พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ แถลง ณ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล ว่า จากนโยบายนายกรัฐมนตรีมอบให้กระทรวงยุติธรรมทำการตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
- ดำเนินการจากปลายทางคือสถานีน้ำมันหรือปั๊มน้ำมัน โดยมอบให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมการปกครอง เข้าไปทำการตรวจสอบต่อเนื่องมาถึงต้นทางคือคลังน้ำมัน
- มอบกรมการสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำการตรวจสอบจากต้นทาง คือ ตั้งแต่โรงกลั่นมาคลังน้ำมัน เมื่อเอาข้อมูลมาชนกัน
ซึ่งที่ผ่านมาผลการดำเนินการในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พบการกระทำผิดและมีการจับกุมจำนวนหลายราย เช่น ในส่วนของพื้นที่ จ.อ่างทอง, อ.แม่สอด จ.ตาก และ จ.นครสวรรค์ และตรวจพบการกระทำความผิดในการกักตุนน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา 10
ในส่วนของการตรวจสอบทางต้นทาง ขอยกเคสการดำเนินการที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางมีเรือขนบรรทุกน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปที่คลังน้ำมัน 6 แห่ง ใน จ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันจำนวนทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางก็มีน้ำมันหายไปบางส่วน มีน้ำมันถึงปลายทางในคลังของ จ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 160 ล้านลิตร ซึ่งหายไปจำนวนทั้งสิ้น 57 ล้านลิตร นี่คือในส่วนของข้อมูลทางทะเล
— พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์
รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า การดำเนินการในเรื่องของคดีต่างๆ เราจะดำเนินการเป็นรูปแบบเดียวกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเราจะเอาเคส จ.สุราษฎร์ธานี ดำเนินการเกี่ยวกับการขนถ่ายทางทะเล ในมาตรการต่างๆ โดยเอกสารต่างๆ เราได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทั้งหมดแล้วเกี่ยวกับเรื่องตั้งแต่ น.ม.9 แบบรายงานการจ่ายน้ำมันภายในประเทศ (สถานีต้นทาง) น.ม.10 เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ การคงคลังเกินเวลาจำเป็น การเดินทางเกินเวลาที่จำเป็น
ในส่วนนี้ก็จะให้ทางดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ แล้วก็ดำเนินการ จะมีการเรียกมาสอบปากคำ หากพบการกระทำผิดก็จะแจ้งข้อหาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยจะมีชุดป้องกันการกักตุนน้ำมัน และหลังจากนี้จะตั้งวอร์รูมที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และจะรายงานข้อมูลในเรื่องของปริมาณน้ำมันทุกระบบ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรมศุลกากร ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ ประเทศไทยสามารถผลิตเองได้จำนวนเท่าไหร่ เป็นตัวเลขที่เราจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
— พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า โรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมันใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า “ในส่วนโรงกลั่น ได้เข้าทำการตรวจสอบทั้งระบบเอกสารและพิสูจน์ทราบภายในถังน้ำมัน ยืนยันว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน จะมีน้ำมันเหลือคงถังเพียงแค่ที่เขาไม่สามารถดึงมาจำหน่ายได้เท่านั้นเอง”
ส่วนเมื่อถามอีกว่า เรือน้ำมันที่พบเวลาเดินทางเกินปกติ สามารถเข้าไปยึดหรืออายัดน้ำมันไว้ได้หรือไม่นั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า “ตรวจสอบแล้วน้ำมันก็อยู่ที่คลังแล้ว ในการเดินทางเรายังไม่สามารถไปยึดได้ เพราะไม่ได้กระทำผิดยังไง นอกจากว่าเป็นในส่วนที่เราดำเนินคดีในพื้นที่ จ.อ่างทอง อ.แม่สอด จ.นครสวรรค์”
