ตำรวจจับราชทัณฑ์ปล่อย : จาก ‘นายป๋อง’ ถึง ‘เล่าต๋า’ สู่วิกฤตศรัทธา 'การบริหารโทษไทย'

18 ส.ค. 2569 - 18:10

  • 'ความเชื่อมั่น' ที่หายไป 

  • ระบบติดตามต้องมี ‘เจ้าภาพ’ รับผิดชอบจริง 

  • โจทย์ใหญ่ราชทัณฑ์ : บริหารโทษอย่างไร ไม่ให้สังคมแบกรับความเสี่ยง 

ตำรวจจับราชทัณฑ์ปล่อย : จาก ‘นายป๋อง’ ถึง ‘เล่าต๋า’ สู่วิกฤตศรัทธา 'การบริหารโทษไทย'

การปล่อยตัว ‘เล่าต๋า แสนลี่’ อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญ วัย 85 ปี จากเรือนจำกลางบางขวาง เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีที่ทำให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามต่อ ‘ระบบบริหารโทษ’ ของไทย โดยเฉพาะเมื่อผู้ต้องขังซึ่งเคยได้รับโทษ ‘จำคุกตลอดชีวิต’ ได้รับการลดโทษและพ้นจากเรือนจำหลังถูกคุมขังเป็นเวลา 9 ปี 10 เดือน 8 วัน

คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ‘ปล่อยได้หรือไม่’ แต่อาจหมายถึงกระบวนการลดโทษใน ‘คดีร้ายแรง’ มีความเหมาะสมกับความร้ายแรงของความผิด และความปลอดภัยของสังคมมากน้อยเพียงใด 

สำหรับ ‘เล่าต๋า’ กรมราชทัณฑ์ชี้แจงว่า ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2559 ในความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ก่อนศาลอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 ให้จำคุกตลอดชีวิต และกักขังแทนค่าปรับ 2.5 ล้านบาท โดยเป็นการต้องโทษครั้งแรก จึงถูกจัดเป็นนักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ ‘ชั้นกลาง’ และต่อมาได้รับการเลื่อนชั้นเป็น ‘ชั้นเยี่ยม’ ในปี 2565 หลังประพฤติตัวดีและไม่กระทำผิดวินัยในเรือนจำ 

หัวใจสำคัญอยู่ที่การได้รับ ‘อภัยโทษ’ รวม 6 ครั้งเริ่มตั้งแต่ปี 2563 มาจนถึงปี 2569 โดยโทษจำคุกตลอดชีวิตถูกลดเป็น 50 ปี ก่อนลดลงตามสัดส่วนในแต่ละครั้ง ประกอบกับเป็นผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 70 ปี จึงได้รับการลดโทษเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ กระทั่งหลังการพระราชทานอภัยโทษ ครั้งล่าสุดเหลือโทษ 8 ปี 3 เดือน 28 วัน เมื่อรวมระยะเวลาคุมขังตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เป็นเวลา 9 ปี 10 เดือน 8 วัน จึงเข้าสู่กระบวนการปล่อยตัวตามกฎหมาย 

แต่ ‘เล่าต๋า’ ไม่ได้ถูกพูดถึงในฐานะผู้ต้องขังทั่วไป เพราะคดีเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาวุธปืน อีกทั้งเจ้าตัวเคยเป็นอดีตกำนัน มีประวัติเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยคดีเมื่อปี 2559 มีการล่อซื้อและตรวจยึดไอซ์ 20 กิโลกรัม รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีมูลค่ากว่าพันล้านบาท เมื่อโทษเดิมคือจำคุกตลอดชีวิต แต่การรับโทษจริงอยู่ที่ไม่ถึง 10 ปี จึงเกิดคำถามเรื่อง ‘สัดส่วนของโทษ’ กับ ‘ความร้ายแรงของความผิด’ ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

