ในงานเสวนา “ตามรอยขบวนการโกง สว.67: โกง สว.จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และ พริษฐ์ วัชระสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมวิพากษ์วิจารณ์ต่อกรณี “ฮั้ว สว.” หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 77 ราย โดยเฉพาะประเด็นการให้น้ำหนักพยานหลักฐานและความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย
กกต.สั่งฟ้องหลายคน แต่ไม่ถึง “ตัวการ”
ยิ่งชีพ กล่าวว่า จากผู้ต้องหาทั้งหมด 229 คน กกต.สั่งไม่ฟ้องเป็นจำนวนมาก แม้จะไม่มีผู้บริหารหรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยถูกสั่งฟ้อง แต่ผู้ที่ถูกสั่งฟ้องจำนวนหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ทั้ง สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สส.สุโขทัย พรรคภูมิใจไทย, ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.นครพนม อดีตผู้สมัคร สส. รวมถึงญาติพี่น้องของ สส. และแกนนำพรรค
ยิ่งชีพยกตัวอย่างข้อมูลเส้นทางการเงินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยระบุว่า สุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส.ของ พิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. เพื่อสนับสนุนการเลือกบุคคลเป็น สว. โดยเงินดังกล่าวมาจาก นิสิตา หมั่นไชย เสมียนพรรคภูมิใจไทยประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ตามข้อมูลที่ยิ่งชีพระบุ พิชัยเป็นผู้โอนเงินให้นางสาวนิสิตา รวม 38,000 บาท ก่อนที่ นิสิตาจะโอนต่อให้ สุบิน 2 ครั้ง เป็นจำนวนรวม 38,000 บาทพอดี ซึ่ง กกต.เห็นว่ากระบวนการดังกล่าวเข้าข่ายการทุจริตและมีการส่งฟ้อง แต่ไม่ได้ดำเนินคดีกับ พิชัย
เปิดคำให้การ “นายหัว” ตั้งคำถามถึงปลายทางของขบวนการ
ยิ่งชีพกล่าวถึงคำให้การของ ณัฐพงษ์ สาโรจน์ พยานในคดี ซึ่งระบุว่า สุบินพูดว่าให้ช่วย “นายหัว” พร้อมตั้งคำถามว่า หากผู้ที่ถูกกล่าวถึงเป็นผู้ช่วย สส.แล้ว “เจ้านาย” ของบุคคลดังกล่าวจะเป็นใคร
ยิ่งชีพมองว่า การดำเนินคดีในลักษณะดังกล่าวสะท้อนข้อสงสัยว่า การดำเนินคดีอาจถูกจำกัดอยู่เพียงผู้เกี่ยวข้องระดับปฏิบัติการ โดยไม่สาวไปถึงผู้ที่มีบทบาทสูงกว่า
งัด 4 พยานโยง ‘ภูมิใจไทย’ ก่อนกลับคำให้การ
ยิ่งชีพระบุว่า ได้ฟัง ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. อธิบายถึงพยาน 4 คนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ เอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พยาน 16/26, อัษฎางค์ แสวงการ สว.ขอนแก่น กลุ่ม 3 พยาน 21/26, ขจรศักดิ์ ศรีวิราช สว.พะเยา กลุ่ม 19 พยาน 22/26 และผู้ช่วย สว.รายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ พยาน 25/26
ยิ่งชีพระบุว่า ณรงค์มองว่าพยานเหล่านี้ไม่น่าเชื่อถือและมีการกลับคำให้การ จึงนำรายละเอียดคำให้การเดิมและไทม์ไลน์ของพยานทั้ง 4 คนมาเปิดเผยเพื่อให้สังคมพิจารณา
โดยระบุว่า ในวันที่พยาน 3 คนกลับคำให้การ ทั้งหมดไม่ได้เดินทางมาด้วยตัวเอง แต่ส่งเอกสารลงลายมือชื่อมาในวันเดียวกัน
สำหรับ เอกราช เดิมให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 หรืออนุฯ 26 กกต. ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งขณะนั้นพรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อไทย ยังร่วมรัฐบาลกันอยู่ และ เอกราชได้ย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรมแล้ว
