจฉัยว่าเส้นเสียงมีรอยแผลสาเหตุจากการถูกของมีคมบาด
นอกจากนั้นในการฟ้องร้องครั้งนี้ยังระบุด้วยว่า เธอรับประทานอาหารด้วยวิธีปกติแบบที่ควรจะเป็น ดังนั้นเธอจึงไม่มีส่วนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ โดยจากอาการเจ็บนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวเองมากมายทั้งร่างกายบาดเจ็บ สูญเสียความสามารถในการหารายได้ ผลกระทบต่ออาชีพ และเกิดความกังวลในการรับประทานอาหารระหว่างเที่ยวบิน โดยจากทั้งหมดนี้เธอได้ทำการเรียกร้องค่าเสียหายจากสายการบินในเวลาต่อมา โดยครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด การสูญเสียรายได้รวมไปถึงศักยภาพในการหารายได้ ค่าชดเชยความทุกข์ทางจิตใจจากการบาดเจ็บ ค่าดำเนินคดี และ ดอกเบี้ยก่อนและหลังคำพิพากษา โดยตอนนี้ทางด้าน Singapore Airlines ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
แน่นอนว่ากรณีของ ไบรโอนี่ นั้นไม่ใช่เคสแรกที่มีการฟ้องร้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยปีที่แล้วมีแพทย์หญิงจากนิวยอร์กซึ่งเกิดอาการแพ้อาหารทะเลอย่างรุนแรงได้ฟ้องร้อง Singapore Airlines เช่นกัน หลังจากได้รับการเสิร์ฟอาหารที่มีกุ้งเป็นส่วนผสมบนเที่ยวบินจากแฟรงค์เฟิร์ตไปนิวยอร์ก เธอบอกว่าได้แจ้งทางพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแล้วล่วงหน้า จนสุดท้ายต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่ปารีสเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน
หรือในปี 2024 ได้มีหญิงชาวนิวเจอร์ซีย์ฟ้องร้องสายการบิน JetBlue หลังจากฟันหน้าของเธอหักจากการรับประทานไอศกรีมแซนด์วิชที่เธออธิบายว่ามัน ‘เย็นจัดจนเป็นอันตราย’ และ ‘มีอุณหภูมิต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมหรือปลอดภัยสำหรับการบริโภค’ โดยเธออ้างว่าลูกเรือควรเตือนว่าขนมนั้น ‘แข็งตัวเป็นน้ำแข็ง’ ทำให้เธอต้องถอนฟันฉุกเฉินทันทีหลังจากลงจอดและมีการฝังรากฟันเทียมในภายหลัง โดยบอกว่าความเจ็บปวดต่างๆ ที่เธอได้รับเป็นผลจาก ‘การกระทำโดยประมาท’ ของสายการบินแต่เพียงผู้เดียว
อีกกรณีคือเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เด็กหญิงวัย 3 ขวบมีอาการแพ้นมอย่างรุนแรงจนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบิน Qatar Airways ให้เด็กกินช็อกโกแลตแท่ง แม้ว่าแม่เด็กจะเตือนแล้วว่าห้ามให้เด็กกินอะไรก็ตามที่มีส่วนผสมของนม ทำให้ลูกของเธอมีอาการแพ้รุนแรงมากจนสัญญาณชีพลดลง โดยมีการฟ้องเรียกค่าเสียหาย 5 ล้านดอลลาร์ และเมื่อเครื่องลงจอดอาการของเด็กแย่ลงจนต้องนอนรักษาตัวในห้องไอซียูถึงสองวันกว่าอาการจะทรงตัว
โดยสรุปแล้วจากเหตุการณ์ของไบรโอนี่และเหตุการณ์ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมา แสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่ถูกแจ้งว่าเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของสายการบินทั้งหน่วยงานโภชนาการและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ถ้าว่าถึงเรื่องหลักฐานต่างๆ หากมีความชัดเจนก็ยากที่ทางสายการบินจะสู้คดีแล้วชนะ สุดท้ายคงต้องบอกว่านี่เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังให้มากสำหรับสายการบิน ยิ่งถ้าเป็นสายการบินระดับโลกอย่าง Singapore Airlines หรือ Qatar Airways ที่ติดอันดับท็อปของโลก การเกิดเรื่องแบบนี้อาจส่งผลกระทบตามมามากมายสำหรับความน่าเชื่อถือของสายการบินซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเนื่องในอนาคต ในขณะที่ฝั่งผู้โดยสารเองก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังเช่นเดียวกัน เพราะเราไม่รู้ว่าความประมาทจากอีกฝ่ายจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และจะแจ็คพ็อตเกิดขึ้นกับตัวเราหรือเปล่า