แม้ ‘กรมราชทัณฑ์' ยืนยันว่า การบังคับโทษและการปล่อยตัวเป็นไปตามกฎหมายและหลักนิติธรรม ไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคล พร้อมระบุว่าได้ประสานหน่วยงานด้านยาเสพติดและฝ่ายปกครองในพื้นที่ให้ติดตามพฤติการณ์หลังพ้นโทษ ขณะเดียวกันยังยอมรับถึงความกังวลของประชาชน และเห็นควรทบทวนหลักเกณฑ์สำหรับผู้ต้องโทษประหารชีวิต ผู้ต้องขังจำคุกตลอดชีวิต และคดีอุกฉกรรจ์ เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความร้ายแรงของความผิดและความปลอดภัยของสังคม 

คำชี้แจงดังกล่าวอาจตอบได้ว่า การปล่อยตัว 'เล่าต๋า' เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่คำถามของสังคมอาจไปไกลกว่านั้น คือเมื่อกฎหมายเปิดช่องให้ลดโทษได้ หลักเกณฑ์ที่มีอยู่สามารถชั่งน้ำหนัก ‘ความร้ายแรงของความผิด’ กับ ‘ความเสี่ยงเมื่อกลับคืนสู่สังคม’ ได้มากพอหรือไม่ ? เมื่อเทียบกับพฤติการณ์ของคดี และก่อนคืนบุคคลสู่สังคม มีระบบประเมินความเสี่ยงที่รัดกุมเพียงใด ? 

'ความเชื่อมั่น' ที่หายไป 

‘พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร’ เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม  และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกฎหมายและการยุติธรรม มองว่า กรณีของ ‘เล่าต๋า’ ไม่น่าจะเป็นเรื่องการกระทำผิดกฎหมายหรือการทุจริตของกรมราชทัณฑ์ เพราะกระบวนการลดโทษมีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายรองรับอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ‘ความรู้สึก’ ของประชาชนว่า เหตุใดผู้ต้องขังในคดีร้ายแรงจึงสามารถติดคุกในระยะเวลาที่ดูน้อยเมื่อเทียบกับความร้ายแรงของความผิด 

เขามองว่านี่เป็นปัญหาของ ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไทย ซึ่งสะสมมาตั้งแต่ชั้นตำรวจ อัยการ ศาล และปัจจุบันมาถึงราชทัณฑ์ โดยเฉพาะเมื่อเกิดกรณีลดโทษที่ประชาชนรู้สึกว่ามากเกินไป เช่น จาก 8 ปีเหลือ 1 ปี จึงยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อระบบลดลง 

อย่างไรก็ตาม หากถามว่าการลดโทษในกรณีของ ‘เล่าต๋า’ ผิดกฎหมายหรือไม่ พ.ต.อ.วิรุตม์มองว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะกฎหมายเปิดช่องไว้แล้ว รวมถึงการพระราชทานอภัยโทษซึ่งเป็นอำนาจตามกฎหมาย หากสังคมเห็นว่าการลดโทษมากเกินไปหรือไม่เหมาะสม ก็ต้องกลับไปแก้กฎหมาย เช่น กำหนดระยะเวลาจำคุกขั้นต่ำสำหรับความผิดบางประเภท 

ส่วนการเลื่อนชั้นผู้ต้องขัง พ.ต.อ.วิรุตม์มองว่าเป็นกลไกที่จำเป็น เพราะการบริหารเรือนจำต้องสร้างแรงจูงใจให้ผู้ต้องขังอยู่ในความสงบและไม่ก่อปัญหา การลดโทษจึงเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมและแก้ไขพฤติกรรม หากเห็นว่าหลักเกณฑ์เปิดช่องมากเกินไป ก็ต้องแก้ที่กฎหมาย ไม่ใช่ให้กรมราชทัณฑ์หยุดใช้กฎหมายที่มีอยู่ 

ขณะเดียวกันราชทัณฑ์สมัยใหม่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการแก้แค้น แต่เน้นการแก้ไขและควบคุมไม่ให้ผู้กระทำผิดกลับไปก่อเหตุซ้ำ ดังนั้น 'จำคุกตลอดชีวิต' ในทางปฏิบัติจึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเสียชีวิตอยู่ในเรือนจำ โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเรื่องอายุและสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็ยังต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเรื่องความประพฤติและหลักเกณฑ์ที่กำหนด 

