สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในพื้นที่ตะวันออกกลาง ได้สร้างความกังวลไปทั่วโลกว่า นี่อาจเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ระดับ "สงครามโลกครั้งที่ 3" หรือไม่ ?
ในมุมมองของนักวิชาการ ทิศทางของโลกในปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่มีกลไกซับซ้อนที่ยึดโยงทุกฝ่ายไว้ด้วยกัน
SPACEBAR มีโอกาสพูดคุยกับ ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู และ ผศ.ดร.จิราพร ร่วมพงษ์พัฒนะ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเจาะลึกถึงเบื้องหลังความขัดแย้ง รูปแบบสงครามยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป รวมถึง "ระเบียบโลกใหม่" ที่มหาอำนาจไม่สามารถผูกขาดอำนาจได้ดังเดิม ตลอดจนผลกระทบที่แท้จริงที่กำลังคืบคลานมาถึงจานข้าวของพวกเราทุกคน
สหรัฐฯ VS อิหร่าน ไปไม่ถึง 'สงครามโลก' ครั้งที่ 3
ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ มองว่า สงครามที่สหรัฐอเมริกากับอิสราเอลไปรุกรานอิหร่านอยู่ตอนนี้ ไม่ได้ขยายไปนอกอาณาเขต นอกเหนือจากในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังจำกัดอยู่ ไม่ใช่เป็นสงครามโลกอย่างครั้งที่ 1 หรือ ครั้งที่ 2
ประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ร่วมอยู่ในความขัดแย้ง ส่วนประเทศที่อยู่นอกเหนือภูมิภาค แม้แต่พันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ก็ไม่ได้ไปร่วมหอลงโรงกับสหรัฐอเมริกาไปร่วมทำสงครามในตะวันออกกลาง เพราะประเทศเหล่านี้ก็มีผลประโยชน์อยู่กับอิหร่านด้วย
ทำนองเดียวกันประเทศในยุโรปตะวันตกของนาโต ก็ไม่ถือว่าเข้าเกณฑ์ในการที่จะมีพันธะมาร่วมมือทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา เพราะองค์การนาโตตั้งขึ้นวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ใช่เพื่อรุกราน แต่ตอนนี้สหรัฐอเมริกาทำสงครามรุกราน แล้วไม่ได้ปรึกษาเขาด้วย เขาจึงไม่ร่วมมาทำสงครามด้วย บางประเทศชัดเจนอย่าง สเปน อิตาลี ก็ไม่ยอมให้สหรัฐฯ ใช้น่านฟ้าผ่านเพื่อไปทำสงครามในอิหร่าน
การที่กังวลว่ามันจะเป็นสงครามโลกนั้นยังไม่มีโอกาสขยายออกไปนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วน จีนกับรัสเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งกับสหรัฐอเมริกา ตอนนี้ก็ให้ความช่วยเหลือไม่ได้โดยตรง อาจจะทางอ้อม
เพื่อให้อิหร่านไปจับเป้าหมายที่จะไปโต้ตอบอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกา แต่ทั้ง 2 ประเทศยังไม่ได้เผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกาโดยตรง เพราะฉะนั้น สงครามโลกครั้งที่ 3 ในความหมายที่ขอบเขตสงครามกระจายไปทั่วโลก ครั้งนี้มันจำกัดอยู่เฉพาะในตะวันออกกลางเป็นส่วนใหญ่
คิดผิดบุก 'อิหร่าน'
ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ มองว่า สหรัฐอเมริกากับอิสราเอล ประเมินว่าการไปทำสงครามรุกล้ำอิหร่านครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่สุดแล้ว เพราะอิหร่านตั้งแต่ปฏิวัติอิสลาม ปี 1979 ตอนนี้ครบเกือบจะ 50 ปีแล้ว เป็นช่วงซึ่งน่าจะอ่อนแอมากที่สุด เพราะเมื่อปีที่แล้วก็ถูกถล่มไปครั้งนึงแล้ว ที่เป็นที่ตั้งประดิษฐ์อาวุธนิวเคลียร์ และประมาณเดือนมกราคม ก็มีคนอิหร่านออกมาต่อต้านรัฐบาล
ตอนนี้มีข้อมูลน่าเชื่อได้ระบุว่า อิสราเอลเป็นคนชักจูงให้สหรัฐอเมริกาไปทำสงครามกับอิหร่านในช่วงที่อ่อนแอที่สุด คิดว่าจะสำเร็จได้เร็ว แต่ก็ไม่เป็นตามคำมั่นสัญญาของทรัมป์ ที่ก่อนหาเสียงเลือกตั้งสัญญาว่าจะเป็นประธานาธิบดีสันติภาพ ไม่ใช่เป็นประธานาธิบดีที่ไปทำสงครามนอกประเทศ
การทำครั้งนี้ทำกันโดยตรง เป็นเพราะเห็นว่าอิหร่านกำลังอ่อนแอ แต่อิหร่านก็มีตัวแทนที่ช่วยหนุนหลัง คือที่เลบานอน มีพวกฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นพวกชีอะห์ด้วยกัน และพวกฮูตีที่เยเมน พวกนี้ก็ต้องช่วยอิหร่านในการตอบโต้อิสราเอล
'UN' ล้มเหลว ซ้ำรอย 'สันนิบาตชาติ' - ภาพลักษณ์ 'ตำรวจโลก' ของสหรัฐฯ ไม่เหมือนเดิม ?
ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ชวนมองว่า ตอนนี้มี 2 ประเทศที่ไม่ทำตามกติการะหว่างประเทศ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ คือ รัสเซียที่ทำกับยูเครน และสหรัฐฯ กับอิสราเอลทำกับอิหร่าน ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักการของสหประชาชาติ
ความจริง องค์การสันนิบาตชาติ พอล้มเหลว UN ตั้งขึ้นมาก็เพื่อเรียนบทเรียนจากสันนิบาตชาติที่ไม่สามารถป้องกันการรุกราน แต่เอาเข้าจริงก็ยังไม่ได้แก้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าเกิด ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับมหาอำนาจด้วยกัน ระบบวีโต้จึงแก้ไขไม่ได้
หลังจากสงครามอ่าวครั้งแรก หากมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสันติวิธี
ยิ่งภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกา นอกจากจะไม่มีเพื่อนพันธมิตรร่วมมือด้วยแล้ว ตัวเองก็ไม่ได้เป็นแบบอย่าง รวมทั้งอำนาจทางทหาร อำนาจทางศีลธรรมก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะที่ทำอยู่มันไม่มีอะไรเลยที่อยู่ในหลักการทั้งทางด้านกฎหมายทั้งทางด้านศีลธรรม
อนาคต 'ระเบียบโลก' จะเป็นอย่างไร หาก 'มหาอำนาจ' พากันละเมิดกฎ ?
ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ กล่าวว่า ระเบียบโลกต่อไปในอนาคตจะไม่เหมือนเดิม แต่จะกลับไปเหมือนเดิมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้นำคนต่อไปของสหรัฐอเมริกา และจะกลับหันมารักษาระเบียบร่วมกันหรือไม่ หรืออาจจะเปลี่ยนไปในลักษณะที่ประเทศมหาอำนาจขนาดกลางร่วมมือกันผลักดันกฎกติกา ให้ยึดหลักกฎกติกาที่เห็นตรงกัน
มหาอำนาจไหนที่อยู่นอกคอก ไม่ได้อยู่ในกฎกติกา ก็ให้เขาโดดเดี่ยวไป ดูซิว่าจะอยู่กันได้หรือไม่ ปัจจุบันมีอยู่ 2 มหาอำนาจ คือ ปูตินของรัสเซีย และทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองคนก็ถือว่าเป็นอาชญากร ปูตินไปทำสงครามรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน ก็ถูกศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศออกหมายจับเป็น อาชญากรสงคราม
ถ้าทุกประเทศร่วมมือกัน ไม่ว่าประเทศมหาอำนาจไหนก็ตามละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ประเทศเหล่านี้ก็ต้องถูกลงโทษ อาจจะลงโทษไม่สามารถใช้อำนาจทางการทหารต่อสู้กับประเทศมหาอำนาจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจที่มีอาวุธนิวเคลียร์ เราก็สามารถกดดันในเรื่องของการคว่ำบาตรอย่างจริงจัง ถ้าทำจริงๆ ร่วมมือกัน ยอมเสียสละด้วยกันหมด ใครอยากจะอยู่โดดเดี่ยวก็อยู่ไป
ถ้าทุกฝ่ายรักษากติการะหว่างประเทศอย่างมาตรฐานเดียวกันหมด ไม่คำนึงถึงว่าเป็นมหาอำนาจหรือไม่เป็นมหาอำนาจ ก็จะทำให้โลกอยู่กันอย่างมีระเบียบ อย่างที่ไม่เกิดปัญหาเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ แม้จะยังไม่ขยายวงกว้างจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 เนื่องจากพันธมิตรของสหรัฐฯ ทั้งในเอเชียและยุโรปต่างสงวนท่าทีและไม่เข้าร่วมวงความขัดแย้ง
