“ผู้หญิง 35 แก่แล้ว?” ดราม่าพอดแคสต์ชายแท้ เมื่อคำว่า “แก่” ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แล้ว “ผู้สูงอายุ” เริ่มที่อายุเท่าไหร่?

15 ก.ย. 2569 - 17:55

  • พอดแคสต์ชายแท้รายหนึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังตั้งคำถามว่าผู้หญิงอายุ 35 ปี "แก่แล้ว ยังจะเอาอยู่ไหม?"

  • งานวิจัยชี้อายุ 35 ปียังไม่แก่ แต่ช่วงเวลาที่แท้จริงของผู้สูงอายุคือช่วงวัย 60-65 ปี

“ผู้หญิง 35 แก่แล้ว?” ดราม่าพอดแคสต์ชายแท้ เมื่อคำว่า “แก่” ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แล้ว “ผู้สูงอายุ” เริ่มที่อายุเท่าไหร่?

กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังพอดแคสต์ชายแท้รายหนึ่งออกมาตั้งคำถามถึงผู้หญิงอายุ 35 ปีว่า “แก่แล้ว ยังจะเอาอยู่ไหม?” พร้อมพูดถึงการพัฒนาตัวเองในมุมของผู้ชายที่อยากมีแฟนสวย รวมถึงมองว่าผู้หญิงที่ไม่สวยอาจไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อพัฒนาตัวเอง

ประเด็นดังกล่าวทำเอาชาวเน็ตโดยเฉพาะกลุ่มสาวๆ เดือดไม่น้อย หลายคนตั้งคำถามกลับถึงแนวคิดดังกล่าว พร้อมมองว่าการพูดถึงคุณค่าของผู้หญิงโดยผูกไว้กับเรื่องความสวยและอายุ อาจสะท้อนทัศนคติที่หลายคนไม่เห็นด้วย

บางคนถึงขั้นสวนกลับว่า ต่อให้ผู้หญิงไม่สวยก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลือกคนที่มีทัศนคติที่ตัวเองไม่ชอบ ขณะที่อีกหลายคนมองว่าในยุคปัจจุบันผู้หญิงจำนวนมากดูแลตัวเองกันมากขึ้น ทั้งเรื่องสุขภาพ รูปร่าง หน้าตา และการใช้ชีวิต ทำให้อายุ 35 ไม่ได้เป็นเส้นแบ่งที่หมายความว่า “แก่” หรือหมดเสน่ห์แต่อย่างใด

แล้วอายุเท่าไหร่ถึงเรียกว่า “ผู้สูงอายุ”?

เมื่อคำว่า “ผู้หญิง 35 แก่แล้ว” กลายเป็นประเด็น ทำให้เกิดคำถามต่อว่า จริงๆ แล้วอายุเท่าไหร่กันแน่จึงจะเรียกว่า “ผู้สูงอายุ”

ในทางวิชาการไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกบริบท แต่เกณฑ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่ที่ประมาณ 60 หรือ 65 ปีขึ้นไป โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่าคนอายุ 60 ปีขึ้นไป คือกลุ่มผู้สูงอายุในกรอบการทำงานด้าน Healthy Ageing ขณะที่บางงานด้านประชากรศาสตร์และสถิติใช้ 65 ปีเป็นเกณฑ์เช่นกัน

ขณะเดียวกัน WHO ยังระบุด้วยว่า ความสูงวัยไม่ได้เกิดขึ้นแบบเส้นตรง และการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหรือความสามารถของแต่ละคนไม่ได้สัมพันธ์กับอายุเพียงอย่างเดียว ดังนั้นตัวเลขอายุจึงไม่สามารถใช้ตัดสินความ “แก่” ของคนคนหนึ่งได้ทั้งหมด

พูดง่ายๆ คือ หากจะใช้เกณฑ์ทางประชากรศาสตร์หรือสาธารณสุขมาพูดถึง “ผู้สูงอายุ” อายุ 35 จึงยังห่างจากเกณฑ์ดังกล่าวพอสมควร

ดราม่าครั้งใหม่สู่การเรียกทัวร์

หลังเจอกระแสวิจารณ์อย่างหนักทางเจ้าของคลิปไม่ได้ถอย แต่กลับออกมาโพสต์เรียกทัวร์ด้วยตัวเองหลายครั้ง พร้อมท้าทายให้ชาวเน็ตเข้ามาด่ากันต่อ โดยบอกว่าอย่าเพิ่งหยุดเพราะกำลังสนุกกับกระแสและอยากให้ดราม่าอยู่ต่อไปถึง 6 เดือน