ยิ่งชีพจึงตั้งข้อสังเกตว่า หากจะกล่าวหาว่ามีการปั้นพยานเพื่อปรักปรำพรรคภูมิใจไทย แรงจูงใจในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่ชัดเจน แต่ต่อมา เอกราชกลับคำให้การวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ อนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หลังพรรคกล้าธรรมแยกออกจากพรรคเพื่อไทยและไปร่วมกับ อนุทิน
ยิ่งชีพตั้งคำถามว่า หากจะพิจารณาเรื่องแรงจูงใจทางการเมือง ช่วงเวลาใดมีเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การให้การเท็จมากกว่ากัน
ตั้งข้อสงสัยคำกล่าวอ้าง “ถูกข่มขู่” ก่อนกลับคำ
ยิ่งชีพระบุว่า วิธีการกลับคำให้การของพยานเป็นการจัดทำเอกสารส่งมา โดย เอกราชระบุว่า ก่อนหน้านั้นมีชายไม่ทราบชื่อมาติดต่อและข่มขู่ ขณะที่ อัษฎางค์และ ขจรศักดิ์ก็ระบุว่าถูกบุคคลไม่ทราบชื่อข่มขู่ และจำลักษณะไม่ได้
ประเด็นดังกล่าวทำให้ยิ่งชีพตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของการกลับคำให้การ โดยเฉพาะเมื่อพยานบางรายเป็นบุคคลที่มีบทบาททางการเมืองและมีเครือข่ายทางการเมืองในพื้นที่
ชี้คำให้การเอกราชมีหลักฐานประกอบ ไม่ใช่ “พูดลอยๆ”
ยิ่งชีพระบุว่า คำให้การของ เอกราชไม่ได้มีเพียงคำพูด แต่มีหลักฐานประกอบ โดยเฉพาะข้อมูลที่ระบุว่าขบวนการดังกล่าวเคยไปรับเงินจาก รัตนา บ่อถ้ำ ที่ชั้น 4 ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง รัตนาเป็นเจ้าหน้าที่ของพรรคและปฏิบัติงานอยู่บริเวณดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลการโทรศัพท์หาผู้สมัครหรือ สว.อย่างน้อย 19 คน รวม 62 ครั้งภายใน 80 วัน ซึ่งยิ่งชีพตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลดังกล่าวน่าจะมีเหตุผลบางอย่างในการติดต่อ สว.จำนวนมาก
ยิ่งชีพระบุอีกว่า เอกราชให้ข้อมูลถึงการโทรหา เนวิน ชิดชอบ โดยระบุวันที่ชัดเจน เพื่อฝาก อัษฎางค์ให้ได้รับเลือกเป็น สว. ขณะที่ในสำนวนมีหลักฐานจากโทรศัพท์ และ อัษฎางค์ซึ่งลงสมัคร สว.กลุ่ม 3 ได้คะแนนสูงสุดอันดับ 1 ของประเทศ
นอกจากนี้ อัษฎางค์ยังยอมรับว่าเคยขอให้ เอกราชช่วยฝากให้ได้รับเลือกเป็น สว.
ยิ่งชีพยังกล่าวถึงคำให้การที่ระบุว่า เอกราชมอบหมายให้ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เลย และบึงกาฬ โดยมี สนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ ผู้สมัคร สว.จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นพยานที่ยืนยันว่าเข้าไปอยู่ในกระบวนการดังกล่าว และมี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว.เข้ามาเกี่ยวข้อง
ยิ่งชีพระบุว่า สรชาติเองก็ให้ข้อมูลว่า ทรงศักดิ์เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว ขณะที่ กกต.เชื่อคำให้การของ สนั่นชัยในส่วนที่ระบุว่า สรชาติอาจมีการทุจริต จึงส่งฟ้อง สรชาติ แต่ไม่ได้ดำเนินคดีต่อ ทรงศักดิ์ ทั้งที่ชื่อปรากฏในคำให้การของทั้ง สนั่นชัยและ เอกราช
ยิ่งชีพจึงตั้งคำถามว่า หาก กกต.เห็นว่าคำให้การของ เอกราชไม่น่าเชื่อถือ เหตุใดรายละเอียดบางส่วนกลับสอดคล้องกับข้อเท็จจริง หลักฐานทางโทรศัพท์ และคำให้การของพยานรายอื่น
พริษฐ์ถามกลับ กกต. “เห็นช้างหรือเปล่า?”
ด้าน พริษฐ์ วัชระสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงมติ กกต.ที่ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 77 คนว่า เป็นมติที่ขัดกับหลักการ โดยเปรียบเทียบกับเพลง “ช้าง” และตั้งคำถามว่า “กกต.เห็นช้างรึเปล่า?”