เมื่อเปรียบเทียบกับกรณี 'นายป๋อง' พ.ต.อ.วิรุตม์ยกตัวอย่างว่ารับโทษในคดีพยายามฆ่าและรับโทษประมาณ 8 ปีเต็มโดยไม่ได้ลดโทษ พร้อมชี้ว่า ในระบบราชทัณฑ์สมัยใหม่ต้องพิจารณาทั้งฐานความผิด พฤติการณ์ และโอกาสที่บุคคลนั้นจะกลับไปกระทำผิดซ้ำ ไม่ใช่ใช้เพียงความรู้สึกว่าใคร 'โหดร้าย' หรือ 'น่ากลัว' เป็นตัวตัดสิน 

ระบบติดตามต้องมี ‘เจ้าภาพ’ รับผิดชอบจริง 

ขณะที่ ‘รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล’ นักอาชญาวิทยา มองประเด็นนี้ผ่านมิติทางสังคมศาสตร์และอาชญาวิทยาว่า การที่สังคมตั้งคำถามถือเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตลอดชีวิต แต่ผู้ต้องขังกลับได้รับการปล่อยตัวหลังจำคุกจริงเพียง 8 ปี 3 เดือนเศษ ทั้งที่คดีดังกล่าวเป็นความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทุ่มเททั้งกำลังคน งบประมาณ และความพยายามอย่างมหาศาลกว่าจะสืบสวนจับกุมได้ 

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ชี้ว่า เมื่อกรมราชทัณฑ์ตรวจสอบและออกมาชี้แจงว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ การแบ่งชั้นนักโทษ การรับพระราชทานอภัยโทษในโอกาสพิเศษ ตลอดจนหลักเกณฑ์ลดโทษตามเงื่อนไขผู้สูงอายุเกิน 70 ปี ปัญหาก็ยิ่งสะท้อนชัดเจนว่า สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล แต่คือ 'ระเบียบและกฎหมายของกรมราชทัณฑ์' ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 

"การบริหารโทษของกรมราชทัณฑ์ ต้องคำนึงถึงเรื่องการคุ้มครองสังคมและความปลอดภัยสาธารณะควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะสิทธิของผู้ต้องขัง บทเรียนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เคสเล่าต๋า แต่เคยเกิดในเคสก่อนหน้านี้อย่าง 'นายป๋อง' ที่พ้นโทษคดีพยายามฆ่าออกมา แล้วก็กลับไปก่อเหตุฆาตกรรมซ้ำอีก" 

ทางออกในเชิงโครงสร้างที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ เสนอ คือการนำกลไก Minimum Term (กำหนดระยะเวลาจำคุกขั้นต่ำ) ตามมาตรฐานสากลในต่างประเทศมาใช้ในกฎหมายไทยอย่างเป็นรูปธรรม เช่น กำหนดให้ชัดเจนว่า คดีจำคุกตลอดชีวิต (หรือตีขนานเป็น 50 ปี) ผู้ต้องขังจะต้องรับโทษจำคุกจริงอยู่ในเรือนจำอย่างน้อยที่สุด 25 ปีเป็นขั้นต่ำ ก่อนจะเปิดโอกาสให้เริ่มได้รับการพิจารณาลดวันต้องโทษ

โดยในระหว่าง 25 ปีแรก ผู้ต้องขังก็ยังต้องพัฒนาความประพฤติให้ได้เป็นนักโทษชั้นดีหรือชั้นเยี่ยม ซึ่งกลไกนี้จะช่วยประกันได้ว่า เมื่อได้รับสิทธิลดโทษตามโอกาสต่างๆ ผู้ต้องขังจะได้รับโทษจริงอยู่ในเรือนจำไม่น้อยกว่า 35–40 ปีขึ้นไป หรืออย่างน้อยก็ต้องรับโทษจริงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโทษทั้งหมด ไม่ใช่จำคุกจริงเพียงเศษเสี้ยวของโทษที่ศาลพิพากษาดังเช่นกรณีปัจจุบันที่ไทยยังไม่มีการแก้ระเบียบนี้ให้ชัดเจน 

นอกจากนี้ การพิจารณาโทษคดีร้ายแรงและคดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ควรปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของกรมราชทัณฑ์เพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องดึงหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรมเข้ามาร่วมประเมินความปลอดภัยสาธารณะด้วย เพราะปัญหายาเสพติดเป็นปัญหารื้อรังหลายสิบปีที่รัฐต้องเสียบุคลากรและงบประมาณมหาศาล ทั้งในฝั่งสืบสวน ปราบปราม ดำเนินคดี และการบำบัดฟื้นฟู ผู้ต้องขังระดับหัวหน้าเครือข่ายจึงมีมิติความเสี่ยงที่แตกต่างจากคดีทั่วไป 

