ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 วาระด่วน การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า เมื่อประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤต ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาล เดินนำหน้าประชาชนอย่างน้อยหนึ่งก้าว รัฐบาลต้องคิดเผื่อประชาชน เผื่อภาคธุรกิจ ถือธงเดินนําหน้าพวกเรา คอยประทับประคองรองรับคลื่นลมภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ถาโถมเข้ามา แต่สิ่งที่คนไทยได้รับกลับเป็นรัฐบาลที่เดินตามหลังประชาชนหลายก้าว
กว่านายกฯ จะยอมรับว่า นี่คือวิกฤติครั้งใหญ่ ที่เราต้องมีการปรับตัวกันทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญและจําเป็น แต่ช้าไป 5 สัปดาห์ กว่ารัฐบาลจะเข้าไปตรวจสอบค่าการกลั่นเพื่อช่วยลดราคาค่าน้ํามัน ก็ช้าไป 4 สัปดาห์ กว่าจะหาตัวไอ้โม่ง เริ่มจากรายใหญ่ที่ลักลอบ และกักตุนน้ํามันได้ ช้าไป 3 สัปดาห์ และไม่ใช่แค่ช้า แต่ผิดเลยก็ยังมี การที่นายกฯ หันมาโทษประชาชน หาว่ากองทัพมดเป็นตัวการวิกฤติน้ํามัน
การเดินตามหลังประชาชน ยิ่งเห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมจากคําแถลงนโยบาย ที่ทําราวกับประเทศไทย และโลกใบนี้ ยังอยู่ในสภาวะปกติ ซึ่งในคําแถลงนโยบายมีเพียงย่อหน้าเดียว ที่พูดถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่เนื้อในทั้งหมด เหมือนย้อนเวลากลับไป 1-2 ปีที่แล้ว
ในแง่การเขียนนโยบายเดาได้ไม่ยาก ว่าใช้เนื้อหาเดิมที่เตรียมไว้ตั้งแต่หลังเลือกตั้ง เอามาแปะรวมกัน แล้วก็เพิ่มหนึ่งย่อหน้า เติมคําว่าวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางเข้าไป เหมือนนักเรียนทํารายงานกลุ่มค้างเอาไว้ แล้วพอโลกวุ่นวาย ก็ไม่รู้จะปรับอย่างไร เติมเข้าไปหนึ่งย่อหน้าแล้วกัน หวังว่าคุณครูจะเข้าใจหรือว่านี่เป็นวิธีทํางานตามมาตรฐานครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ตนเองก็ไม่แน่ใจ
นี่ไม่ใช่การทํารายงานกลุ่ม นี่คือการบริหารประเทศในยามวิกฤต คําแถลงฉบับนี้ สะท้อนว่ารัฐบาลไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเดือดร้อนของประชาชน ถ้ารัฐบาลรู้ร้อนรู้หนาวต้องประเมินได้ชัดเจนแล้วว่า อะไรคือเรื่องเร่งด่วนที่ต้องตัดสินใจ ต้องสื่อสารกับประชาชน อะไรคือเรื่องที่ต้องเตรียมพร้อม เตรียมการไว้ล่วงหน้า เดินนําหน้าประชาชน
ตอนนี้สิ่งที่คนคาดหวัง คือมาตรการเร่งด่วนที่ชัดว่า จะเอาอย่างไรกับความเดือดร้อนของคนไทยทั้งประเทศจากราคาน้ำมัน ระดับนโยบายไม่จําเป็นต้องละเอียดยิบ แต่ต้องแสดงทิศทางให้ประชาชนรับรู้ คลายความกังวล
ยกตัวอย่าง การจัดหมวดนโยบายเร่งด่วน ที่ชัดเจนว่า รัฐบาลจะแก้ปัญหาราคาน้ํามันแพงอย่างไร ประกาศไปเลยยิ่งดีว่า จะชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน บอกให้ชัดว่าจะช่วยกลุ่มเปราะบางแบบไหน จะออกบัตรเครดิตพลังงานหรือไม่ น่าเสียดายที่นโยบายแบบนี้ คือคําแถลงของนโยบายรัฐบาลยุค ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปี 54 แต่กลับไม่มี สิ่งเหล่านี้ในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ปี 69 ทั้งที่วิกฤตตอนนี้มากกว่าตอนนั้นหลายเท่าตัว
