อาชีวะสร้างชาติ! ย้อน 'อุเทนถวาย-เทคโนปทุมวัน' มรดก 'คณะราษฎร'

9 ก.ย. 2569 - 19:17

  • ภาพจำของ "อุเทนถวาย" และ "ช่างกลปทุมวัน" มักถูกมองผ่านเลนส์ความขัดแย้งเป็น "คู่อริตลอดกาล" แต่ในทาง "ประวัติศาสตร์" ทั้งสองสถาบัน ถือกำเนิดขึ้นหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 ในฐานะ "สองแขนกล" ของ "คณะราษฎร"

  • "อุเทนถวาย" ถือกำเนิดขึ้นเป็น "แม่แบบช่างก่อสร้าง" ผู้คุมงานสร้างสถาปัตยกรรม-โครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ "ช่างกลปทุมวัน" ก่อตั้งขึ้นโดย "ทหารเรือ" สู่ห้องเครื่องอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนฟันเฟืองเครื่องจักรกลเพื่อ "เอกราชทางเทคโนโลยีของชาติ"

อาชีวะสร้างชาติ! ย้อน 'อุเทนถวาย-เทคโนปทุมวัน' มรดก 'คณะราษฎร'

ภาพจำของสถาบันอาชีวศึกษาเก่าแก่อย่าง "อุเทนถวาย" และ "ช่างกลปทุมวัน" มักปรากฏภาพในฐานะคู่ปรับตลอดกาล 

แต่ในทางประวัติศาสตร์แล้ว ย้อนเวลากลับไปมองยังจุดเริ่มต้น จะพบว่าทั้งสองสถาบันไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแย่งชิงศักดิ์ศรีของการเป็น "เจ้าพ่ออาชีวะ" แต่อุบัติขึ้นในฐานะ "การสร้างชาติ" เป็นสองแขนของ "คณะราษฎร" หลังการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475 ที่มุ่งหมายจะ "ปลดแอกสยาม" ออกจากพันธนาการทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชาติตะวันตก

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ได้มีเพียงการร่างรัฐธรรมนูญหรือการสถาปนา ระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา แต่หัวใจสำคัญ คือ การวางรากฐาน "อธิปไตยที่กินได้" ให้แก่ประชาชน

หนึ่งในสมรภูมิเงียบที่ คณะราษฎร ต้องเปิดฉากขับเคี่ยว คือ ปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะการให้กำเนิดแนวคิด "อาชีวศึกษา" เพื่อสร้างช่างไทยขึ้นมารองรับ โครงสร้างพื้นฐานของรัฐชาติสมัยใหม่

หลัก 6 ประการ การศึกษาสร้างชาติ

นับตั้งแต่สยาม ก้าวเข้าสู่การ ปฏิรูประบบราชการ สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ค่านิยมกระแสหลักของเยาวชนที่ผ่าน ระบบโรงเรียน คือ การมุ่งหน้าเข้าสู่การเป็น "ข้าราชการ" เป็นหลัก

รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์เตือนสติสังคม ผ่านบทความ "โคลนติดล้อ" ในตอน นิยมเป็นเสมียน ไว้อย่างคมคายว่า หนุ่มสาวไทยรังเกียจการจับจอบ เสียม และเครื่องมืองานช่าง หวังเพียงนั่งโต๊ะเขียนหนังสือในเครื่องแบบโก้หรู

ผลลัพธ์ของ ค่านิยมเสมียน ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ตกอยู่ในภาวะ อัมพาตเชิงโครงสร้าง งานก่อสร้างตึกรามบ้านช่อง ทางรถไฟ สะพาน และท่าเรือ ล้วนต้องพึ่งพา วิศวกรชาวตะวันตก และ ผู้รับเหมาแรงงานชาวจีน ยามที่สยามต้องการสร้างความทันสมัย ประเทศกลับขาดแคลนช่างฝีมือที่เป็นคนไทย

เมื่อคณะราษฎรทำการอภิวัฒน์สยามในปี 2475 "หลัก 6 ประการ" ได้ถูกประกาศใช้เป็นแม่บทของรัฐบาลใหม่ การร้อยประสานระหว่าง หลักเศรษฐกิจ (การบำรุงความสุขสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ โดยรัฐจะจัดหางานให้ราษฎรทำ) และ หลักการศึกษา (การจัดการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร) ได้กลายเป็นพิมพ์เขียวสำคัญ 

รัฐบาลยุคคณะราษฎร มองว่า ราษฎรจะมีเสรีภาพทางการเมืองอย่างแท้จริงไม่ได้ หากท้องยังหิวและปราศจากวิชาชีพติดตัว

แนวคิดนี้ตกผลึกผ่าน แผนการศึกษาชาติ 2475 และฉบับสมบูรณ์ในปี 2479 ซึ่งแยกสายการศึกษาออกเป็นสองสายชัดเจน คือ "สายสามัญศึกษา" สำหรับผู้ที่จะมุ่งสู่วิชาการ และ "สายอาชีวศึกษา" เพื่อผลิตบุคลากรวิชาชีพเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยตรง 

