เจาะ 3 ยุทธศาสตร์ ‘บ้านใหญ่แป้งมัน’ ขุมพลัง ‘หวังศุภกิจโกศล’

27 มี.ค. 2569 - 16:29

  • ผ่าขุมพลัง ‘หวังศุภกิจโกศล’ ผ่าน ‘อาณาจักรแป้งมัน’ สยายปีกยึด ‘การเมืองอีสาน’ ดันสองสะใภ้ ‘ยลดา-จิตรวรรณ’ ปั้นพรรคเล็ก-เพิ่มอำนาจ ‘ไทรวมพลัง’ สุดแกร่งล้มช้าง เจาะ 3 ยุทธศาสตร์ แห่งความสำเร็จ

เจาะ 3 ยุทธศาสตร์ ‘บ้านใหญ่แป้งมัน’ ขุมพลัง ‘หวังศุภกิจโกศล’

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น “สมรภูมิ” ชี้ชะตากรรมรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ใครที่กุม “หัวใจคนอีสาน” ได้ ผู้นั้นย่อมกุม “อำนาจรัฐ” แต่ในยุคสมัยที่การเมืองเปลี่ยนผ่านจากระบบ "เจ้าพ่อ” รุ่นเก่ามาสู่ "กลุ่มทุนท้องถิ่น" รุ่นใหม่

ชื่อของตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” หรือที่คนในวงการขนานนามว่า “ค่ายแป้งมัน” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวละครที่ทรงอิทธิพลที่สุดกลุ่มหนึ่งในพื้นที่ภาคอีสาน

จากดินสีแดงใน อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา สู่ตึกไทยคู่ฟ้าและกระทรวงสำคัญในเมืองหลวง เส้นทางของพวกเขาไม่ใช่แค่เรื่องของโชคชะตา แต่คือการวางหมากที่แยบยล ทั้งในเชิงธุรกิจและการสร้างเครือข่ายที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง

รากเหง้าแห่ง "เอี่ยมเฮง" จากลานมันตากแห้งสู่ทองคำขาวพันล้าน

หากจะเข้าใจอำนาจทางการเมืองของตระกูลนี้ เราต้องถอยหลังกลับไปมองที่ "ฐานราก" เมื่อ 60 ปีที่แล้ว

ในวันที่โคราชยังเต็มไปด้วยฝุ่นแดงและถนนลูกรัง “เจ้าสัวบักเอี่ยม แซ่เฮง” ต้นตระกูลผู้บุกเบิก ได้เริ่มสร้างอาณาจักรจากความว่างเปล่า เขาเริ่มต้นจากการทำ "ลานมันตากแห้ง" ซึ่งเป็นธุรกิจขั้นปฐมภูมิของเกษตรกรรมไทยในยุคนั้น

แต่สิ่งที่ทำให้ "เอี่ยมเฮง" แตกต่างจากลานมันทั่วไปคือ วิสัยทัศน์ที่มองเห็นว่ามันสำปะหลังไม่ใช่แค่พืชลงหัว แต่มันคือ "วัตถุดิบทางอุตสาหกรรม" ที่โลกต้องการ จากลานตากมัน ถูกยกระดับสู่โรงงานแป้งมันสำปะหลังขนาดใหญ่ในชื่อ “เอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม” ตั้งรกรากที่อำเภอเสิงสาง ดินแดนรอยต่อสำคัญของโคราช

ปัจจุบัน อาณาจักรนี้ไม่ได้มีแค่โรงงานเดียว แต่สยายปีกเป็นเครือข่ายโรงแป้งยักษ์ใหญ่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เอี่ยมเฮง, , เอี่ยมธงชัย และ เอี่ยมรุ่งเรืองอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนแต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในอุตสาหกรรมส่งออกแป้งมันไทยไปทั่วโลก สร้างรายได้หมุนเวียนระดับ "พันล้านบาท" ต่อปี ถือเป็น “ต้นทุนสำคัญ” ในการก้าวสู่สนามการเมือง

พันธมิตรทางสายเลือด ระหว่าง "หวังศุภกิจโกศล - จิตรพิทักษ์เลิศ"

เมื่อธุรกิจดองกับบารมี ในทางรัฐศาสตร์ "บ้านใหญ่" จะมั่นคงได้ต้องมีมากกว่าเงิน นั่นคือ "เครือข่าย" การขยายอำนาจของ “ตระกูลหวังศุภกิจโกศล” นั้นมีความโดดเด่นอย่างมาก ผ่านการ "ดองข้ามตระกูล"

