ปิดตำนาน ‘อะไรดีบุ๋มก็ว่าดี’ ย้อน 24 ปี บุ๋ม ปนัดดา กับสบู่เบนเนท ก่อนยุติบทบาทพรีเซ็นเตอร์

6 พ.ย. 2569 - 11:53

  • เบนเนทเริ่มทำตลาดในปี 2544 ก่อนเลือก บุ๋ม ปนัดดา เป็นพรีเซ็นเตอร์ตั้งแต่ช่วงแรกของแบรนด์

  • สโลแกน ‘อะไรดีบุ๋มก็ว่าดี’ มีจุดเริ่มต้นจากบุคลิกการพูดตรงไปตรงมาของบุ๋มจนกลายเป็นประโยคติดหูคนไทย

  • ปิดฉากความสัมพันธ์ยาวนาน 24 ปี หลังบริษัทประกาศยุติบทบาทพรีเซ็นเตอร์ พร้อมถอดสื่อโฆษณาที่มีภาพของบุ๋มทุกช่องทาง

boom-bennett-24-years-brand-presenter-history-SPACEBAR-Hero.jpg

คำว่า ‘อะไรดีบุ๋มก็ว่าดี’ เป็นประโยคที่คนไทยได้ยินกันมานานกว่า 20 ปี เพียงได้ยินประโยคนี้หลายคนก็นึกถึงภาพของ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี คู่กับสบู่เบนเนทกล่องสีส้มที่ปรากฏอยู่ทั้งในโฆษณาโทรทัศน์และป้ายโฆษณาข้างรถเมล์ จนบางคนเรียกสบู่แบรนด์นี้ติดปากว่า สบู่บุ๋ม และเข้าใจว่าเธอคือเจ้าของแบรนด์

แต่ความสัมพันธ์ที่ดำเนินมายาวนานราว 24 ปีต้องเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 บริษัท พาภิญโญ กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตสบู่เบนเนท ประกาศยุติบทบาทการเป็นพรีเซ็นเตอร์ของบุ๋ม โดยให้มีผลทันที พร้อมดำเนินการถอดสื่อโฆษณาที่มีภาพของเธอออกจากทุกช่องทางของบริษัทฯ เนื่องจากสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุ๋มกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย

การประกาศครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนพรีเซ็นเตอร์ทั่วไป แต่ยังเป็นการสิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับแบรนด์ที่เติบโตมาด้วยกัน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของผู้บริโภคหลายรุ่น

ย้อนกลับไปในปี 2544 ชาย ปราบเล่ง ผู้ก่อตั้งสบู่เบนเนท เริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเอง หลังจากเคยทำธุรกิจรับจ้างผลิตสบู่ให้กับลูกค้ารายอื่น โดยเลือกสบู่ก้อนสูตรวิตามินซีและอีเป็นสินค้าหลักพร้อมบรรจุภัณฑ์สีส้มที่โดดเด่น ก่อนขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังร้านค้าและห้างสรรพสินค้าต่างๆ

ในช่วงเริ่มต้นทำตลาดเบนเนทเลือกบุ๋มซึ่งขณะนั้นเป็นที่รู้จักจากการได้รับตำแหน่งนางสาวไทย ประจำปี 2543 มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ โดยมีรายงานว่าเธอเริ่มร่วมงานกับแบรนด์ราวปี 2545 และกลายเป็นบุคคลที่อยู่คู่กับสบู่เบนเนทมาอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ประสบความสำเร็จในการสร้างภาพจำไม่ได้มีเพียงชื่อเสียงของบุ๋มเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำบุคลิกของเธอมาสร้างเป็นข้อความโฆษณาที่ผู้คนจดจำได้ง่าย

เว็บไซต์ทางการของเบนเนทเคยเล่าถึงจุดกำเนิดของสโลแกนว่า แบรนด์ต้องการคำพูดที่สะท้อนตัวตนของบุ๋มซึ่งมีบุคลิกตรงไปตรงมา จึงเกิดเป็นประโยคในภาพยนตร์โฆษณาชิ้นแรกว่า