พริษฐ์ระบุว่า “ช้าง” ที่ กกต.จงใจมองไม่เห็น ประกอบด้วยความเป็นขบวนการในการโกงเลือก สว. การจัดทำโพย การอบรมโดยวิทยากรคนเดียวกันที่เดินทางไปบรรยายตามโรงแรม การจัดทำโพย และการประชุมของผู้ที่ได้รับเลือกหลังการเลือก สว.ที่โรงแรมพูลแมน กรุงเทพฯ รวมถึงความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย และมาตรฐานการวินิจฉัยคำร้องของ กกต.เมื่อเทียบกับคดีในอดีต
โต้ “โพยย้อนหลัง” ชี้รูปแบบคะแนนยังมีข้อสงสัย
พริษฐ์ยังโต้แย้งกรณีที่ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุในลักษณะว่าอาจมีการจัดทำโพยย้อนหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับผลคะแนนที่เกิดขึ้น
พริษฐ์มองว่า ข้ออ้างดังกล่าวยังมีข้อสงสัย เพราะ กกต.เคยเก็บโพยไว้เป็นหลักฐาน และตั้งคำถามว่าหากเป็นโพยที่จัดทำย้อนหลัง ผู้จัดทำจะสามารถจดจำหมายเลขผู้สมัครได้ตรงกัน รวมถึงเรียงลำดับได้เหมือนกันได้อย่างไร
พริษฐ์ยังอ้างถึงรูปแบบคะแนนของผู้สมัคร สว.ที่ได้คะแนนสูงสุด 10 อันดับ โดยเฉพาะ 6 อันดับแรกในแต่ละกลุ่ม ซึ่งเห็นว่ามีรูปแบบที่สอดคล้องกัน และใช้เป็นเหตุผลโต้แย้งข้ออ้างเรื่องการจัดทำโพยย้อนหลัง
ปม ‘เอกราช’ ต้องดูประกอบหลักฐานอื่น ไม่ใช่ตัดทิ้งจากการกลับคำ
กรณีที่ ภราดรระบุว่าคำให้การของ เอกราชมีเป้าหมายไปที่กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและมีธงทางการเมือง พริษฐ์เห็นว่า ข้อกล่าวหาไม่ได้หมายความว่ากรรมการบริหารพรรคจะต้องลงไปปฏิบัติการเฉพาะในจังหวัดของตัวเอง แต่เป็นข้อกล่าวหาว่าแกนนำพรรคร่วมกันวางแผนเพื่อยึด สว. ก่อนนำไปปฏิบัติการในจังหวัดขนาดเล็ก
ส่วนข้อเสนอว่าต้องนำคำให้การของ เอกราชไปวิเคราะห์ร่วมกับหลักฐานอื่น พริษฐ์ตั้งคำถามว่า หากนำไปพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่นแล้ว เหตุใดจึงไม่นำไปสู่ข้อสรุปว่าคำให้การบางส่วนมีแนวโน้มสอดคล้องกับข้อเท็จจริง
พริษฐ์ยกตัวอย่างข้อมูลเกี่ยวกับ รัตนา บ่อถ้ำ เจ้าหน้าที่พรรคที่มีการติดต่อผู้สมัคร สว.หลายครั้ง รวมถึงกรณีโรงแรมพูลแมนที่ข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ระบุว่ามี สว.อย่างน้อย 40 คนอยู่ในโรงแรม และในจำนวนดังกล่าวมี 10 คนที่ กกต.สั่งฟ้อง
พริษฐ์จึงเห็นว่า หากใช้หลักการนำคำให้การของ เอกราชไปประกอบกับหลักฐานอื่น น้ำหนักของคำให้การดังกล่าวควรถูกพิจารณาในภาพรวม ไม่ใช่ตัดทิ้งเพียงเพราะมีการกลับคำให้การ
ตั้งคำถามประวัติการโทร ‘ภราดร’ ถึง สว.ที่ถูกฟ้อง
พริษฐ์ยังระบุว่า หลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีเพียงคำให้การของ เอกราช แต่ยังมีข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ของบุคคลอื่นที่ทำงานกับพรรคหรือมีความเกี่ยวข้องกับผู้มีบารมีของพรรคก่อนการก่อตั้งพรรค ซึ่งมีการติดต่อกับผู้สมัคร สว.หลายครั้ง
พริษฐ์ระบุว่า กกต.ยังไม่ได้ชี้แจงว่าการติดต่อดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.หรือไม่ และยังตั้งคำถามถึงประวัติการโทรของ ภราดรที่ติดต่อกับ สว.บางรายที่ถูก กกต.สั่งฟ้องว่า ติดต่อกันด้วยเรื่องใด และความถี่ในการติดต่อในปี 2567 ช่วงการเลือก สว.แตกต่างจากปีก่อนหน้าหรือไม่
โต้เหตุผลตั้ง “อนุฯ 36” ไม่เพิ่มภาระงาน
พริษฐ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายภราดรปกป้องเหตุผลการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 36 ของ กกต. โดยเปรียบเทียบกับอนุฯ ชุดที่ 26 ว่า เหตุผลในการตั้งสองชุดแตกต่างกัน
พริษฐ์ระบุว่า อนุฯ ชุดที่ 26 เป็นคณะพิเศษที่มีบุคลากรจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เข้ามาร่วมงานกับ กกต. ขณะที่อนุฯ ชุดที่ 36 ถูกอธิบายว่าเป็นการตั้งขึ้นเพราะคดีมีความซับซ้อน และหากให้คณะเดิมพิจารณาต่อจะเป็นการเพิ่มภาระงาน
