จังหวัดแม่ฮ่องสอน หนึ่งในจังหวัดชายแดนของประเทศไทยที่ประสบปัญหาฝุ่นควันเป็นประจำทุกปี เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นหุบเขา มีพื้นที่ป่าไม้หนาแน่น และมีจุดความร้อนมากที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือ ประกอบกับเป็นพื้นที่ติดกับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีพื้นที่ทำการเกษตรขนาดใหญ่ ก็ส่งผลให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน อย่างหนักทุกปี

ประเสริฐ ประดิษฐ์ สภาลมหายใจแม่ฮ่องสอน มองว่า การแก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนสามารถแก้ไขได้ถ้าเข้าใจบริบทพื้นที่ ที่ผ่านมาเราใช้วิธีรัฐบาลต่อรัฐบาลไม่ได้ เพราะมีปัญหาเรื่องการปกครองในพื้นที่ของเมียนมา เป็นพื้นที่พิเศษที่มีชาติพันธุ์ปกครองพื้นที่อยู่

ประเสริฐ กล่าวว่า ในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี จะมีลมตะวันตกพัดเอาฝุ่นควันข้ามแดนเข้ามา ดังนั้นการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ควรจะดูทิศทางก่อน ทั้งลมตะวันตกหรือตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนการเผาไร่ คะยาจะเผาเดือนมีนาคม ส่วนรัฐฉานเผาปลายเดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายน เพราะเป็นพื้นที่สูง การห้ามเผาห้ามได้เฉพาะฝั่งตะวันออกของสาละวิน
“เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ควรมีการจัดเวทีที่นำแกนนำที่มีอำนาจตัดสินใจให้ได้มาพูดคุยกัน เพราะเรามีเครือข่ายและกลไกอยู่แล้ว และการเผาก็คือพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งปัญหาเพื่อนบ้านมีทั้งพืชเชิงเดี่ยว พื้นที่ทำกิน”

ขณะที่ ดร.กรด เหล็กสมบูรณ์ นักวิชาการสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากเป็นชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากจะมีไฟป่าเกิดขึ้นในพื้นที่แล้ว ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนก็มีผลกระทบเช่นกัน

“เพราะการแก้ปัญหาฝุ่นควรข้ามแดน การประสานงานแก้ไขปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะบางพื้นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลเมียนมา จึงต้องมีการริเริ่มพูดคุยโดยตรง กับเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมดูแลการเผาป่าในพื้นที่ ซึ่งหากพูดคุยกันแล้วก็จะมีแนวทางในการสนับสนุนช่วยเหลือกัน ทั้งในด้านมนุษยธรรม เรื่องของสาธารณสุข เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงประเด็นปัญหา เพราะปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสภาพอากาศมันไม่เกี่ยวกับพรมแดน และผลกระทบเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งสองฝั่ง” ดร.กรด กล่าว
ด้าน วิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ล่าสุดทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้แก้ปัญหาไฟป่า ฝุ่นควันภายในพื้นที่ ซึ่งได้มีการประกาศห้ามเผาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 30 เมษายน 2569 เป็นระยะเวลา 90 วัน แต่ก็ให้ช่องทางแก่ประชาชนที่จะบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เกษตร และจะต้องลงทะเบียนและจัดระเบียบการเผาให้ถูกต้อง โดยซอยแบ่งเป็นแปลงย่อย ให้สามารถควบคุมได้ เพื่อให้สภาพอากาศในพื้นที่แม่ฮ่องสอนไม่มี PM 2.5 มากจนเกินไป และไม่เป็นอันตรายต่อประชาชน

“แม้ว่าจะมีประกาศห้ามการเผา แต่ถ้าประชาชนไปลงทะเบียนและจัดการเชื้อเพลิงให้ถูก ก็ถือว่าเผาถูกต้องตามกฎหมาย แต่คนที่เผาโดยไม่ได้ลงทะเบียนหรือทำให้ถูกต้องผิดกฎหมายแน่นอน โดยให้ทุกอำเภอทำการจับกุมส่งฟ้องศาล กระทรวงเกษตรก็จะตัดสิทธิ์การช่วยเหลือทางการเกษตรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี”
ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้มีการให้ความรู้ และทำความเข้าใจกับประชาชนถึงผลกระทบจากไฟป่า และฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และกลุ่มผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ซึ่งทั้ง 5 กลุ่มนี้ ทั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอนก็จะมีอยู่ประมาณ 32,000 คน ได้มีการให้ความรู้ในการป้องกันตนเองในเบื้องต้นแล้ว
ขณะเดียวกันทางสำนักงานสาธารณะสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็มีการเตรียมการห้องปลอดฝุ่นทั้งจังหวัด มีห้องปลอดฝุ่น 250 ห้อง กระจายอยู่ในสถานบริหารสาธารณสุข ศูนย์เด็กเล็ก รวมทั้งจัดหามุ้งสู้ฝุ่นอีก 200 หลัง ก็จะใช้กับผู้ป่วยติดเตียงกระจายไปทุกอำเภอ
“ทั้งยังจัดให้มีคลีนิคมวลพิษในโรงพยาบาล เริ่มต้นที่โรงพยาบาลศรีสังวาลและโรงพยาบาลปาย รวมทั้งหน้ากากอนามัยก็ได้แจกจ่ายไปตามโรงพยาบาลชุมชนเพื่อแจกจ่ายไปยังพี่น้องประชาชนไปแล้วกว่า 50,000 ชิ้น แม้จะคุมปัจจัยในการเกิดนอกพื้นที่ไม่ได้ จึงรณรงค์ให้ประชาชนป้องกันตนเองเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น” ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน กล่าว

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษพบว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีจุดความร้อนสะสมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 - ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 รวมแล้ว 298 จุด มีคุณภาพอากาศเกินค่ามาตรฐานแล้ว 4 วัน






