“ยิว” ยึดเมือง! จากโบสถ์-สุสาน ไทยยังเฉย? เป็นประเด็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์ในรายการ Deep SPACE ลึกกว่าที่รู้ วันที่ 2 กันยายน 2569 เนื่องจากมีความกังวลจากภาคสังคมว่า พฤติกรรมบางประการอาจกระทบต่ออธิปไตยทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
โดยรายการตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการขยายตัวของชุมชนและกลุ่มทุนชาวอิสราเอล (ชาวยิว) ในประเทศไทยที่เข้ามาถือสิทธิ์ครอบครองพื้นที่ผ่านสิ่งปลูกสร้าง อย่างโบสถ์ (ชาบัด) และสุสาน มีการเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และกว้านซื้อที่ดิน จนทำให้เกิดความกังวลในสังคมว่าอาจนำไปสู่ลักษณะ “รัฐซ้อนรัฐ” ขณะที่หน่วยงานภาครัฐของไทยระบุว่ายังคงควบคุมและตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมาย
สรุปข้อเท็จจริงและปมขัดแย้งเชิงพื้นที่
จากการรายงานของสื่อและการตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆ สามารถแยกประเด็นสำคัญได้ดังนี้
ปมการสร้าง “โบสถ์ยิว” (Chabad House) และพฤติกรรมในพื้นที่
เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, ป่าตอง จังหวัดภูเก็ตและย่านสุขุมวิท, ถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งกรณีดังกล่าวได้สร้างความกังวลของคนในพื้นที่ โดยกลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่นร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสียงดัง, การสร้างรั้วสูงปิดกั้นไม่ให้คนนอกเข้า, และการเกิด “เศรษฐกิจปิด” ที่ชาวยิวทำธุรกิจซื้อขายและจ้างงานกันเองในกลุ่ม ส่งผลกระทบต่อรายได้ของคนไทย
ขณะเดียวกันยังมีข้ออ้างอธิปไตย เคยมีประเด็นขัดแย้งในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีรายงานว่ากลุ่มชาวต่างชาติแสดงท่าทีเผชิญหน้าและตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่รัฐในลักษณะอ้างพื้นที่เฉพาะกลุ่ม จนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ต้องสั่งปูพรมตรวจสอบและตอกกลับอย่างเด็ดขาดว่า “ที่นี่คือประเทศไทย” ทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมายไทย
ปมโครงการจัดตั้ง “สุสานชาวยิว” แห่งใหม่
โดยข้อเท็จจริง ชุมชนชาวยิวในประเทศไทยมีการระดมทุนในชื่อ “โครงการรณรงค์สุสานชาวยิว เคอร์เซด เชล เอเมต” เพื่อจัดหาที่ดินสร้างสุสานแห่งใหม่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา (รองรับได้ราว 1,200 หลุม) เนื่องจากสุสานเดิมในกรุงเทพฯ แถวเจริญกรุงที่เปิดตั้งแต่ปี 2540 เริ่มเต็มแล้ว
ทั้งนี้ ชุมชนชาวยิวได้อ้างเหตุผลทางศาสนา ซึ่งตามหลักศาสนายูดาห์ มีข้อห้ามเรื่องการเผาศพโดยเด็ดขาด ชาวยิวจึงจำเป็นต้องใช้การฝังศพเพื่อความสงบหลังความตาย
ขณะที่มีข้อกังวลทางสังคม โดยกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม และภาคประชาชนของไทยตั้งคำถามว่า การซื้อที่ดินเพื่อทำสุสานและปักหลักในระยะยาว สะท้อนว่าชาวต่างชาติบางกลุ่มไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อท่องเที่ยวระยะสั้น แต่อาจตั้งเป้าหมายตั้งถิ่นฐานถาวร และเรียกร้องให้ตรวจสอบกลไกการถือครองที่ดินว่ามีการใช้ “นอมินี” หรือตัวแทนอำพรางคนไทยหรือไม่
ท่าทีของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ “ไทยยังเฉย” จริงหรือ?