สถานการณ์ที่ปั่นป่วนไม่แน่นอนแบบนี้ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจจะเบาใจลงได้ ต้องมีรัฐบาลที่เดินหน้า ประกาศให้ชัดว่า จะมีแนวทางในการบริหารประเทศอย่างไร เราอ่านแล้วไม่เข้าใจ ว่าจะจัดการอย่างไร ไม่เห็นภาพว่ามีแนวทางบริหารการคลังอย่างไร
แม้จะมีการระบุว่า จะช่วยประชาชนไว้บ้างนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้บอกชัดเจนว่า หมายถึงใคร และจะใช้วิธีไหน เมื่อไม่ชัดเจน คนไทยทุกคนก็รู้สึกเปราะบางกันไปหมดแล้ว วันนี้ต้องถามว่ามีใครในประเทศที่ไม่รู้สึกเปราะบางบ้าง คําถามที่ประชาชน และภาคธุรกิจอยากรู้มากที่สุด คือแล้วท่านจะจัดการเรื่องโครงสร้างราคาน้ํามันอย่างไร โดยเฉพาะส่วนที่อยู่ในอํานาจของรัฐบาลแบบเต็มๆ ทั้งภาษีสรรพสามิต ค่าการกลั่น ทั้งที่ในปี 65 มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ํามันสูงขึ้น กระทรวงการคลังได้มีการทําการศึกษาเรื่องการเก็บภาษีลาภลอยไปแล้ว และเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ดํารงตําแหน่งอธิบดีอยู่ในกระทรวงการคลัง ทําไมต้องวนลูปกลับไปเริ่มต้นศึกษากันอีกครั้ง
นอกจากนั้น ประชาชนยังคาดหวังถึงการเตรียมมาตรการระยะกลาง ซึ่งรัฐบาลต้องมองแง่ร้ายไว้ก่อน คิดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไปเลย ถ้าโชคดีว่าสงครามจบเร็ว ก็ถือว่าเป็นโบนัสในชีวิตไป ก็ต้องมีการประเมินว่า ถ้าสงครามลากยาวหลายเดือน โครงสร้างพื้นฐานน้ํามันและก๊าซถูกทําลาย ท่านจะมีการทําอย่างไร เพราะผลกระทบจะเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ และต้องประเมินแบบที่รู้ว่า อะไรคือจุดสําคัญของห่วงโซ่นี้ โดยใช้ข้อมูลนํา
ในภาวะแบบนี้ มีนโยบายเร่งด่วน เตรียมรับมือผลกระทบลูกโซ่ยังไม่พอ เมื่อโลกแปรปรวนแบบนี้ ต้องมีนโยบายเชิงรุกไปพร้อมกันด้วย ถ้าเปรียบสภาพตอนนี้ เหมือนเรากําลังปั่นป่วนอยู่ในหมู่บ้าน แล้วเจอไฟไหม้ลุกลามใหญ่โต คนเลยวิ่งออกมาออกันหน้าบ้านเต็มไปหมด
นโยบายเชิงรับ คือการช่วยให้เราหนีตายออกมาจากบ้าน แต่พอออกมาแล้ว ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าเราจะไปไหนต่อ ที่ไหนคือที่หลบภัย คือที่ปลอดภัย ไม่มีใครบอกเราชัดๆ นี่คือหน้าที่ของการทํานโยบายเชิงรุก ที่จะช่วยให้ทุกคนรู้ว่า เมื่อออกมาจากกองไฟได้ ต้องไปไหนต่อ
สถานการณ์วิกฤติแบบนี้ รัฐบาลต้องเป็นผู้ถือธงนํา สร้างภารกิจแห่งชาติร่วมกัน ประกาศให้คนไทยทุกคนเห็นความจําเป็นอย่างชัดเจน หนักแน่น มุ่งมั่น เป็นภารกิจ ทั้งรัฐ เอกชนคนตัวใหญ่ ตัวเล็ก ทั้งประเทศไปด้วยกัน
ดังนั้น จึงขอเสนอว่าภารกิจสําคัญใหญ่ที่สุด ก็คือการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย ไหนๆ นโยบายเล่มนี้ ก็เอานโยบายของพรรคประชาชนมาเยอะแล้ว ขอให้เอาธีมใหญ่ไปด้วย จากก๊อบทั้งที ต้องก๊อบไปให้หมด เมื่อตั้งภารกิจชัดแล้ว ก็ลงรายละเอียดมาทีละขั้น เราเสนอว่าความมั่นคง คือต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง ราคาเอื้อมถึงทำสามขาไปพร้อมกัน ทุกคนต้องเห็นว่า กําลังเดินไปสู่จุดหมายเดียวกันอย่างไร ไม่ใช่ทําแบบสะเปะสะปะ เหมือนที่เราเห็นในนโยบายฉบับนี้