แกนนำหลักอย่าง “กำนันป้อ-วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” และน้องชาย “เสี่ยบู๊-สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ไม่ได้เดินเกมเพียงลำพัง แต่พวกเขาได้สร้างพันธมิตรที่เหนียวแน่นผ่านการแต่งงานกับคนใน “ตระกูลจิตรพิทักษ์เลิศ” ซึ่งเป็นตระกูลนักการเมืองท้องถิ่นที่มีบารมีในพื้นที่ไม่แพ้กัน

โดย “กำนันป้อ” เป็นคู่ชีวิตของ “มาดามหน่อย-ยลดา หวังศุภกิจโกศล” พี่สาวคนโต และ “เสี่ยบู๊” ก็เป็นคู่ชีวิตของ “มาดามกบ-จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” น้องสาวของยลดา

ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องความรัก แต่คือการ "รวมกิจการทางการเมือง" ที่สมบูรณ์แบบ ฝั่งหนึ่งมี “ทุน” จาก “อุตสาหกรรม” อีกฝั่งมีรากฐานเข้าใจ “มวลชนท้องถิ่น” เมื่อหลอมรวมกัน "บ้านใหญ่ค่ายแป้งมัน" จึงกลายเป็น “พยัคฆ์ติดปีก” ที่ใครก็โค่นลงยาก

“แม่ทัพโคราช” ค่ายสีน้ำเงิน สู่วัน “สะบั้นไมตรี”

เส้นทางการเมืองระดับชาติของ กำนันป้อ เริ่มฉายแสงชัดเจนที่สุดเมื่อครั้งสวมเสื้อ “พรรคภูมิใจไทย” เขาคือ "แม่ทัพใหญ่" ที่ครูใหญ่และหัวหน้าพรรคค่ายสีน้ำเงินอย่าง “เนวิน ชิดชอบ - อนุทิน ชาญวีรกูล” ไว้วางใจให้คุมโซนโคราชทั้งหมด

ผลงานของกำนันป้อประจักษ์ชัด ได้นั่งเก้าอี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงคมนาคม

ในช่วงเวลานั้น "ค่ายแป้งมัน" คือเนื้อเดียวกับภูมิใจไทย

ทว่าเมื่อต้นปี 2566 “กำนันป้อ” ประกาศลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย โดยอ้างเหตุผล "ปัญหาสุขภาพ" แม้ “อนุทิน” จะพยายามรักษาบรรยากาศด้วยรอยยิ้มและการปฏิเสธข่าวลือเรื่อง "พลังดูด" แต่คนในแวดวงการเมืองต่างรู้ดีว่า นี่คือบทโหมโรงของการเปลี่ยนขั้วครั้งใหญ่

เมื่อ "ดีลใหม่” ลงตัว “กำนันป้อ” ก็นำทัพลูกหลาน และ สส. ในมุ้ง สลัดคราบ “สีน้ำเงิน” มาสวมเสื้อ “สีแดง” ของพรรคเพื่อไทย เต็มตัว การย้ายค่ายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสังกัด แต่มันคือการ "เปลี่ยนดุลอำนาจ" ในภาคอีสานไปโดยสิ้นเชิง

ปรากฏการณ์ “แลนด์สไลด์โคราช” บารมี "นายกหน่อย"

ผลลัพธ์จากการย้ายค่ายประจักษ์ชัดในการเลือกตั้งปี 2566 ทีมเพื่อไทยโคราชภายใต้การนำของ “กำนันป้อ” และความร่วมมือกับ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” สามารถกวาดเก้าอี้ สส. ไปได้ถึง 12 เขตจากทั้งหมด 16 เขต ที่น่าสนใจคือในจำนวนนั้นเป็น สส. "สายตรง" จากโรงแป้งมันถึง 8 คน ซึ่งยังไม่นับระดับท้องถิ่นที่ “มาดามหน่อย ยลดา” เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา อีกด้วย

ภาพที่ออกมาจึงชัดเจนว่า “ตระกูลหวังศุภกิจโกศล” ได้สถาปนาอำนาจ "เบ็ดเสร็จ" ทั้งในระดับชาติ (สส.) และระดับท้องถิ่น (อบจ.) กลายเป็นบ้านใหญ่ที่ “พรรคเพื่อไทย” ต้อง "เกรงใจ"

“สุดาวรรณ” วืด “ครม.อนุทิน2” ในกำมือ “สีน้ำเงิน”

ความสำเร็จที่ดูเหมือนจะราบรื่น แต่กลับต้องมาสะดุดขาล้ม เมื่อ 27 มีนาคม 2569 ในช่วงเวลาของการจัดทำโผรัฐบาลชุดใหม่ “ครม. อนุทิน 2”

