ทลายบัตรชมพูเถื่อนดินแดง เจาะทะเบียนบ้านผี 1,366 ราย เชื่อมความเสี่ยงนอมินีต่างชาติ

19 ส.ค. 2569 - 11:30

  • พบเด็กต่างด้าว 1,366 คนมีชื่อในทะเบียนแฟลตดินแดง และมีห้องต้องสงสัย 44 ห้อง

  • บัตรเลข 7 ไม่ใช่สัญชาติไทย แต่เป็นตัวตนตั้งต้นที่อาจถูกนำไปต่อยอดสิทธิและธุรกรรม

  • ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมนอมินีโดยตรง แต่เจ้าหน้าที่เร่งไล่ต่อถึงบัญชี บริษัท ที่ดิน และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง

ทลายบัตรชมพูเถื่อนดินแดง เจาะทะเบียนบ้านผี 1,366 ราย เชื่อมความเสี่ยงนอมินีต่างชาติ

ห้องพักในแฟลตขนาดเพียง 30-40 ตารางเมตรย่านดินแดง บางห้องกลับมีชื่อเด็กต่างด้าวในทะเบียนบ้านมากถึง 64 คน ทั้งที่ไม่มีใครพักอาศัยอยู่จริง ความผิดปกตินี้นำไปสู่ปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 และเปิดโปงสิ่งที่อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของขบวนการซื้อขาย “ตัวตนทางทะเบียน” ที่กำลังลุกลามหลายจังหวัดทั่วประเทศ

Authorities-dismantle-illegal-pink-card-personal-identification-registration-system-in-Din Daeng-linked-to-foreign-nominees-SPACEBAR-Photo05.jpg
Authorities-dismantle-illegal-pink-card-personal-identification-registration-system-in-Din Daeng-linked-to-foreign-nominees-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

ปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” ตัวเลขที่ยืนยันแล้ว

จากการแถลงข่าวร่วมของกระทรวงมหาดไทย ตำรวจนครบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ระบุตัวเลขที่ผ่านการยืนยันในที่แถลงข่าวดังนี้

• เจ้าหน้าที่สนธิกำลังกว่า 100 นาย จากกรมการปกครอง ป.ป.ท. ตำรวจนครบาล กรุงเทพมหานคร (ทีม DOPA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 7 จุด

• ตรวจสอบห้องพักในแฟลตดินแดงทั้งหมด 5,726 ห้อง

• พบเด็กต่างด้าวอายุ 5-15 ปี มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 1,366 คน

• พบห้องต้องสงสัยที่มีเด็กต่างด้าวตั้งแต่ 16 คนขึ้นไปย้ายเข้าทะเบียนบ้าน จำนวน 44 ห้อง

• จากการสุ่มตรวจเจาะลึกเพียง 3 ห้องแรก พบรายชื่อรวมกันราว 140 คน โดยบางห้องมีชื่อมากถึงห้องละ 35-64 คน

• ออกหมายจับทั้งหมด 7 หมาย จับกุมได้ครบ แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ (ฝ่ายทะเบียนเขตดินแดง) 3 ราย เจ้าหน้าที่และนายหน้า 3 ราย และพยานรับรองลายมือชื่อ 1 ราย

ปฏิบัติการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่สืบเนื่องจากทีมทำงาน “DOPA N.I.C.E.” ของกรมการปกครองที่ตรวจสอบสำนักงานเขตดินแดงในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2569 พบความผิดปกติจากการที่บุคคลจำนวนมากถูกอนุมัติย้ายเข้าทะเบียนบ้านกระจุกอยู่เพียงไม่กี่แห่ง 

และเมื่อสอบย้อนไปถึงข้อมูลการออกบัตรตั้งแต่ปี 2567 ก็พบว่าสำนักงานเขตดินแดงออกบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทยรหัสขึ้นต้นด้วยเลข 7 ไปแล้วกว่า 2,347 ราย ซึ่งสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

Authorities-dismantle-illegal-pink-card-personal-identification-registration-system-in-Din Daeng-linked-to-foreign-nominees-SPACEBAR-Photo06.jpg

“บัตรเลข 7” คืออะไร 

บุคคลที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7 หมายถึงบุตรของคนต่างด้าวหรือบุคคลที่ไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งถูกจัดทำทะเบียนประวัติและมีชื่อในทะเบียนบ้านประเภท ท.ร.13 อันเป็นทะเบียนสำหรับลงรายการคนต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยแบบชั่วคราวหรือมีปัญหาสถานะตามกฎหมายคนเข้าเมือง