แต่นัยสำคัญที่ซ่อนอยู่คือ "ความเสื่อมถอย" ของระเบียบโลกเดิมที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ท่าทีการรุกรานที่ขาดทั้งความชอบธรรมทางกฎหมายและศีลธรรม ได้ทำลายภาพลักษณ์ของการเป็นผู้รักษากฎระเบียบของโลกจนหมดสิ้น
ทางออกของวิกฤตระดับโลกต่อจากนี้ ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ได้ให้ภาพที่ชัดเจนว่า โลกไม่อาจหวังพึ่งพามหาอำนาจที่เลือกปฏิบัติตามอำเภอใจได้อีกต่อไป
หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกประเทศโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง ที่จะต้องร่วมมือกันยืนหยัดและผลักดันกติการะหว่างประเทศให้เป็น "มาตรฐานเดียว" ใครที่ละเมิดกติกา ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจใหญ่เพียงใด ก็ต้องถูกโดดเดี่ยวและคว่ำบาตรอย่างจริงจัง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ระเบียบโลกที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกรัฐอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันเท่านั้น
ทิศทางการเมืองระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนต้องตระหนักและร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์ความถูกต้องชอบธรรมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
อะไรคือ 'ตัวเบรก' ที่ทำให้ความขัดแย้งนี้ ไม่ลุกลามเป็น สงครามโลกครั้งที่ 3 ?
เมื่อถามถึงปัจจัยว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านจะกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ ผศ.ดร.จิราพร มองว่า ไม่เกิด โดยได้อธิบายผ่านมุมมองโครงสร้างเศรษฐกิจโลกไว้ว่า
สิ่งที่เป็นตัวเบรคเราก็คงจะเห็นอยู่แล้วว่าคือสิ่งที่อเมริกาสร้างไว้ นั่นคือเรื่องของ "โลกาภิวัฒน์สากล" ที่มีความเป็น "ทุนนิยม"
ด้วยระบบทุนนิยมที่อเมริกาวางไว้ ทำให้เป็นสิ่งหนึ่งที่คนไม่ค่อยกล้าพูดตรงๆ ว่า ไม่กล้าเห็นด้วยกับอเมริกา เพราะความจริงยังมองในระบบของอเมริกัน ยังมีความศรัทธาในดอลลาร์ฯ ศรัทธาในหลักการวางระเบียบโลกในการค้าสากล
เรายังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจระหว่างกันและกัน เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง แต่เราต้องอยู่ในกระแสของปัญหา เพราะเราพึ่งพาเศรษฐกิจโลกที่อเมริกาสร้างเอาไว้
พอมีพื้นที่เปราะบาง เศรษฐกิจกระทบ นิดนึงก็เหมือน โดมิโน ดังนั้นการปะทะกันโดยตรง ไม่มีใครสนับสนุนแน่นอน
สงครามตัวแทน (Proxy War) สู่ สงครามลูกผสม (Hybrid War)
ข้อสงสัยที่ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านทำไมไม่ใช้กลยุทธ์สงครามตัวแทนเหมือนในอดีตหรือไม่ ผศ.ดร.จิราพร ได้ให้มุมมองว่า รูปแบบสงครามในปัจจุบันได้พัฒนาไปสู่มิติอื่นแล้ว
คำว่า สงครามตัวแทน หรือ Proxy มันเคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็นและทำได้ดี แต่ตอนนี้อาจจะไม่เชิงเป็นสงครามตัวแทน
สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นการพูดถึงเรื่องของการ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือ การกดดันทางเศรษฐกิจ ที่อเมริกาทำอยู่กับอิหร่าน โดยการออกวาทกรรมบางอย่าง เป็นการใช้สงครามทางการเมืองโดยภาษาการเมืองของทรัมป์ เป็น Hybrid War อย่างเช่นการโพสต์ข้อความต่างๆ