บางโพสต์ถึงขั้นขอให้คนเข้ามาคอมเมนต์กันหลักแสน พร้อมระบุในลักษณะว่า “ด่ากูมาสักแสนคอมเมนต์ กูรออยู่”

แต่จุดที่ทำให้ชาวเน็ตพากันเอ๊ะ! คือแม้เจ้าตัวจะออกมาเรียกร้องให้คนเข้ามาด่ากันเยอะๆ แต่กลับพบว่าหลายโพสต์มีการปิดคอมเมนต์ในเวลาต่อมา รวมถึงโพสต์ที่เรียกร้องให้คนเข้ามาคอมเมนต์หลักแสนด้วย

ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การออกมาเรียกทัวร์ซ้ำๆ นั้นเป็นเพียงการรับมือกับกระแส หรือกำลังใช้กระแสดราม่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเอนเกจเมนต์กันแน่

ด้านชาวเน็ตบางส่วนมองว่า หากไม่เห็นด้วยกับคอนเทนต์ดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปช่วยเพิ่มยอดวิวหรือคอมเมนต์ เพราะสุดท้ายการถกเถียงอย่างรุนแรงก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้คอนเทนต์ถูกมองเห็นมากขึ้น

เมื่อ “เอนเกจเมนต์” กลายเป็นรางวัลของคอนเทนต์

เรื่องนี้ยังชวนมองไปไกลกว่าดราม่าของสองฝ่าย เพราะในโลกออนไลน์ปัจจุบัน ยอดวิว ไลก์ แชร์ และคอมเมนต์ ล้วนเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการมองเห็น

งานวิจัยหนึ่งที่ศึกษาพฤติกรรมบน Twitter วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ใช้ 7,331 คน และทวีตกว่า 12.7 ล้านข้อความ พบว่า เมื่อการแสดงความโกรธเชิงศีลธรรมได้รับผลตอบรับทางสังคมมากขึ้น ผู้ใช้ก็มีแนวโน้มแสดงความโกรธในลักษณะเดิมอีกในอนาคต สะท้อนให้เห็นว่า “เสียงตอบรับ” สามารถทำหน้าที่คล้ายรางวัลที่ทำให้พฤติกรรมบางอย่างเกิดซ้ำได้

อีกงานหนึ่งซึ่งศึกษาปรากฏการณ์ moral panic ผ่าน 8 การศึกษา และข้อมูลจาก Twitter กว่า 237,230 รายการ พบว่า สัญญาณว่าคอนเทนต์กำลังไวรัลสามารถเพิ่มการรับรู้ถึงภัยคุกคามและกระตุ้นการแสดงความโกรธต่อประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งได้

ขณะที่งานวิจัยใน Nature ที่ทดลองกับผู้เข้าร่วมประมาณ 2,000 คน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่า ฟีดที่จัดอันดับด้วยระบบซึ่งเน้น Engagement ทำให้ผู้ใช้เห็นคอนเทนต์ที่มีลักษณะเร้าอารมณ์ เชิงศีลธรรมและเป็นพิษมากกว่าฟีดที่เรียงตามเวลา โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความโกรธทางศีลธรรมและการเมือง

นอกจากนี้งานวิจัยที่วิเคราะห์วิดีโอ YouTube เชิงการเมืองของเกาหลีใต้จำนวน 4,007 คลิป ยังพบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ภาษาที่รุนแรงหรือก้าวร้าวกับยอดวิวและยอดไลก์ที่สูงขึ้น แม้งานลักษณะนี้จะไม่ได้หมายความว่าคอนเทนต์แรงจะสร้างเอนเกจเมนต์ได้ทุกกรณีก็ตาม

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า “ครีเอเตอร์ทุกคนทำคอนเทนต์เพื่อเอนเกจเมนต์โดยไม่สนใจความถูกผิด” แต่กำลังสะท้อนภาพใหญ่ของโลกออนไลน์ว่า เมื่อความสนใจของผู้ชมกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่า คอนเทนต์ที่กระตุ้นอารมณ์ ความโกรธ หรือความขัดแย้งก็มีโอกาสถูกมองเห็นและถูกส่งต่อมากขึ้น

ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจจึงอาจไม่ใช่แค่ “ผู้หญิงอายุ 35 แก่แล้วหรือยัง?” แต่อาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ในวันที่ ยอดวิวและเอนเกจเมนต์กลายเป็นตัววัดความสำเร็จของคอนเทนต์ เรากำลังให้รางวัลกับอะไรอยู่กันแน่

เพราะบางครั้งสิ่งที่ทำให้คนเข้ามาคอมเมนต์มากที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดและการที่คอนเทนต์หนึ่ง “ดัง” ก็ไม่ได้แปลว่าเนื้อหานั้น “ดี” เสมอไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์