การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ณ จังหวัดอุดรธานี ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ท่ามกลางบรรยากาศการผลักดันโครงการยกระดับเศรษฐกิจอีสานตอนบนและการขับเคลื่อนมหกรรมพืชสวนโลก 2569 ควบคู่กับการสวมใส่ผ้าหมี่ขิดภูมิปัญญาท้องถิ่น ย่อมไม่ใช่เพียงวาระการตรวจราชการตามปกติของฝ่ายบริหาร หากแต่ในทางการเมือง การเคลื่อนขบวนอำนาจรัฐมาเยือนถิ่นอีสานเหนือครั้งนี้ ได้สะท้อนภาพการเมืองของจังหวัดอุดรธานี ที่ผันผวนและแปรเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
ในอดีตอุดรธานีคืองสัญลักษณ์ของ "เมืองหลวงคนเสื้อแดง" ที่ฐานคะแนนเสียงภักดีต่อพรรคเพื่อไทยอย่างเหนียวแน่น ถึงขั้นเคยกวาดเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ยกจังหวัดมาอย่างต่อเนื่องหลายยุคสมัย
แต่ภาพจำของเมืองหลวงเสื้อแดงที่ยากแก่การเจาะทะลวงได้พังทลายลงเมื่อพรรคการเมืองคู่แข่งอย่าง พรรคภูมิใจไทย (ค่ายสีน้ำเงิน) และ พรรคประชาชน (ค่ายสีส้ม) สามารถรุกคืบเข้ามายึดพื้นที่ตัวแทนราษฎร จนสัดส่วน สส.อุดรธานี 10 เขต กลายสภาพเป็นสมรภูมิแบ่งเค้กอำนาจที่ไร้พรรคใดครองเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ยุทธศาสตร์ ’บ้านใหญ่ท้องถิ่น’ กลืน ‘เมืองหลวงเสื้อแดง‘
ความสูญเสียครั้งใหญ่ของพรรคเพื่อไทยในระดับชาติ คือการที่พรรคภูมิใจไทยสามารถปักธงคว้าเก้าอี้ สส.อุดรธานี ไปได้ถึง 4 เขต ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของพรรคที่ไม่เคยมีที่ยืนในดินแดนแห่งนี้
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงสัมฤทธิผลของยุทธศาสตร์การปรับกระบวนท่า โดยหันมาพึ่งพา "เครือข่ายบ้านใหญ่-ตระกูลการเมืองท้องถิ่น" ซึ่งมีสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์และฐานเสียงจัดตั้งที่หยั่งรากลึกในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน เข้ามาการันตีคะแนนเสียงแทนการพึ่งพากระแสนโยบายส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างที่แจ่มชัดที่สุด คือ กลุ่มนักการเมืองที่โยกย้ายมาจากพรรคไทยสร้างไทย นำโดย หรั่ง ธุระพล อดีตนายก อบต.เซียงหวาง ผู้ล่วงลับ และ อดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ สส. เขต 6 ซึ่งทั้งคู่ล้วนเติบโตมาจากสายการเมืองท้องถิ่น
เมื่อหรั่งเสียชีวิตลง กลไกความผูกพันของตระกูลการเมืองก็ส่งต่อมรดกอำนาจไปยัง อธิการ แก้วเครือศรี ผู้เป็นลูกเขย ส่งผลให้ อธิการ สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมเขต 3 เอาชนะอดีต สส. ลายครามอย่าง ขจิตร ชัยนิคม ได้อย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ ในฟากของ สส. หน้าใหม่ระดับชาติ ค่ายสีน้ำเงินยังสามารถดึงตัวบุคคลที่มีภูมิหลังเหนียวแน่นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าสภาได้สำเร็จ ได้แก่ บัวเงิน รอดขันเมือง สส. เขต 5 อดีตนายก อบต.หนองหาน และ สุภีรภัทร ภูมิภักดิ์ สส. เขต 8 ทายาท ตระกูลภูมิภักดิ์ ที่ครองเก้าอี้นายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด
การวางตัวผู้สมัครที่มีฐานรากโยงใยกับเทศบาลและ อบต. แสดงให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์การดูดดึงกลุ่มทุนและตระกูลการเมืองท้องถิ่นของภูมิใจไทย สามารถทลายกำแพงสีเสื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม
มนต์ขลัง 'ขาวขำ-เพชรพนมพร' ค้ำยันเพื่อไทย
ในทางกลับกัน ตัวเลข สส. ของพรรคเพื่อไทยที่ลดฮวบลงเหลือเพียง 4 ที่นั่ง ย่อมเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤต เมื่อพิจารณารายชื่อผู้แทนที่ยังคงรักษาพื้นที่ไว้ได้ จะพบว่าเก้าอี้ทั้งหมดล้วนผูกติดอยู่กับตระกูลการเมืองระดับตำนานที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับพรรคมาอย่างยาวนาน
โดยเฉพาะ "ตระกูลขาวขำ" ภายใต้บารมีของ วิเชียร ขาวขำ อดีตแกนนำคนเสื้อแดงและอดีตนายก อบจ. อุดรธานี ซึ่งยังคงรักษาอิทธิพลไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยการส่ง เทียบจุฑา ขาวขำ ภรรยา เข้าวินในเขต 10 และ วัชระพล ขาวขำ บุตรชาย ครองเก้าอี้ในเขต 9
ขณะที่เขต 2 ตกเป็นของ หทัยรัตน์ เพชรพนมพร ทายาทสายตรงของตระกูลเพชรพนมพร และมี ไตรภพ คำเพชร ปักหลักรักษาเขต 4 ไว้
