กทม.เร่งกวาดบ้าน! ไล่ตรวจ “ทะเบียนราษฎร” ทั่ว 50 เขต หลังพบพิรุธการย้ายเข้าบุคคลต่างด้าวถือบัตรสีชมพู เลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 บางพื้นที่พบตัวเลขผิดปกติถึงขั้นย้ายเข้าบ้านเดียวกันหลายสิบคน
ขณะที่กระทรวงมหาดไทยสั่งขยายผล ไม่ให้จบแค่ 7 หมายจับ พร้อมจับตาเครือข่ายนายหน้า เจ้าของบ้าน และเจ้าหน้าที่รัฐ หากพบความผิดต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและคดีอาญา
กทม.สั่ง 50 เขตตรวจย้ายเข้าผิดปกติ
พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรียกผู้บริหารสำนักงานปกครองและทะเบียน พร้อมผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E. – Special Agent) รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569 เข้าร่วมประชุมด่วน ณ ห้องประชุมสำนักงานปกครองและทะเบียน ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร และประชุมผ่านระบบทางไกล เพื่อกำชับให้เร่งตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร กรณีการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 โดยมิชอบ
การประชุมดังกล่าวเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่เข้าปราบปรามเครือข่ายทุจริตการแจ้งย้ายที่อยู่ของคนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านในพื้นที่แฟลตดินแดง เพื่อนำไปสู่การออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยมิชอบ
พล.ต.อ.อดิศร์ กำชับสำนักงานปกครองและทะเบียนทั้ง 50 เขต ให้ดำเนินการเชิงรุกตามข้อสั่งการของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู โดยเฉพาะพื้นที่ที่พบการย้ายเข้าในจำนวนมากผิดปกติ พร้อมให้รายงานตัวเลขและข้อมูลความผิดปกติกลับมาเป็นประจำทุกวัน
‘ดินแดง’ พบพิรุธ ย้ายเข้าบ้านเดียวเกิน 16 คน เร่งไล่เช็ก 3,228 ราย
สำหรับพื้นที่เขตดินแดง ล่าสุดพบข้อมูลการแจ้งย้ายเข้าบ้านที่มีจำนวนมากผิดปกติ โดยมีบางกรณีพบการย้ายเข้ามากกว่า 16 คนต่อบ้าน 1 หลัง ขณะที่ข้อมูลการทำบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทยในพื้นที่เขตดินแดงย้อนหลังตั้งแต่ปี 2560–2569 พบรายการที่เกี่ยวข้องกับกรณีต้องสงสัยจำนวน 3,228 ราย
กรุงเทพมหานครจึงเตรียมเร่งตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อแยกแยะว่ารายการใดเป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง และรายการใดอาจเกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จหรือการดำเนินการโดยมิชอบ
พล.ต.อ.อดิศร์ ย้ำว่า ทั้ง 50 เขตต้องเร่งตรวจสอบโดยทันที โดยให้เจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมโครงการต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนเข้ามามีส่วนสำคัญในการตรวจสอบ เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีความรอบคอบและเป็นระบบมากที่สุด
ทุกเขตต้องจัดส่งข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องภายในวันที่ 1 กันยายน 2569 เพื่อให้กรุงเทพมหานครนำข้อมูลไปประสานกระทรวงมหาดไทย และขยายผลเกี่ยวกับกระบวนการออกบัตรสีชมพูต่อไป
มท.4 ชี้เจ้าหน้าที่มีส่วน หากเห็นพิรุธแต่ปล่อยผ่านต้องรับผิด
ด้าน วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเข้าปราบปรามเครือข่ายทุจริตแจ้งย้ายที่อยู่คนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านแฟลตดินแดง เพื่อทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติโดยมิชอบว่า จุดเริ่มต้นมาจากการออกหมายจับ 7 รายในพื้นที่ สน.ดินแดง หลังพบความผิดปกติทางทะเบียนเกี่ยวกับการย้ายเข้าของคนต่างด้าว เพื่อไปออกบัตรประจำตัวเลขขึ้นต้นด้วย 7
หลังจากฝ่ายปกครองและกรุงเทพมหานครตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ปี 2567 จึงมีการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนนำไปสู่การออกหมายจับและการจับกุมเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา
วรศิษฎ์ ยอมรับว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งเพราะเจ้าหน้าที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในลักษณะปล่อยปละละเลยหรืออาจมีการทุจริต ซึ่งต้องให้ตำรวจดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง
โดยยกตัวอย่างว่า หากห้องพักขนาดเพียง 30 กว่าตารางเมตร มีการแจ้งย้ายบุคคลเข้ามาถึง 60 คน เจ้าหน้าที่ควรเกิดข้อสงสัยและตรวจสอบทันที เพราะเป็นจำนวนที่ผิดปกติอย่างชัดเจน
7 ผู้ต้องหาโยง 3 กลุ่ม “นายหน้า-เจ้าของบ้าน-เจ้าหน้าที่”