“บุ๋มเป็นคนพูดตรงๆ อะไรดีบุ๋มก็ว่าดี”

แต่เมื่อโฆษณาเผยแพร่ออกไปผู้คนกลับจดจำประโยคช่วงท้ายได้มากกว่า ก่อนจะกลายมาเป็นสโลแกน ‘อะไรดีบุ๋มก็ว่าดี’ ที่ใช้สื่อสารกับผู้บริโภคมายาวนาน

นอกจากโฆษณาทางโทรทัศน์แล้ว เบนเนทยังใช้สื่อโฆษณาบนรถประจำทางซึ่งทำให้ผู้คนพบเห็นภาพของบุ๋มคู่กับสบู่กล่องสีส้มในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ การปรากฏตัวซ้ำๆ ผ่านสื่อต่างๆ ทำให้ภาพของเธอผูกติดกับแบรนด์อย่างแน่นแฟ้น ถึงขั้นที่บางคนเข้าใจผิดว่าเธอเป็นเจ้าของสบู่เบนเนททั้งที่เจ้าของตัวจริงคือชาย ปราบเล่ง

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำงานโฆษณาร่วมกันเท่านั้น เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาบุ๋มเคยเปิดเผยเรื่องราวความใกล้ชิดกับเจ้าของแบรนด์อยู่หลายครั้ง เช่น ในเดือนธันวาคม 2565 เธอเคยโพสต์ขอบคุณชายที่มอบเงินหนึ่งล้านบาทเพื่อรับขวัญลูกของเธอ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดำเนินต่อเนื่องนอกเหนือจากงานพรีเซ็นเตอร์

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 บุ๋มยังโพสต์ฉลองการเป็นพรีเซ็นเตอร์สบู่เบนเนทเข้าสู่ปีที่ 24 พร้อมกล่าวถึงความสำเร็จด้านยอดขายของแบรนด์ และเปิดเผยว่าชายได้มอบเงินส่วนตัวเพื่อสนับสนุนการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนของเธอ เนื่องจากต้องการให้เธอลดภาระการรับงานลง และมีเวลาทำงานช่วยเหลือสังคมได้มากขึ้น

เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างบุ๋มกับเบนเนทไม่ได้เป็นเพียงการว่าจ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงมาโฆษณาสินค้า แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ดำเนินผ่านหลายช่วงชีวิตของทั้งสองฝ่าย ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ การเติบโตของธุรกิจไปจนถึงการทำงานเพื่อสังคม

อย่างไรก็ตาม เมื่อชื่อของบุ๋มเข้าไปเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเรื่องเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดีจนกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เบนเนทจึงออกประกาศยุติบทบาทพรีเซ็นเตอร์อย่างเป็นทางการในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 โดยการตัดสินใจดังกล่าวเป็นการดำเนินการของบริษัท ไม่ใช่ข้อสรุปว่าบุ๋มกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม

การแยกทางครั้งนี้ยังชวนให้มองถึงอีกด้านหนึ่งของการตลาด เมื่อแบรนด์เลือกใช้พรีเซ็นเตอร์คนเดิมมาอย่างยาวนานจนผู้บริโภคจดจำบุคคลนั้นได้พร้อมกับตัวสินค้า นับเป็นความสำเร็จในการสร้างความคุ้นเคย แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ภาพลักษณ์ของทั้งสองฝ่ายเชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

สำหรับเบนเนทการเดินหน้าต่อจากนี้จึงเป็นอีกบทใหม่ของแบรนด์ที่เคยมีบุ๋มเป็นภาพจำมายาวนานกว่าสองทศวรรษ ขณะที่คำว่า ‘อะไรดีบุ๋มก็ว่าดี’  แม้จะไม่ได้มีบทบาทในสื่อโฆษณาแบบเดิมอีกต่อไปแต่ก็ยังเป็นประโยคที่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยคุ้นเคย และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โฆษณาไทยตลอดมา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


ปิดตำนาน ‘อะไรดีบุ๋มก็ว่าดี’ ย้อน 24 ปี บุ๋ม ปนัดดา กับสบู่เบนเนท ก่อนยุติบทบาทพรีเซ็นเตอร์