ตร.เปิดข้อมูลคลังน้ำมันต้องสงสัย พบพิรุธจ่ายน้ำมันลดลงช่วงวิกฤติขาดแคลน โยงกักตุน-ลอบขายนอกระบบ ทั้งบกและทะเล
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปนม.ตร.) กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายดูเรื่องสถานีบริการต่างๆ ในวิกฤติน้ำมันขาดแคลน โดยในช่วงที่เกิดเหตุวิกฤติ จากการสุ่มสถานีบริการที่มีการปิดตัวลง เรามีการย้อนลงไปว่ามีคลังน้ำมันไหนบ้างที่ทำหน้าที่ในการส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการต่างๆ พบว่า มีสถานีบริการทั้งหมด 27 แห่ง 12 จ็อบเบอร์ ที่ทำหน้าที่ส่งไปยังสถานีบริการน้ำมันที่ปิดตัวลง
จากจำนวน 39 แห่ง ที่ตรวจสอบทั้งหมด พบว่ามี 6 แห่งที่น่าสงสัย และเชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมัน และมีการจับกุมเพิ่มเติมในการขนส่ง
— พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร
พล.ต.อ.ธัชชัย เผยด้วยว่า ตัวอย่างที่น่าเชื่อว่ามีการกักตุน ประเด็นแรก การที่มีน้ำมันในคลังแต่จ่ายน้อยลง เราพบว่าบางคลัง ปกติในเดือน ก.พ. จะดำเนินการจ่ายน้ำมันอยู่ 18 ล้านลิตร แต่เดือน มี.ค. พบจ่ายลดลงเหลือแค่ 11 ล้านลิตร ซึ่งที่ผ่านมาโรงกลั่นได้มีการส่งน้ำมัน และการกลั่นน้ำมัน 100% ไม่มีการขาดในตลาด แต่พอไปถึงคลังมีการจ่ายผิดปกติ ลักษณะเก็งกำไร
มีคลังหนึ่งทางภาคเหนือปกติจ่ายน้ำมัน 2 ล้านกว่าลิตรต่อวัน แต่ช่วงวิกฤติพบจ่ายอยู่แค่ประมาณ 1.2 ล้านลิตร เราจึงตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ในภาคเหนือตอนล่าง พบว่ามีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันอย่างมาก จึงน่าเชื่อว่ามีส่วนในการกักตุน
— พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร
อีกส่วนพบว่าบางคลังไม่มีน้ำมันประมาณ 4 แห่งที่ไม่มีน้ำมัน และถูกลดโควตาลง ขณะที่โรงกลั่นมีการส่งน้ำมันอย่างเต็มที่ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม อาจเป็นการนำน้ำมันไปไว้ที่อื่นหรือมีประเด็นอื่น อย่างไรเรากำลังตรวจสอบ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้คลังน้ำมันไม่มีน้ำมันจ่ายมา ในขณะที่โรงกลั่นมีการจ่ายน้ำมันมา
เราตรวจสอบพบจับกุมสถานีบริการน้ำมัน ใช้วิธีการสั่งน้ำมันแต่ไม่ลงน้ำมัน กลับข้ามไปจำหน่ายบริเวณภายนอก ซึ่งได้ราคามากกว่าหน้าปั๊ม 10 บาท เช่น ส่งให้ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรม โดยไม่จำหน่ายหน้าปั๊ม ซึ่งเรามีการจับกุมเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงวิกฤติ พบว่ามีสถานีบริการน้ำมันได้สั่งน้ำมันไปลงที่ลาดกระบัง แต่แท้จริงไปลงที่นครสวรรค์ และพบว่ามีการกักตุนน้ำมันบริเวณหลังปั๊ม ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมแบบนี้อยู่หลายที่ ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผล ส่วนเรื่องการส่งออกมีการลักลอบส่งออกที่ อ.แม่สอด มีการลักลอบใช้รถบรรทุกน้ำมันจำนวน 40,000 ลิตร ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งที่เราตรวจพบ และจะมีการขยายผลเรื่องการลักลอบส่งออก
— พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร
ส่วนเรื่องเรือประมงที่มีการลงใน TikTok ของชาวกัมพูชานั้น พล.ต.อ.ธัชชัย ชี้แจงว่า “ตรวจสอบพบว่าเรือดังกล่าวเป็นเรือของคนไทย ซึ่งคนใน TikTok เชื่อว่าเป็นคนไทยมีลูกเรือ 6 คน ซึ่งเรือดังกล่าวเป็นเรือที่สวมทะเบียนชื่อโชคชลกร ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าของเรือ และติดตามเจ้าของเรือมาตรวจสอบเพิ่มเติมว่าพฤติกรรมดังกล่าวมีการเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายน้ำมันกลางทะเลหรือไม่ โดยอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล”