สำหรับผู้ถูกออกหมายจับทั้ง 7 ราย แบ่งความเกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ นายหน้าหรือผู้ประสานงาน เจ้าของบ้าน และเจ้าหน้าที่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินคดีของตำรวจ เพื่อขยายผลถึงบทบาทและความเชื่อมโยงของแต่ละฝ่าย
ส่วนเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว วรศิษฎ์ ระบุว่า เบื้องต้นให้ดำเนินการให้ออกจากตำแหน่งไว้ก่อน พร้อมตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ขณะที่การดำเนินคดีทางอาญาเป็นหน้าที่ของตำรวจ
นอกจากนี้ จะมีการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการรับแจ้งย้ายเข้า โดยหากพบข้อมูลหรือจำนวนการย้ายเข้าที่ผิดปกติ ต้องมีระบบรายงานต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ทันที
ไม่ใช่แค่ ‘ดินแดง’ สแกนทั้ง กทม. ก่อนขยายผลทั่วประเทศ
วรศิษฎ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ประสานกับกรุงเทพมหานครเพื่อขยายการตรวจสอบ และไม่ได้จำกัดเฉพาะพื้นที่ดินแดง เนื่องจากข้อมูลที่พบในแฟลตดินแดงสะท้อนให้เห็นความผิดปกติในระบบทะเบียนที่จำเป็นต้องตรวจสอบในวงกว้าง
โดยข้อมูลทะเบียนในพื้นที่แฟลตดินแดงพบว่ามีรายชื่อเด็กต่างด้าวอยู่ร่วมเกือบ 1,000 คน ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไปว่ามีตัวตนและพักอาศัยอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการมีชื่อในทะเบียนเพื่อใช้เป็นฐานในการออกบัตรโดยมิชอบ
ขณะนี้จึงมีการสแกนข้อมูลทั้งพื้นที่ โดยกรุงเทพมหานครพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขยายผลทั้งในกรุงเทพมหานครและพื้นที่อื่นที่มีความเสี่ยงว่าจะเกิดการทุจริตในลักษณะเดียวกัน
ล้างระบบทะเบียน ไม่จบแค่ “บัตรสวมสิทธิ์”
รมช.มหาดไทย ยังระบุด้วยว่า การทุจริตทางทะเบียนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการสวมบัตรหรือการนำข้อมูลบุคคลไปใช้โดยมิชอบ แต่ยังครอบคลุมถึงกรณีการแจ้งเกิดเท็จ รวมถึงพฤติกรรมที่เรียกว่า “พ่อทิพย์” ซึ่งอาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ และคาดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อขยายผลในเร็ว ๆ นี้
วรศิษฎ์ ย้ำว่า เรื่องนี้มีมิติด้านความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะหากบุคคลที่ไม่มีสิทธิได้รับสถานะหรือเอกสารบางอย่างโดยมิชอบ สามารถเดินทางและใช้ชีวิตได้สะดวกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ก็อาจเพิ่มโอกาสในการนำสถานะดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่เหมาะสม
“มันเป็นเรื่องของความมั่นคงด้วย เพราะต่อไปเมื่อเขาเดินทางง่าย ใช้ชีวิตสะดวกมากกว่าที่ควรจะเป็น โอกาสที่จะไปทำอะไรก็ไม่รู้มันก็เยอะมากขึ้นตามไปด้วย”
เมื่อถามว่า การตรวจสอบครั้งนี้ถือเป็นการ “ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม” หรือไม่ วรศิษฎ์ กล่าวว่า “ก็ต้องทำอย่างนั้น” พร้อมอธิบายว่า บุคคลกลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีสิทธิขั้นพื้นฐานเทียบเท่าคนไทยทั้งหมด แต่ประเด็นสำคัญส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการขอสัญชาติในอนาคต จึงจำเป็นต้องตรวจสอบกระบวนการตั้งแต่ต้นทางให้รัดกุม
จาก ‘ดินแดง’ สู่การรื้อระบบทะเบียน
ปฏิบัติการตรวจสอบครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการสะสางคดีทุจริตในแฟลตดินแดง หรือการติดตามผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย แต่กำลังขยายไปสู่การตรวจสอบ “ระบบทะเบียน” ทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การแจ้งย้ายเข้า การมีชื่อในทะเบียนบ้าน การออกบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย ไปจนถึงการแจ้งเกิดและการสร้างสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ
เมื่อกรุงเทพมหานครสั่งให้ทั้ง 50 เขตตรวจสอบข้อมูลอย่างเร่งด่วน และกระทรวงมหาดไทยเตรียมประสานหน่วยงานด้านความมั่นคงและปราบปรามการทุจริตเพื่อขยายผล สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครทำผิด” แต่คือคำถามว่า “ระบบปล่อยให้ความผิดปกติเกิดขึ้นและผ่านการรับรองมาได้อย่างไร”
หากการตรวจสอบสามารถสาวไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกระดับได้จริง ปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” ครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกเครื่องระบบทะเบียน เพื่อปิดช่องโหว่ที่เปิดทางให้การสวมสิทธิ์และการทุจริตดำเนินต่อไปได้ในอนาคต