พริษฐ์เรียกร้องให้ กกต.เปิดข้อมูลภารกิจของกรรมการทั้ง 7 คนในอนุฯ ชุดที่ 36 แต่ระบุว่า กกต.ไม่ได้ส่งข้อมูลดังกล่าวให้ฝ่ายค้าน ก่อนที่ฝ่ายค้านจะตรวจสอบและพบว่า กรรมการ 4 คนจาก 7 คนในชุดที่ 36 นั่งอยู่ในคณะอนุกรรมการ 35 ชุดอยู่แล้ว
ส่วนกรรมการอีก 3 คน ประกอบด้วยว่าที่อธิบดี DSI อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญที่พ้นจากตำแหน่งราชการ และประธานบอร์ดท่าเรือที่ได้รับแต่งตั้งในสมัย พิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
จับตาไทม์ไลน์ “อนุฯ 36” กับการกลับคำให้การ
พริษฐ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงไทม์ไลน์การตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 ในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งมีการประชุมนัดแรกในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงต้องใช้เวลาถึง 2 เดือนกว่าจะมีการประชุม
โดย พริษฐ์เชื่อมโยงช่วงเวลาดังกล่าวกับเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ เอกราชและพยานอีก 2 คนกลับคำให้การ พร้อมตั้งคำถามว่าการตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 เกิดขึ้นก่อนแล้วรอให้กระบวนการกลับคำให้การเกิดขึ้นหรือไม่ ก่อนนำมาใช้เป็นเหตุผลในการดำเนินการที่ไม่สาวไปถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทย
ย้ำคดี “ฮั้ว สว.” ยังไม่จบ ทั้งในศาลและเวทีอภิปราย
พริษฐ์ย้ำว่า แม้มติ กกต.จะเกิดขึ้นแล้ว แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ โดยฝ่ายค้านจะติดตามและตรวจสอบสำนวนที่ กกต.ส่งให้ศาลฎีกาอย่างใกล้ชิดว่าเป็นสำนวนที่ถูกจัดทำขึ้นอย่างครบถ้วนหรือไม่
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. มาตรา 69 ซึ่งพริษฐ์ระบุว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถพิจารณาความรับผิดของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงอนุกรรมการได้
สำหรับผู้ที่ไม่ได้ถูกสั่งฟ้อง พริษฐ์ระบุว่าอย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะหากการไต่สวนในชั้นศาลฎีกาปรากฏหลักฐานใหม่ที่เชื่อมโยง กกต.ก็ยังมีหน้าที่สอบสวนต่อและดำเนินการตามกฎหมาย
ในทางการเมือง พริษฐ์ระบุว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจภายในเดือนนี้ และเรื่องฮั้ว สว.จะอยู่ในเนื้อหาการอภิปราย พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความพยายามที่จะไม่ให้ประเด็นดังกล่าวถูกนำมาอภิปราย
พริษฐ์โต้แย้งข้ออ้างว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยระบุว่าในอดีตสามารถอภิปรายรัฐมนตรีเกี่ยวกับการกระทำก่อนเข้ารับตำแหน่งได้ ส่วนกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าการที่ กกต.ไม่สั่งฟ้องหมายถึงรัฐมนตรีไม่มีความผิดนั้น พริษฐ์เห็นว่าเป็นคนละประเด็น เพราะสิ่งที่ฝ่ายค้านต้องการอภิปรายคือการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระและกระบวนการใช้อำนาจ
พริษฐ์ยังเชื่อมโยงข้อสงสัยดังกล่าวกับกรณีมติของ ป.ป.ช.ที่ยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ โดยมองว่าคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระหลายกรณีควรถูกตรวจสอบในมิติของการใช้อำนาจและดุลยพินิจ
ท้ายที่สุด พริษฐ์ระบุว่า แม้มติ กกต.จะสร้างความผิดหวัง แต่เชื่อว่าคดีฮั้ว สว.จะยังไม่ยุติ ทั้งในกระบวนการทางกฎหมายและการตรวจสอบทางการเมือง ขณะที่ข้อกล่าวหาและข้อสงสัยเกี่ยวกับพยาน หลักฐาน และความเชื่อมโยงทางการเมืองยังเป็นประเด็นที่ต้องถูกตรวจสอบต่อไป
จี้ กกต.ใช้มาตรฐานเดียว ปมสอบเพิ่ม 3 สำนวน “ฮั้ว สว.”