แสดงว่านี่คือ สงครามไซเบอร์ ที่จะไปกระทบกับการกดดันทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่รูปแบบที่เราเคยเรียนตั้งแต่สมัยเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือ 2 ตอนนี้เกิดการบุกด้วยกองกำลัง แต่ในระหว่างรบกลายเป็น สงครามไซเบอร์ สงครามทางระบบการสร้างการกดดันทางเศรษฐกิจ
อวสานตำรวจโลก สู่ 'ระเบียบโลกใหม่' แบบระบบเครือข่าย
ภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้จัดระเบียบโลกกำลังถูกท้าทาย ผศ.ดร.จิราพร ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจโลกในปัจจุบันว่า
ระเบียบโลกมันมีหลายระลอก โลกวันนี้เป็น ระบบเครือข่าย ไม่ได้มีมิตรแท้และศัตรูตายตัว ระบบเครือข่าย ไม่ได้แข็งทื่อแบบช่วงสงครามเย็น สิ่งหนึ่งที่ตอบได้เร็วๆ ทุกประเทศจะไม่เลือกข้างแบบเด็ดขาด นี่คือ ระเบียบโลกใหม่ พยายามรักษาความสัมพันธ์หลายด้าน วันหนึ่ง สหภาพยุโรปกับจีน อาจจะเห็นไปในทิศทางเดียวกันในเวทีอะไรสักอย่าง ไปลดทอนการพึ่งพิงสหรัฐอเมริกา ทุกคนมองผลประโยชน์ ภาพลักษณ์ของอเมริกาอาจจะดูเหมือนเริ่มถูกโดดเดี่ยว สหรัฐฯ น่าจะถูกลดทอนบทบาทลงในระยะหนึ่ง
— ผศ.ดร.จิราพร กล่าว
'สงคราม' กลั่นกรอง 'เศรษฐกิจ' ผลกระทบที่แท้จริงต่อ 'รากหญ้า'
แม้สงครามด้วยอาวุธจะจำกัดวง แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจคือของจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ผศ.ดร.จิราพร ได้ทิ้งท้ายถึงความน่ากังวลของบาดแผลทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับคนทั้งโลกว่า
"มันคือสงครามระดับต่ำกว่าระดับโลก เศรษฐกิจผันผวนแน่นอน แรงกระแทกแรกเลี่ยงไม่ได้ อเมริกาขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ พอเกิดเรื่องสงคราม เกิดปัญหาน้ำมันน้ำมัน ทำให้ไปสะเทือนโลก เพราะทุกคนต้องกินต้องใช้ เป็น ลูกโซ่ เห็นได้จากระดับรากหญ้า แค่เราต้องไปซื้อข้าวไข่เจียวจานนึงทำไมมันต้องแพงขึ้น 5 บาท อ้างแก๊สขึ้น น้ำมัน ขนส่งแพง กระทบทั้งแผ่นดินของจริง"
จากบทสัมภาษณ์ ผศ.ดร.จิราพร ร่วมพงษ์พัฒนะ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โลกในศตวรรษนี้ถูกร้อยรัดไว้ด้วยระบบทุนนิยมและโลกาภิวัตน์ ทำให้สงครามโลกครั้งที่ 3 เป็นฉากทัศน์ที่เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากไม่มีประเทศใดพร้อมเสี่ยงกับความพินาศทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม สงครามได้เปลี่ยนรูปแบบไปสู่ Hybrid War และ สงครามไซเบอร์ ที่มุ่งเน้นการ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
ในขณะเดียวกัน "ระเบียบโลกใหม่" ก็กำลังก่อตัวขึ้นในรูปแบบระบบเครือข่ายที่ประเทศต่างๆ ปฏิเสธการเลือกข้างอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้อำนาจของสหรัฐอเมริกาลดทอนลงและโดดเดี่ยวมากขึ้น
แต่เหนือสิ่งอื่นใด วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แม้จะพรมแดนห่างกัน เพราะแรงกระเพื่อมจาก สงครามเศรษฐกิจ และ ราคาพลังงาน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ค่าครองชีพ ปากท้อง ทั่วโลก