เพื่อยกสถานะของ "กรรมกรผู้ทรงความรู้" ให้มีเกียรติทัดเทียม "เสมียนคอปกขาว" ปลุกกระแส ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ว่า การใช้สองมือสร้างสิ่งก่อสร้างและคุมฟันเฟืองจักรกล คือ ภารกิจรักชาติที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

'อุเทนถวาย' ปฐมบท 'ช่างก่อสร้าง'

ในห้วงเวลาที่เมืองหลวงกำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด สยามต้องการช่างไม้ ช่างปูน นายช่างสำรวจ และผู้คุมงานสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่อย่างเร่งด่วน แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะมีโรงเรียนเพาะช่างที่เปิดสอนวิชาหัตถกรรมและศิลปะ แต่ยังขาดแคลนสถาบันที่มุ่งเน้นวิชาการก่อสร้างเชิงวิศวกรรมแบบสากล

กระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ ผู้เป็นเสาหลักด้านการศึกษา ที่มี พระยาพหลพลพยุหเสนา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามจัดตั้ง "โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย" ขึ้นอย่างเป็นทางการ

ภารกิจแรกเริ่มของอุเทนถวายจึงมีสถานะเป็น โรงเรียนแม่แบบ และ แหล่งเพาะพันธุ์ครูช่าง เหล่านักเรียนรุ่นแรกมิได้เรียนเพื่อไปเป็นเพียงกรรมกรก่อสร้างรายวัน แต่ถูกฝึกหัดให้ออกไปเป็น หัวหน้าช่าง ผู้รับเหมา และครูผู้สอน ที่จะกระจายตัวไปสร้างโรงเรียนช่างก่อสร้างทั่วประเทศ

เมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม การสร้างชาติถูกผลักดันอย่างดุดันผ่านนโยบาย "รัฐนิยม" มุ่งหวังให้คนไทยควบคุมระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยมีการตั้ง "กรมอาชีวศึกษา" ขึ้นมารองรับในปี 2484

อุเทนถวาย กลายเป็นกำลังหลักของ นโยบายชาตินิยม ในการก่อสร้างสถานที่ราชการต่างๆ ของรัฐบาลยุคนั้นมากมาย เพื่อสะท้อนถึงความหนักแน่น เท่าเทียม กับชาติมหาอำนาจ

'ช่างกลปทุมวัน' ฟันเฟือง 'กองทัพเรือ'

'อุเทนถวาย' คือ สัญลักษณ์ของอิฐ หิน ปูน ทราย 'ช่างกลปทุมวัน' ย่อมเปรียบเสมือนเหล็กกล้า แรงขับเคลื่อน และฟันเฟืองจักรกล

เริ่มก่อตั้งเมื่อ วันที่ 1 สิงหาคม 2475 ณ ตึกเช่าพระคลังข้างที่ ตรอกกัปตันบุช ถนนเจริญกรุง คณะนายทหารเรือกลุ่มหนึ่งนำโดย น.อ. พระประกอบกลกิจ ร.น. พร้อมด้วยนายทหารเรือช่างกล ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดตั้ง โรงเรียนอาชีพช่างกล ขึ้นเป็นแห่งแรกในประวัติศาสตร์สยาม

คำถามชวนคิดในเชิงประวัติศาสตร์คือ เหตุใดจึงเป็น "ทหารเรือ" ในเวลานั้น กองทัพเรือสยาม ถือเป็นแหล่งรวมเทคโนโลยีเครื่องจักรกลที่ล้ำหน้าที่สุดของประเทศ ทหารเรือมีเรือรบ มีเครื่องจักรไอน้ำ มีระบบไฟฟ้า และ มีอู่ต่อเรือ 

คณะนายทหารเรือกลุ่มนี้ เล็งเห็นว่า ชาติไม่อาจเป็นเอกราชได้อย่างแท้จริง หากระบบอุตสาหกรรมและยานยนต์ยังต้องพึ่งพาช่างต่างด้าว จึงมีความมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดวิชาชีพนี้ให้แก่กุลบุตรไทย

หลักสูตรของ โรงเรียนอาชีพช่างกล ถูกถอดแบบมาจาก โรงเรียนนายเรือฝ่ายพรรคกลิน การเรียนการสอนเป็นไปอย่างทรหด ช่วงเช้าเรียนทฤษฎีในห้อง ช่วงบ่ายนักเรียนต้องลงเรือกรรเชีย งข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปฝึกงานจริงที่ กรมอู่ทหารเรือ พวกเขาต้องเผชิญกับเตาหลอมโลหะ ช่างตีเหล็ก งานกลึง งานตะไบ และการซ่อมแซม เครื่องยนต์ขนาดใหญ่