ข้อเท็จจริงที่ต้องย้ำเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

• บัตรสีชมพูไม่ใช่บัตรประชาชนไทย และไม่ได้ให้สิทธิเลือกตั้ง

• ไม่ได้ให้สิทธิถือครองที่ดินเช่นเดียวกับคนไทย

• การมีเลขประจำตัว 13 หลักไม่ได้แปลว่าได้สัญชาติไทย และการออกบัตรก็ไม่ทำให้ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ

• ผู้ถือบัตรมีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถขออนุญาตทำงานและทำธุรกรรมบางประเภทกับหน่วยงานรัฐได้ตามเงื่อนไข

ระบบบัตรสีชมพูเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยคุ้มครองคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่มีสิทธิโดยสุจริต ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดจากตัวระบบ แต่เกิดจากการนำระบบไปขายหรือบิดเบือนให้แก่คนที่ไม่มีคุณสมบัติจริง

หากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติสัญชาติ ผู้ถือบัตรสามารถยื่นขอแปลงสัญชาติไทยได้ในอนาคต แต่ต้องผ่านเงื่อนไขหลายชั้น เช่น การบรรลุนิติภาวะ หลักฐานถิ่นที่อยู่ต่อเนื่อง อาชีพสุจริต รายได้ตามเกณฑ์ ความประพฤติดี และผ่านการตรวจสอบด้านความมั่นคง จึงไม่ควรสรุปว่า “ได้บัตรแล้วเท่ากับใกล้ได้สัญชาติไทย” แต่ควรเข้าใจว่าข้อมูลทะเบียนเท็จในขั้นต้นอาจถูกสะสมเป็น “ประวัติการพำนัก” ที่นำไปใช้ต่อยอดกับคำร้องอื่นในอนาคตได้ หากไม่มีการตรวจสอบเชื่อมโยงระหว่างสำนักทะเบียน

Authorities-dismantle-illegal-pink-card-personal-identification-registration-system-in-Din Daeng-linked-to-foreign-nominees-SPACEBAR-Photo02.jpg

ไม่ใช่คดีเดียว…แต่พบแผนการทุจริตทะเบียนทั่วประเทศในรอบปีเดียว

จุดที่ทำให้คดีดินแดงมีน้ำหนักมากกว่าคดีทุจริตธรรมดา คือรูปแบบการกระทำผิดที่ซ้ำกันในหลายพื้นที่ทั่วประเทศตลอดปี 2569 ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจเป็นเครือข่ายเดียวกันหรืออย่างน้อยก็ใช้ “สูตรสำเร็จ” เดียวกัน

“ตัดหมอกเวียงแหง” (พ.ย. 2568) ตำรวจ ปปป. ปปช. ปปท. และ DSI จับกุมขบวนการที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตั้งแต่ระดับนายอำเภอ ปลัดอำเภอ ไปจนถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันเรียกรับผลประโยชน์เพื่อจัดทำใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวรและสัญชาติไทยให้กลุ่มทุนจีนเทา โดยมีการเรียกเก็บค่าดำเนินการรายละ 800,000 บาท ถึงกว่า 1 ล้านบาท

“สลายหมอกเชียงดาว” (22 ม.ค. 2569) ขยายผลต่อจากคดีเวียงแหง กรมการปกครองสนธิกำลัง 5 หน่วยงานจับกุมปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่เทศบาลอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ รวม 6 ราย ฐานสวมสิทธิ์ให้สถานะบุคคลถิ่นที่อยู่ถาวรและสัญชาติไทยแก่ชาวต่างชาติอย่างน้อย 9 ราย นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ทันทีว่าข้าราชการที่พบว่ากระทำผิดควรถูกลงโทษหนักกว่าคนทั่วไปถึงสองเท่า

“ตัดบัตรกรุงเก่า” (31 มี.ค. 2569) ป.ป.ท. ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ช. และ DSI บุกจับปลัดอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมพวกรวม 6 ราย ซึ่งใช้อำนาจนายทะเบียนอนุมัติย้ายคนต่างด้าวเข้าบ้านเพียง 3 หลัง ก่อนออกบัตรและแจ้งย้ายออกอย่างรวดเร็ว โดยเจ้าบ้านได้รับค่าตอบแทนรายละ 1,000-3,000 บาท

“กวาดล้างทะเบียน G เทา” (18 มิ.ย. 2569) กรมการปกครองร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 และ DSI ทลายเครือข่ายที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จับกุมอดีตปลัดอำเภอและพวกรวม 8 ราย ฐานสวมสิทธิ์เด็กนักเรียน “รหัส G” (นักเรียนที่ยังไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก) ให้กับเด็กต่างด้าว 