ชื่อของ “ปุ๋ง-สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” ทายาทคนสำคัญที่ก้าวขึ้นมาเป็น “รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย” และเป็นความหวังของตระกูล กลับต้องเผชิญกับวิบากกรรม "คุณสมบัติไม่ผ่าน" จากคดีบุกรุกที่สาธารณะฯ ทำให้ตำแหน่ง รมว.พัฒนาสังคมฯ หลุดลอยไป

ทั้งนี้มีชื่อ “นิกร โสมกลาง” สส.นครราชสีมา คนสนิทที่เป็นดั่ง "มือซ้าย" ของ “กำนันป้อ” ที่จะมาแทน “สุดาวรรณ” สะท้อนให้เห็นว่า บ้านใหญ่ค่ายแป้งมันมี "ตัวสำรอง" ที่พร้อมใช้งานเสมอ ที่ไม่ใช่บุคคลในครอบครัว แต่มีเครือข่ายคนทำงานที่ใกล้ชิด

"ไทรวมพลัง" ยุทธศาสตร์แตกแบงก์ย่อย

ในขณะที่ฝั่งพี่ชาย (กำนันป้อ) ปักหลักที่โคราช ฝั่งน้องชายอย่าง “เสี่ยบู๊” และ “มาดามกบ” กลับเลือกเส้นทางที่ "ท้าทาย" ยิ่งกว่า พวกเขาสยายปีกธุรกิจแป้งมันเข้าสู่ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ และ จ.อำนาจเจริญ พร้อมกับบทเรียนพ่ายแพ้เลือกตั้งปี 2562 ในนาม “พรรคภูมิใจไทย”

บทเรียนครั้งนั้นเปลี่ยนวิธีคิด แทนที่จะเป็นแค่ "ส่วนหนึ่ง" ของพรรคใหญ่ พวกเขาเลือกที่จะเป็น "เจ้าของพรรค” จนเกิดเป็น “พรรคไทรวมพลัง” (ชื่อเดิม : เพื่อไทรวมพลัง) โดยดึงเอาคนรุ่นใหม่อย่าง “กังฟู-วสวรรธน์ พวงพรศรี” หลานชายมาเป็นแม่ทัพ

ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเล็กๆ พรรคนี้สร้างปรากฏการณ์ "แจ็คผู้ฆ่ายักษ์" เมื่อสามารถส่งผู้สมัครหน้าใหม่อย่าง "ส.จ.หน่อย" พิมพกาญจน์ และ "เสี่ยเชียง" สมศักดิ์ ล้มแชมป์เก่าพรรคใหญ่ของประเทศในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ได้เก้าอี้ สส. 2 ที่นั่ง

นี่คือ "ยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง" ที่แยบยล ฝั่งหนึ่งอยู่ในพรรคแกนนำรัฐบาลเพื่อไทย อีกฝั่งสร้างพรรคทางเลือกที่มีอิสระในการต่อรอง ผ่าน “ไทรวมพลัง” เพื่อมีที่ยืนในทุกสถานการณ์การเมือง

ทั้งหมดนี้จะเห็นว่าการก้าวขึ้นมาของตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการหลอมรวม 3 องค์ประกอบสำคัญ คือ

1)ทุนนิยมท้องถิ่นที่เข้มแข็ง มีฐานธุรกิจที่ผูกพันกับเกษตรกรในพื้นที่อย่างเหนียวแน่น

2)เครือข่ายเครือญาติที่ซับซ้อน สร้างพันธมิตรผ่านการดองข้ามตระกูลการเมือง

3)ความยืดหยุ่นทางการเมือง เห็นได้จากการกล้าตัดสินใจย้ายขั้วและสร้างพรรคสำรองเมื่อถึงเวลาที่จำเป็น

อาณาจักร "แป้งมันพันล้าน" ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในสนามอำนาจของประเทศไทย "พลังในการต่อรอง" และ "ฐานมวลชน" เป็นสิ่งที่สำคัญ

แม้ในวันนี้ทายาทสายตรงอย่าง “สุดาวรรณ” ต้องสะดุดไปบ้าง แต่ “ตระกูลหวังศุภกิจโกศล” ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขาไม่ใช่แค่ "ผู้เล่น" แต่คือ "เจ้าของสนาม" ที่พร้อมปรับเปลี่ยนหมากทุกตัวเสมอ

อ้างอิง

bangkokbiznews / today / koratdaily / kpi / bangkok / thaipost /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์