ตราสัญลักษณ์ประจำสถาบัน ที่เป็นรูป สมอเรือไขว้ฟันเฟืองจักร จึงเป็นอนุสรณ์เตือนใจถึง สายเลือดทหารเรือ ผู้ให้กำเนิด ต่อมาในปี 2478 กระทรวงธรรมการได้เล็งเห็นความสำคัญ จึงรับโอนโรงเรียนแห่งนี้เข้ามาเป็น โรงเรียนของรัฐ เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนมัธยมอาชีพช่างกล" และย้ายสถานที่ตั้งมายังบริเวณวังใหม่ ถนนพระราม 1 ย่านปทุมวัน กำเนิดเป็นตำนาน "ช่างกลปทุมวัน" ในเวลาต่อมา

ในยุคชาตินิยม จอมพล ป. ช่างกลปทุมวัน ต้องเผชิญกับสภาวะสงครามมหาเอเชียบูรพาโดยตรง เมื่ออาคารเรียนถูกกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดพื้นที่ใช้งาน นักเรียนและครูช่างกลต้องปรับตัวเข้าสู่ภารกิจ "ช่างเทคนิคยามสงคราม" ทำหน้าที่ดัดแปลงเครื่องยนต์ กลึงอะไหล่ทดแทนชิ้นส่วนนำเข้าจากตะวันตกที่ถูกตัดขาด และพยุงฟันเฟืองโรงงานอุตสาหกรรมยุทธปัจจัยให้คงอยู่รอดไปได้

'สองแขน' แห่ง 'ประชาธิปไตย'

การเกิดขึ้นของ อุเทนถวาย และ เทคโนปทุมวัน หลังการเหตุการณ์ปี 2475 เป็นการจัดวางยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า "อธิปไตยของชาติ"

ในเชิงสถาปัตยกรรมและผังเมือง อำนาจของ ระบอบประชาธิปไตย จำเป็นต้องมีพื้นที่สาธารณะของประชาชน การสร้างอาคารที่ทำการศาล โรงภาพยนตร์สาธารณะ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือสนามกีฬาแห่งชาติ ล้วนต้องใช้ช่างก่อสร้างที่อ่านแบบแปลนสากลเป็น และเชี่ยวชาญคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งอุเทนถวายทำหน้าที่ป้อนกำลังพลเหล่านี้เข้าสู่ ระบบราชการ และ ธุรกิจก่อสร้าง อย่างไม่ขาดสาย

ในเชิง เครื่องจักร ยุคต่อมาภายใต้การนำของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ผลักดันนโยบาย "รัฐนิยม" และชาตินิยมทางเศรษฐกิจ รณรงค์ให้คนไทยใช้ของไทย เลิกพึ่งพาพาณิชย์และสินค้าอุตสาหกรรมจากต่างชาติ 

หากประเทศไร้ซึ่งช่างยนต์ ช่างหล่อ และช่างกลึง ย่อมไม่มีทางที่โรงงานแปรรูปน้ำมันพืช โรงทอผ้า โรงสีข้าวหลวง หรือแม้กระทั่งระบบรถไฟและรถยนต์ของรัฐจะดำเนินไปได้ 'ช่างกลปทุมวัน' จึงเปรียบเสมือน ห้องเครื่องที่จ่ายพลังงาน ให้ฟันเฟืองทางเศรษฐกิจของชาติหมุนเวียนไปได้ด้วยมือของคนไทย

ทั้งสองสถาบันจึงทำหน้าที่เป็น แขนซ้าย และ แขนขวา อุเทนถวายก่อกำแพง และ มุงหลังคา ช่างกลปทุมวัน เดินสายไฟและวางเครื่องจักร ร่วมสร้าง 'รัฐสมัยใหม่' ที่มีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐาน

ทว่าเมื่อเวลาผ่านพ้นไปหลายทศวรรษ อุดมการณ์สร้างชาติของ 2 สถาบัน ถูก "ความขัดแย้ง" บดบัง อัตลักษณ์ความเป็น "เพื่อนร่วมอุดมการณ์" ในการสร้างบ้านแปงเมือง

ล่าสุด ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การออกคำสั่ง หลังจากนี้อย่างน้อย 3 เดือน จะไม่ให้มีการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ "อุเทนถวาย-ปทุมวัน" ภายหลังจากเกิดเหตุวิวาทที่ BTS สยาม

ประวัติศาสตร์ยุค 2475 อาจสามารถเป็นสิ่งที่เตือนใจว่า ทั้ง "อุเทนถวาย" และ "ช่างกลปทุมวัน" ต่างมี "อุดมการณ์-จิตวิญญาณ-จุดกำเนิด" เดียวกัน

อ้างอิง

silpa-mag / matichon

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


อาชีวะสร้างชาติ! ย้อน 'อุเทนถวาย-เทคโนปทุมวัน' มรดก 'คณะราษฎร'