Authorities-dismantle-illegal-pink-card-personal-identification-registration-system-in-Din Daeng-linked-to-foreign-nominees-SPACEBAR-Photo03.jpg

คดีนี้เริ่มจากการจับชายต่างด้าวลักลอบข้ามแดนพร้อมเงินสด 140,000 บาท ที่อ้างว่าเตรียมไว้จ่ายให้นายหน้าและเจ้าหน้าที่เพื่อทำบัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ทั้งนี้ เฉพาะจังหวัดเชียงรายมีนักเรียนกลุ่ม G ที่ต้องตรวจสอบสถานะมากถึง 31,196 ราย

“กวาดบ้านกลางกรุง” (18 ส.ค. 2569) คดีล่าสุดที่แฟลตดินแดง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยยืนยันในการแถลงข่าวว่า ปฏิบัติการที่ดินแดงเป็นการขยายผลมาจากกรณีวังน้อยโดยตรง สะท้อนว่าหน่วยงานความมั่นคงกำลังไล่ตามเครือข่ายนี้จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดกรมการปกครองได้เปิด “ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน” หรือ DOPA N.I.C.E. อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อรับมือกับปัญหานี้ในระดับโครงสร้าง

เมื่อ “บัตรปลอม” กลายเป็นเบาะแสอาชญากรรมร้ายแรงกว่า

ความเชื่อมโยงระหว่างการสวมสิทธิ์ทางทะเบียนกับภัยความมั่นคงไม่ใช่เรื่องสมมติ เดือนพฤษภาคม 2569 คดี “หนุ่มจีนคลังแสง” สะเทือนวงการเมื่อชายจีนวัย 30 ปี ขับรถหรูประสบอุบัติเหตุที่บางละมุง จังหวัดชลบุรี ก่อนตำรวจตรวจค้นพบอาวุธปืน เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิด C4 จำนวนมากในบ้านพัก และพบว่าชายคนดังกล่าวถือบัตรสีชมพูในไทย 

โดยเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่าเส้นทางการได้มาซึ่งบัตรมีลักษณะใกล้เคียงกับรูปแบบที่พบในคดีสลายหมอกเชียงดาว คือย้ายเข้าทะเบียนบ้านในอำเภอเชียงดาวโดยมีลูกเจ้าบ้านเป็นผู้ดำเนินการให้ และมอบเงินตอบแทนแก่ผู้เกี่ยวข้อง

กรณีนี้ถูกยกเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า “ตัวตนทางทะเบียน” ที่ได้มาโดยทุจริตไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางสถิติ แต่สามารถกลายเป็นเกราะกำบังให้บุคคลที่มีเจตนาไม่สุจริตหรือมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงเข้ามาปฏิบัติการในประเทศไทยได้อย่างแนบเนียน

นอกจากนี้ DSI ยังเคยขยายผลจากคดีขบวนการอุ้มบุญผิดกฎหมาย (คดีพิเศษที่ 236/2565) จนพบว่ามีชายชาวจีนสวมบัตรประชาชนของคนไทยที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อใช้ในการลักลอบจัดหาหญิงไทยรับตั้งครรภ์แทนให้ผู้ว่าจ้างต่างชาติ และในปีก่อนหน้านั้นก็มีคดีชายจีนสวมบัตรประชาชนไทยนานกว่า 14 ปี เพื่อหลบหนีคดีฉ้อโกงมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ตอกย้ำว่าการปลอมตัวตนทางทะเบียนถูกใช้เป็นเครื่องมือปกปิดความผิดที่ร้ายแรงกว่าได้จริงในหลายรูปแบบ

เชื่อมโยงนอมินี?…แม้ไม่มีหลักฐานโดยตรง แต่มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

ยังไม่มีหลักฐานจากการแถลงผลคดีดินแดงว่าผู้ถือบัตรในคดีนี้ถูกนำไปใช้เป็นผู้ถือหุ้นนอมินีหรือเกี่ยวข้องกับบริษัทต่างชาติรายใดโดยตรง จึงไม่ควรสรุปเกินข้อเท็จจริงว่าคดีนี้คือ “เครือข่ายนอมินี” แล้ว

แต่ในเชิงโครงสร้าง ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า “ตัวตนทางทะเบียนที่ได้มาโดยทุจริต” อาจถูกต่อยอดเป็นเครื่องมือของเศรษฐกิจใต้ดินได้หลายทาง เช่น การใช้เปิดบัญชีธนาคารหรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (เสี่ยงกลายเป็นบัญชีม้า) การใช้สนับสนุนคำขออนุญาตทำงาน การใช้เป็นชั้นพรางในการถือครองทรัพย์สินหรือรับมอบอำนาจแทนกลุ่มทุนต่างชาติ ตลอดจนการใช้ปลอมประวัติการพำนักเพื่อประกอบคำร้องด้านคนเข้าเมืองในอนาคต

