จาก ‘กัน จอมพลัง’ ถึง ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ปรากฏการณ์ 'คนดัง' ที่ก้าวเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือสังคมและระดมทุนจากประชาชน กำลังกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อบทบาทของผู้ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนถูกจับตามอง ทั้งในแง่การทำงาน การรับบริจาค และการบริหารจัดการเงินที่ได้รับจากความไว้วางใจของผู้คน
กรณีของ ‘กัน จอมพลัง’ เป็นหนึ่งในตัวอย่างของบุคคลที่ใช้พื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ขับเคลื่อนกิจกรรมช่วยเหลือผู้เดือดร้อน มีการเปิดรับการสนับสนุนและระดมทุนจากผู้ติดตามและประชาชน เพื่อนำไปดำเนินภารกิจในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร ไปจนถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดน บทบาทดังกล่าวทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงการล้อเลียนผ่านฉายา ‘นักรบกสิกร’ ในโลกออนไลน์
กระทั่ง การดำเนินงานของ 'มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้' และการรับบริจาคถูกนำเข้าสู่กระบวนการร้องเรียน โดยมีผู้ยื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบประเด็นด้านการเงินและการดำเนินงานของมูลนิธิ ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตของสังคมในมิติที่หลากหลาย
ขณะที่กรณี ‘บุ๋ม ปนัดดา’ และ 'มูลนิธิองค์กรทำดี' ก็มีประเด็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินและการดำเนินงานของมูลนิธิที่ถูกตั้งคำถามและอยู่ระหว่างการตรวจสอบเช่นกัน เมื่อสองกรณีเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จึงทำให้สังคมหันกลับมาสนใจประเด็นที่กว้างกว่าตัวบุคคล นั่นคือมาตรฐานความโปร่งใสและกลไกกำกับดูแลองค์กรที่รับเงินบริจาคจากประชาชน
เมื่อชื่อเสียงกลายเป็นแรงส่งให้การระดมทุนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ระบบตรวจสอบอาจตามไม่ทัน ความไว้ใจของประชาชนจึงกำลังถูกท้าทายว่า ภาพลักษณ์ของ ‘คนดี’ เพียงพอแล้วหรือไม่ที่จะรับประกันความโปร่งใส และสังคมควรวางกลไกตรวจสอบอย่างไร โดยไม่ทำลายศรัทธาต่อคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวม
ภาพลักษณ์ ‘คนดี’ (ดีย์) กับความเชื่อใจที่อาจกลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์
'รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล' ประธานหลักสูตรอาชญาวิทยาและนวัตกรรมความปลอดภัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มองว่า สังคมจำเป็นต้องแยกแยะระหว่างภาพลักษณ์ของการเป็นคนดี กับพฤติกรรมที่สะท้อนตัวตนอย่างแท้จริง พร้อมชี้ให้เห็นข้อจำกัดของระบบกำกับดูแลมูลนิธิที่อาจตามไม่ทันการเติบโตขององค์กรภาคประชาชน
การได้รับการยอมรับจากสังคมในฐานะผู้ทำความดี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความไว้วางใจ แต่ความไว้วางใจดังกล่าวไม่ควรถูกใช้แทนการตรวจสอบ เพราะภาพลักษณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะอาจไม่ได้สะท้อนพฤติกรรมหรือการบริหารจัดการภายในทั้งหมด
รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ อธิบายว่า การพิจารณาว่าใครเป็นคนดี ไม่ควรตัดสินจากสิ่งที่มองเห็นภายนอกเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการสร้างภาพลักษณ์และการสื่อสารให้สังคมรับรู้ถึงการทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบุคคลนั้นจะมีความซื่อตรงในทุกมิติ
“เราต้องมานิยามคำว่าคนดี เราจะดูคนดีจากภาพลักษณ์ภายนอกเลย หรือจะดูคนดีที่แท้จริง การที่สร้างภาพลักษณ์ สร้างการรับรู้ ยังไม่ได้หมายความว่าคนนั้นจะเป็นคนดีทั้งหมด ต้องดูที่เนื้อแท้ เนื้อใน”
ในมุมหนึ่ง การทำงานช่วยเหลือสังคมอาจเริ่มต้นจากความตั้งใจที่ดี แต่เมื่อบุคคลมีชื่อเสียง มีอำนาจในการตัดสินใจ และสามารถเข้าถึงทรัพยากรหรือเงินบริจาคจำนวนมาก ก็อาจเกิดเงื่อนไขที่ทำให้การแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องได้ โดยเฉพาะเมื่อขาดระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
อีกปัจจัยหนึ่งคือค่านิยมทางสังคมและวัตถุนิยมที่อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ เมื่อบุคคลเริ่มมีทรัพยากรและโอกาสมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกว่าการกระทำของตนจะถูกตรวจสอบหรือเอาผิดได้ ก็อาจนำไปสู่การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเพื่อรองรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
ประเด็นนี้จึงไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ทำงานช่วยเหลือสังคมหรือผู้ก่อตั้งมูลนิธิจะมีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ แต่ชี้ให้เห็นว่าเจตนาเริ่มต้นที่ดีไม่อาจใช้เป็นหลักประกันความโปร่งใสได้ตลอดไป ยิ่งองค์กรมีเงินบริจาคและได้รับความไว้วางใจมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องมีระบบกำกับดูแลที่รัดกุมมากขึ้นเท่านั้น
'ช่องว่างภาครัฐ' เมื่อกลไกกำกับดูแลตามไม่ทัน
นอกเหนือจากพฤติกรรมของบุคคล อีกด้านที่ต้องพิจารณาคือระบบกำกับดูแลของ 'ภาครัฐ' ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศลให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติกลับมีข้อจำกัดทั้งด้านจำนวนเจ้าหน้าที่ งบประมาณ และกลไกการทำงาน
รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ มองว่า การพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นต้องมองทั้งตัวบุคคลและระบบที่เกี่ยวข้อง โดยยกตัวอย่างข้อมูลจากการทำงานด้านการกำกับดูแลว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีมูลนิธิอยู่ประมาณ 14,000 แห่ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรงมีจำนวนจำกัด ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกองค์กร
“ผมว่าต้องดูที่ 2 ส่วน หนึ่งคือคน กับสองคือระบบ คนหมายความว่าคนที่มีอำนาจหน้าที่แล้วเนี่ย ต้องย้อนกลับไปดูว่าท่านทำตามหน้าที่ได้ดีเพียงพอหรือยัง กับสองคือระบบที่มีอยู่เนี่ย ท่านทำระบบไว้ให้ดีเพียงพอแล้วหรือยัง มูลนิธิมีอยู่หมื่นสี่พันกว่าแห่ง คนแค่ 30 คนดูแลไม่ทั่วถึงหรอกครับ”
นอกจากข้อจำกัดด้านกำลังคนแล้ว ภาครัฐยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและขั้นตอนการดำเนินงาน โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ การช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐอาจไม่สามารถเข้าไปถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ เปิดโอกาสให้ภาคประชาชน มูลนิธิ และอินฟลูเอนเซอร์เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การกำกับดูแลก็ต้องพัฒนาให้ทันกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงการจดทะเบียนจัดตั้งองค์กร แต่ต้องมีระบบติดตามการรับบริจาค การใช้จ่ายเงิน และการรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในแนวทางที่อาจช่วยลดข้อจำกัดได้ คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการตรวจสอบ เช่น การใช้ระบบดิจิทัลหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยคัดกรองรายงานงบการเงินและรายงานการประชุม เพื่อค้นหาความผิดปกติเบื้องต้นและจัดลำดับความเสี่ยงให้อยู่ในขอบเขตที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบต่อได้
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การเพิ่มภาระให้กับมูลนิธิทุกแห่ง แต่เป็นการสร้างระบบที่ทำให้การดำเนินงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถแยกแยะองค์กรที่ปฏิบัติตามกฎหมายออกจากกรณีที่มีความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่าให้ความผิดพลาดของบางคน ทำลายความเชื่อมั่นต่อ 'คนทำดี'
เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือพบความผิดปกติในองค์กรช่วยเหลือสังคม สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงการตรวจสอบบุคคลหรือมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง แต่ยังอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการบริจาคและการทำงานสาธารณกุศลในภาพรวม
รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ เน้นว่า สังคมไม่ควรนำพฤติกรรมของบุคคลบางรายไปเหมารวมกับคนที่ทำงานช่วยเหลือสังคมทั้งหมด เพราะยังมีองค์กรและผู้คนอีกจำนวนมากที่ตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวม ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ควรเป็นโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับมาทบทวนระบบและบทบาทหน้าที่ของตัวเองอย่างจริงจัง
“ผมว่าประเด็นแรกเราก็ขอให้เราอย่าเพิ่งหมดหวังสิ้นหวัง กับการที่เราเห็นคนทำดีและสารพัดต่างๆ ที่เขาทำดีกัน อย่าเพิ่งสิ้นหวัง อย่าเพิ่งไปเหมารวม สองคือปัญหาที่เกิดขึ้นเราอาจจะต้องกลับมาทบทวนว่าเกิดจากอะไร หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลก็ต้องมาทบทวนบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ การทำงาน การบริหารจัดการโดยเร่งด่วน”
โจทย์ของภาครัฐจึงต้องมากกว่าการรอให้เกิดข้อร้องเรียนหรือความเสียหายแล้วจึงเริ่มตรวจสอบ แต่ควรปรับรูปแบบการทำงานให้เป็นเชิงรุก ตั้งแต่การติดตามการส่งรายงานทางการเงิน การตรวจสอบความต่อเนื่องของการดำเนินงาน ไปจนถึงการประเมินความเสี่ยงขององค์กรที่รับเงินบริจาคจากประชาชน
ขณะเดียวกัน สังคมเองก็ต้องแยกแยะระหว่างการสนับสนุนคนทำงานเพื่อส่วนรวมกับการตรวจสอบการใช้เงินบริจาค เพราะทั้งสองเรื่องไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน การเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบบัญชีไม่ใช่การปฏิเสธความดี แต่เป็นการสร้างหลักประกันว่าความช่วยเหลือที่ประชาชนร่วมกันส่งต่อไปถึงผู้เดือดร้อนอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด ปรากฏการณ์ ‘คนทำดี’ ในยุคที่ชื่อเสียงและสื่อออนไลน์สามารถสร้างแรงสนับสนุนได้อย่างมหาศาล จึงไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของความศรัทธาหรือความเสื่อมศรัทธาต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
แต่ควรนำไปสู่การตั้งคำถามถึงระบบที่ทำให้ 'เงินบริจาค' ทุกบาทมีที่มาและปลายทางชัดเจน เพราะการทำความดีไม่ควรต้องอาศัยเพียงความเชื่อใจ และความโปร่งใสก็ไม่ควร เป็นสิ่งที่ต้องรอให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาก่อน จึงจะเริ่มเรียกร้อง