สำหรับกรณีของ ‘เล่าต๋า’ แม้จะมีปัจจัยเรื่องอายุ 85 ปี แต่เนื่องจากเป็นคดีเครือข่ายยาเสพติด ความเสี่ยงจึงต่างจากคดีฆาตกรรมทั่วไป เพราะองค์กรอาชญากรรมและเครือข่ายเดิมอาจยังคงอยู่ การอ้างว่าจะกลับตัวกลับใจเบื้องหน้านั้น ในทางอาชญาวิทยามักพบว่าหลายรายมีพฤติกรรม ‘เบื้องหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง’ 

ส่วนระบบสอดส่องหลังพ้นโทษที่ราชทัณฑ์ระบุว่าได้ประสานฝ่ายปกครองติดตาม นักอาชญาวิทยา ย้ำว่า การประสานงานระหว่างหน่วยงานในระบบราชการมักมีปัญหาในทางปฏิบัติจริง ดังจะเห็นได้จากกรณี ‘นายป๋อง’ ที่อยู่ระหว่างการใช้มาตรการตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำฯ และต้องคุมประพฤติมารายงานตัวทุก 3 เดือน แต่ก็ยังสามารถไปก่อเหตุซ้ำได้ 

ดังนั้น การส่งต่อผู้พ้นโทษคดีสำคัญกลับสู่สังคม จะต้องกำหนด ‘เจ้าภาพ’ ที่ชัดเจนและมีสภาพบังคับจริง เช่น ให้ผู้ใหญ่บ้านและกำนันในพื้นที่เป็นเจ้าภาพหลักในการกำกับพฤติกรรม โดยมีนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ และคนในชุมชน ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด และต้องรับผิดชอบร่วมกันหากปล่อยให้ผู้พ้นโทษกลับไปค้ายาหรือก่อเหตุซ้ำ หากจัดทำระบบคุมเข้มที่มีผู้รับผิดชอบชัดเจนได้เช่นนี้ สังคมจึงจะเกิดความสบายใจและเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมอย่างแท้จริง 

สิ่งที่กรณี ‘เล่าต๋า’ ทิ้งไว้จึงไม่ใช่คำตอบว่า ราชทัณฑ์กำลังลดจำนวนคนในคุกหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่า เมื่อถึงวันที่ผู้ต้องขังพ้นโทษ ระบบได้ประเมินความเสี่ยงเพียงพอแล้วหรือยัง 

โจทย์ใหญ่ราชทัณฑ์ : บริหารโทษอย่างไร ไม่ให้สังคมแบกรับความเสี่ยง 

จาก ‘นายป๋อง’ สู่ ‘เล่าต๋า’ ทั้งสองกรณีจึงไม่ได้เป็นเพียงคำถามต่อดุลยพินิจของกรมราชทัณฑ์ หากแต่คือปรากฏการณ์ที่สะท้อนโจทย์ใหญ่ของระบบบริหารโทษไทยว่า เมื่อกฎหมายเปิดช่องให้มีการลดหย่อนโทษ กลไกดังกล่าวกำลังเดินไปพร้อมกับการประเมินความเสี่ยง และการปกป้อง ‘ความปลอดภัยของสังคม’ อย่างแท้จริงแล้วหรือยัง 

เพราะในท้ายที่สุด การบริหารโทษที่ ‘ถูกต้องตามกฎหมาย’ อาจยังไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ความรู้สึก ‘เหมาะสมและเป็นธรรม’ ของประชาชน และช่องว่างระหว่างสองคำนี้เอง คือจุดเปราะบางที่กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม 

โดยเฉพาะในมิติ ‘ความปลอดภัยสาธารณะ’ ที่ผู้คนในสังคมต้องแบกรับความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นภัยต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือภัยแฝงจากเครือข่ายอาชญากรรม ยาเสพติด และความสงบสุขของชุมชนในทุกมิติ... 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์