"ต้องทําให้คนรู้สึกร่วมกันว่า นี่คือฉันทามติใหม่ นี่คือบ้านที่ปลอดภัยมากขึ้น ความมั่นคงทางพลังงานจะทําให้เราทุกคนได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ได้รับอากาศบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นไปด้วยกัน การทํานโยบายในภาวะวิกฤติต้องไม่จบแค่เชิงรับ แต่ต้องมีเชิงรุกให้ทุกคน องคาพยพในประเทศเห็นเป้าหมายเดียวกัน ให้คนที่หนีตายออกมารอหน้าบ้าน รู้ชัดเจนว่าจะวิ่งไปที่ไหน ที่ไหนเป็นบ้านหลังใหม่ที่เราจะอยู่ร่วมกัน" วีระยุทธ กล่าว
ต่อให้นโยบายดีไม่ดี ครบไม่ครบก็เรื่องหนึ่ง แต่นโยบายจะสําเร็จหรือไม่สําเร็จ ประวัติศาสตร์ไทยพบแล้วว่า อยู่ที่ส่วนผสมของรัฐบาล เราเคยมีรัฐบาลทหารล้วน รัฐบาลพรรคเดียว รัฐบาลผสม ซึ่งจะเป็นตัววัดระดับความสําเร็จ ถ้าถามว่ารัฐบาล อนุทิน 2 มีส่วนผสมอย่างไร เราเห็นตรงกันว่า เป็นการรวมตัวระหว่างบ้านใหญ่ และเทคโนแครต ปัญหาคือเวลาเอามารวมกัน ต่างฝ่ายต่างยอมปิดตาข้างหนึ่ง เพื่อยอมให้อยู่รวมกันได้หรือไม่
การเมืองบ้านใหญ่ จุดเด่นอยู่ที่ ใจถึงเพิ่งได้ กล้าได้กล้าเสีย ถ้าเป็นรัฐบาลบ้านใหญ่ล้วน เชื่อว่าน้ํามันแพง จะกล้าสั่งลดภาษีสรรพสามิต 7 บาท แต่พอโดนเทคโนแครตท้วงติงเรื่องการจัดเก็บรายได้ กลัวเรื่องการโดนแปะป้าย ว่าเป็นรัฐถังแตก บ้านใหญ่ก็ยอมไปทําส่วนง่ายๆ แทน อย่างกันลดราคาน่าโรงกลั่น 1-2 บาท
ขณะเดียวกันเทคโนแครต ก็ยอมปิดตา ให้รัฐบาลทําโครงการที่น่ากังขาเหมือนกัน เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ หรือโมโต้จีพี ที่เจาะจงแค่บางจังหวัด ถ้าคิดตามหลักการล้วนๆ ไม่คุ้มที่จะทําแน่นอน ถ้าเอกนิติ หรือศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือเทคโนแครตที่กําลังต่อคิวเข้ามายืนยันว่า คุ้มค่า ก็ออกมาคอนเฟิร์มได้
และพอยอมปิดตาข้างนึง โครงการแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นจํานวนมาก แลกกับการที่เทคโนแครตได้ร่วมรัฐบาลต่อไป จึงขอบอกว่าเป็นระบอบ 'ปิดตาธิปไตย' ซึ่งตัวอย่างชัดเจนอยู่ที่กรณีน้ํามันหาย 57 ล้านลิตร จากการรั่วไหลในระบบ ที่หลอมหลอมรวมบ้านใหญ่กับเทคโนแครตเข้าด้วยกัน
การทํานโยบาย และบริหารประเทศในยามวิกฤต จะมีประสิทธิภาพไปอีกขั้นหนึ่ง ถ้าเราทุกคน โดยเฉพาะรัฐบาลที่เป็นผู้นํา มองเห็นทางออกปลายทาง หรือ End Game ร่วมกันว่าสุดท้ายแล้วเราจะออกจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปด้วยสภาพแบบไหน
ตอนที่ท่านนายกฯ บอกว่า ไม่ต้องห่วงหรอก เพราะท่านเคยพาประเทศไทยผ่านวิกฤติโควิดมาแล้ว ผมว่าหลายคนเสียวสันหลัง คิดถึงญาติพี่น้องของตัวเองที่จากไป ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากความสูญเสียระดับปัจเจคแล้ว ประเทศไทยยังออกจากวิกฤติโควิดแบบสะบักสะบอมในระดับมหภาคด้วย หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะพุ่ง ใช้เงินไปมหาศาลกับการรักษาอดีต ไม่ได้ใช้เงินกับการสร้างอนาคต ทั้งที่เราเคยเจอวิกฤตน้ำมันช็อกโลกมาแล้ว
— วีระยุทธ กล่าว
ฉะนั้น อยากให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นว่า นี่คือการบริหารประเทศในยามวิกฤติ ไม่ใช่ภาวะปกติ เชิงรุกต้องหนักแน่น เชิงรับต้องสื่อสารให้ชัดเจน เพื่อให้เราออกจากวิกฤตินี้ได้แบบแข็งแรงกว่าเดิมไปด้วยกัน