คำถามที่ว่า “ไทยยังเฉย?” หรือไม่นั้น ภาครัฐระบุว่าไม่ได้นิ่งเฉย แต่อยู่ในขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่ ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐเริ่มขยับตัวตรวจสอบอย่างต่อเนื่องหลังจากกระแสสังคมกดดัน
- การตรวจสอบสัญชาติย้อนหลัง กระทรวงมหาดไทย ได้ออกมารับทราบข้อมูลและสั่งการให้มีการตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งสัญชาติไทยของชาวอิสราเอลกลุ่มดังกล่าว ว่าดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
- กวาดล้างธุรกิจนอมินี กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ท่องเที่ยว ได้ยกระดับการตรวจสอบสถานประกอบการและที่ตั้งทางศาสนาที่มีลักษณะปิดกั้นคนภายนอก เพื่อเช็คโครงสร้างผู้ถือหุ้นและพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ดิน
- การตรวจสอบสิทธิ์ถือครองที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมตรวจสอบบริษัทนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น เพื่อป้องกันการใช้นอมินีคนไทยบังหน้าในการซื้อที่ดิน ซึ่งหากพบการกระทำผิดจะถูกดำเนินคดีอาญาและเพิกถอนสิทธิ์ทันที
- การชี้แจงด้านกฎหมายและเสรีภาพ กอ.รมน. และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น ปาย ชี้แจงว่า ตัวเลขชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าออกเป็นการหมุนเวียนตามวีซ่าท่องเที่ยวปกติ และการตั้งศาสนสถานประกอบพิธีกรรมตามสิทธิ์เสรีภาพทางศาสนาสามารถทำได้หากไม่ขัดต่อกฎหมาย
ฝ่ายความมั่นคง ยืนยันว่าจะคอยสอดส่องและจัดระเบียบไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นหรือสร้างปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาลุกลามเข้ามาในประเทศ
สรุปบทวิเคราะห์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในเชิงโครงสร้างและข้อกฎหมาย ในกรณีดังกล่าว
ข้ออ้างเรื่อง “กฎหมายพันธสัญญาระหว่างประเทศ”
ในแง่กฎหมายระหว่างประเทศหรือกฎหมายไทย “ไม่มีผลทางกฎหมาย” ไม่มีกฎหมายใดที่รองรับสิทธิ์การครอบครองที่ดินโดยอ้างความเชื่อทางศาสนา หรือแนวคิดเรื่อง “ดินแดนพันธสัญญา” ตามคัมภีร์ โดยกรณีที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น ในพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เป็นกระแสข่าวจากกลุ่มนักท่องเที่ยวหรือผู้อยู่อาศัยบางรายที่สื่อสารจนทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เคยออกแถลงการณ์เน้นย้ำให้ชาวอิสราเอลเคารพกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด
ช่องทางที่ใช้ในการถือสิทธิ์และตั้งมูลนิธิ
ข้อมูลจากการตรวจสอบของหน่วยงานราชการและสื่อมวลชนพบว่า การเข้ามาครอบครองพื้นที่หรือทำธุรกิจของกลุ่มทุนเหล่านี้ไม่ได้มาจากการใช้อภิสิทธิ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายภายในประเทศ ดังนี้
- การแปลงสัญชาติไทย สำนักข่าวหลายแห่งแกะรอยพบว่า แกนนำหรือกรรมการมูลนิธิ/สถาบันทางศาสนา เช่น ศูนย์ชาบัดในป่าตอง ภูเก็ต และเกาะสมุย บางรายเป็นอดีตชาวอิสราเอลที่ได้รับสัญชาติไทยและบัตรประชาชนไทยมานานกว่า 10 ปี ทำให้มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการถือครองที่ดินและจัดตั้งองค์กรได้เหมือนคนไทยทั่วไป
- ขบวนการนอมินี มีการจัดตั้งบริษัทจำกัดโดยให้คนไทยถือหุ้นบังหน้า เพื่อกว้านซื้อหรือเช่าที่ดินในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต เกาะพะงัน และ อ.ปาย เพื่อนำไปสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือชุมชนปิดเฉพาะกลุ่ม ซึ่งบางเครือข่ายถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับเม็ดเงินมูลค่าหลายพันล้านบาท
รายการ Deep SPACE ชี้ว่า บทสรุปเชิงวิเคราะห์ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องการยึดเมืองด้วยกำลังหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศ แต่เป็นปัญหา ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจและการบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน ซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาชุบตัวผ่านระบบนอมินีและการขอสัญชาติ เพื่อจัดตั้ง “รัฐซ้อนรัฐ” หรือชุมชนเฉพาะกลุ่ม ปัจจุบันหน่วยงานรัฐอยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ์และบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์
ติดตามรายการ Deep SPACE ได้ทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00-14.00 น. พร้อมข้อมูลใหม่ ทุกแวดวงข่าวสารรอบตัว ลึกกว่าที่รู้