พริษฐ์ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงกรณี กกต. สั่งสอบเพิ่ม 3 สำนวนในคดีฮั้ว สว. ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับ “สว.สีส้ม” และพรรคประชาชน โดยย้ำว่าต้องการให้ กกต.ดำเนินการกับทุกกรณีด้วยมาตรฐานเดียวกัน หากมีหลักฐานที่ควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะมีสีหรือแนวคิดทางการเมืองอย่างไร ก็ต้องดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกัน
สงสัย “ทำไมเพิ่งสอบเพิ่มหลัง 14 ก.ย.”
พริษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใด กกต.จึงไม่ได้ดำเนินการกับทุกกรณีในกรอบเวลาเดียวกัน แต่เพิ่งมีมติสอบเพิ่มหลังวันที่ 14 ก.ย. 2569 อย่างไรก็ตาม แม้การดำเนินการจะเกิดขึ้นภายหลัง ก็ยังต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน
เมื่อถามว่ามองว่าการสอบเพิ่มเป็นการชิงจังหวะเอาคืนทางการเมืองหรือไม่ พริษฐ์กล่าวว่า “ความจริงก็คือความจริง” พร้อมย้ำว่า กกต.ต้องดำเนินการกับทุกฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน
พาดพิงมติ 5:2 ปม ‘อนุทิน–แกนนำภูมิใจไทย’
พริษฐ์กล่าวถึงมติ กกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 ที่ไม่ส่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยมติ 5:2 โดยระบุว่า ใน 5 เสียงที่ไม่สั่งฟ้อง มี 4 คนที่มาจากการแต่งตั้งโดย สว.ชุดปัจจุบัน
พริษฐ์จึงตั้งข้อสังเกตว่า หากตัดบุคคลที่เขามองว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนออก จะเหลือ กกต. 3 คน ซึ่งไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของ สว.ชุดนี้ และมีความเห็นเป็นเสียงข้างมากให้สั่งฟ้อง พร้อมระบุว่า “เร็วเกินไป” ที่จะสรุปว่าเหตุผลที่นายอนุทินและแกนนำพรรคภูมิใจไทยไม่ถูกส่งฟ้องต่อศาลฎีกา เป็นเพราะ กกต. 4 คนใช้ดุลยพินิจที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา
ทั้งนี้ มติวันที่ 14 ก.ย. มีรายงานว่า กกต.มีมติ 5:2 ไม่ส่งเรื่องนายอนุทินและนายเนวิน ชิดชอบ รวมถึงบุคคลในกลุ่มดังกล่าวไปศาลฎีกา ขณะที่คดีในส่วนอื่นมีผู้ถูกส่งฟ้องรวม 77 ราย
หากถูกส่งฟ้อง “สว.สีส้ม” ปชน.พร้อมสู้ตามกฎหมาย
เมื่อถามถึงแนวทางของพรรคประชาชน หากมีการส่งฟ้องคดี “ฮั้ว สว.สีส้ม” พริษฐ์กล่าวว่า พรรคก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย
ส่วนกรณีถูกถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าพรรคประชาชนไม่ได้เกี่ยวข้อง พริษฐ์ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดของข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับพรรคหรือบุคคลใด แต่หากมีหลักฐานก็เรียกร้องให้ กกต.เดินหน้าดำเนินการด้วยมาตรฐานเดียวกัน
ปม “ห้องจูปิเตอร์” โยงโพสต์ ‘ธนาธร’ ต้องชี้แจง
สำหรับความพยายามเชื่อมโยงกรณี “ห้องจูปิเตอร์” กับการโพสต์เฟซบุ๊กของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน พริษฐ์กล่าวว่า เรื่องห้องจูปิเตอร์ ได้ยินมาจาก ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แต่ไม่สามารถอธิบายในรายละเอียดได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์
อย่างไรก็ตาม พริษฐ์ระบุว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องและถูกตั้งคำถามว่าเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว มีหน้าที่ต้องชี้แจงต่อสาธารณะ เพื่อให้ข้อสงสัยต่าง ๆ สิ้นไป