ทั้งนี้ ปฏิบัติการปราบปรามนอมินีต่างชาติในภาพใหญ่กำลังดำเนินไปคู่ขนานตลอดปี 2569 เช่น การประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อเดือนมิถุนายน มาตรการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่เพิ่มการตรวจสอบเอกสารผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 

และปฏิบัติการ “ล้างบางทุนเทา” ที่ DSI และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าวางแผนร่วมกันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยเป้าหมายปลายทางมักเป็นทรัพย์สินจริงอย่างที่ดิน วิลล่า และโรงแรมในพื้นที่ท่องเที่ยว เส้นเชื่อมระหว่างคดีดินแดงกับปัญหานอมินีจึงอยู่ที่ “ช่องโหว่ของการพิสูจน์ตัวตน” ที่ทั้งสองปัญหาใช้ร่วมกัน มากกว่าจะเป็นคดีเดียวกันโดยตรง

ความเสียหายที่แท้จริงต่อประเทศไทย

ฐานข้อมูลประชากรถูกบิดเบือน เพราะทะเบียนราษฎรเป็นฐานสำคัญของการวางแผนโรงเรียน โรงพยาบาล งบประมาณ และความมั่นคง เมื่อที่อยู่หรือสถานะบุคคลไม่ตรงความจริง การจัดสรรทรัพยากรของรัฐย่อมคลาดเคลื่อนตามไปด้วย

ความเสี่ยงต่อระบบสวัสดิการ แม้จะยังไม่สามารถสรุปมูลค่าความเสียหายที่แน่ชัดได้จนกว่าจะตรวจสอบเป็นรายบุคคล แต่การมีสถานะเท็จจำนวนมากเพิ่มความเสี่ยงที่ทรัพยากรซึ่งจัดสรรไว้ภายใต้งบประมาณจำกัดจะถูกเบียดบังจากผู้ไม่มีคุณสมบัติ

ช่องทางอาชญากรรมทางการเงินและอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ที่ปรากฏในคดีคลังแสงพัทยาและคดีอุ้มบุญ ตัวตนที่ได้มาโดยทุจริตเพิ่มความยากในการติดตามบัญชีม้า การฟอกเงิน และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

บั่นทอนการปราบปรามนอมินีและทุนสีเทา เมื่อรัฐไม่สามารถยืนยันได้ว่าเจ้าของชื่อ ที่อยู่ ผู้ถือหุ้น และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงเป็นบุคคลเดียวกันจริง การไล่เส้นทางทุนต่างชาติผิดกฎหมายย่อมยากขึ้นตามไปด้วย และกระทบความน่าเชื่อถือของรัฐ ความเสียหายที่รุนแรงที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเลขทางบัญชี แต่คือการที่ประชาชนเห็นว่า “สถานะบุคคล” สามารถซื้อขายกันได้หากมีนายหน้าและเจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือกัน

ผลกระทบต่อผู้ไร้สัญชาติที่สุจริต ทุกครั้งที่เกิดคดีทุจริตลักษณะนี้ รัฐมักตอบสนองด้วยการเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบ ซึ่งอาจทำให้เด็กไร้รัฐ คนตกหล่นทางทะเบียน และกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีสิทธิตามกฎหมายจริงต้องรอนานขึ้นหรือถูกเหมารวมไปด้วย ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่ระบุว่ายังมีการตรวจพบรูปแบบความผิดคล้ายกันในอีกหลายท้องที่ทั่วประเทศ และกำลังเตรียมขยายผลเพื่อหาความเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

“ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ การสอบสวนจะสาวไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังในระดับที่สูงกว่าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการหรือไม่ เงินจากนายหน้าหรือผู้รับประโยชน์ไหลไปถึงใครบ้าง และเครือข่ายที่พบในดินแดง วังน้อย เชียงดาว เวียงแหง และเวียงแก่น เป็นเครือข่ายเดียวกันหรือเป็นการเลียนแบบรูปแบบกันในหลายพื้นที่ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าปัญหานี้ฝังลึกในโครงสร้างรัฐไทยมากน้อยเพียงใด”

Authorities-dismantle-illegal-pink-card-personal-identification-registration-system-in-Din Daeng-linked-to-foreign-nominees-SPACEBAR-Photo04.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์