ความเป็นจริงเชิงประจักษ์นี้ชี้ชัดว่า แบรนด์พรรคเพื่อไทยในอุดรธานีไม่ได้ทรงพลังจนส่งใครลงสมัครก็ชนะเหมือนในอดีต หากเขตใดขาดตัวแทนจากตระกูลการเมืองที่มีฐานบุญคุณส่วนบุคคล หรือขาดสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระดับ ฐานคะแนน เขตนั้น ก็พร้อมจะถูกคู่แข่งตีแตกพ่ายทันที
’คลื่นสีส้ม‘ แผลเป็น ’งูเห่า‘
การรุกคืบของพรรคประชาชนที่สามารถเจาะพื้นที่ สส.อุดรธานี มาได้ 2 เขต นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนความต้องการเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่และคนเมือง
โดยเฉพาะในเขต 1 ที่ อานันท์ อมรินทร์ เอาชนะ โกเมนทร์ ทีฆธนานนท์ จากเพื่อไทยได้สำเร็จ และเขต 7 ที่ สุริยา วงศ์อารีย์ เอาชนะ ธีระชัย แสนแก้ว อดีตรัฐมนตรีรุ่นเก๋าได้
อย่างไรก็ดี สถานะ 2 ที่นั่งของค่ายสีส้มกลับตั้งอยู่บนความเปราะบางอย่างยิ่ง ด้านหนึ่งเกิดจากคะแนนเสียงที่ชนะมานั้นเบียดกันสูสีด้วยผลต่างคะแนนที่ไม่มากนัก สะท้อนว่าฐานนิยมยังไม่ตกผลึกเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่มั่นคง
อีกด้านหนึ่งคือวิกฤตความน่าเชื่อถือจากกรณี สุริยา วงศ์อารีย์ สส. เขต 7 ที่สร้างปรากฏการณ์ช็อกสภาด้วยการแปลงสภาพเป็น "งูเห่าสีส้ม" โหวตสวนมติพรรคประชาชน เพื่อสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้พรรคประชาชนไม่สามารถนับรวมเสียงในเขตนี้ได้อย่างเต็มปาก ทั้งยังตั้งคำถามตัวโตต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า พรรคประชาชนจะสามารถรักษาเก้าอี้เดิมไว้ได้หรือไม่ เมื่อต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านทั้งจากกระแสความผิดหวังของผู้ลงคะแนนและพลังดูดทางการเมือง
อบจ. อุดรธานี ในมือ ‘เพื่อไทย’
ตัดภาพมาที่สนามการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเปรียบเสมือนลมหายใจหล่อเลี้ยง พรรคเพื่อไทย ศึกเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุดรธานี พิสูจน์ให้เห็นว่าเครือข่ายระดับรากหญ้าของเพื่อไทยยังไม่สูญสลาย
แม้พรรคประชาชนจะส่ง คณิศร ขุริรัง ลงชิงชัยอย่างดุเดือดและทุ่มสรรพกำลังเปิดศึกชิงพื้นที่ท้องถิ่น แต่ผลปรากฏว่า ศราวุธ เพชรพนมพร ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกเขยของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก สามารถกวาดคะแนนเสียงไปได้อย่างล้นหลามถึง 327,487 คะแนน เอาชนะคณิศรที่ได้ 268,675 คะแนน ได้อย่างเด็ดขาด
ชัยชนะในเก้าอี้นายก อบจ. ของ ศราวุธ บ่งชี้ว่า ธรรมชาติของการเมืองระดับชาติและการเมืองท้องถิ่นในอุดรธานีมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
การเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นสมรภูมิที่ต้องอาศัยกลไกการประสานงานของ ส.อบจ., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และสายสัมพันธ์ระดับเครือญาติ ซึ่งตระกูลการเมืองหลักอย่างเพชรพนมพรและขาวขำยังคงกุมความได้เปรียบเหนือนักการเมืองหน้าใหม่
สนาม อบจ. จึงกลายเป็นป้อมปราการด่านสุดท้ายที่ทำให้พรรคเพื่อไทยยังคงรักษาฐานที่มั่นและกลไกเชิงโครงสร้างใน จังหวัดอุดรธานี เอาไว้ได้อย่างมั่นคง
"เมืองหลวงเสื้อแดง" ที่เคยถูกผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จได้กลายเป็นเพียงอดีต การเมืองปัจจุบันถูกแบ่งขั้วออกเป็น 3 แรงขับเคลื่อนหลัก พรรคภูมิใจไทย ที่รุกคืบด้วยยุทธศาสตร์การกินรวบบ้านใหญ่ท้องถิ่นจนการันตี สส. ได้ถึง 4 เขต
พรรคประชาชน ที่จุดกระแสความเปลี่ยนแปลงในเขตเมืองแต่ยังเผชิญปัญหาเสถียรภาพและรอยแผลจากงูเห่า และพรรคเพื่อไทยที่แม้จะสูญเสียพื้นที่ระดับชาติจนเหลือเพียง 4 ที่นั่ง แต่ก็ยังยึดกุมเก้าอี้นายก อบจ. ไว้เป็นฐานที่มั่นได้อย่างเหนียวแน่น
สำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป จังหวัดอุดรธานีจะไม่ใช่ "ของตาย" ของพรรคใดพรรคหนึ่งอีกต่อไป หากเพื่อไทยไม่สามารถปรับปรุงยุทธศาสตร์เพื่อฟื้นฟูศรัทธามวลชน และหาก พรรคประชาชน ยังไม่สามารถสร้างระบบคัดกรองบุคลากรเพื่อสกัดกั้นงูเห่าทางการเมือง
ยุทธศาสตร์การขยายอิทธิพลผ่านเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นของพรรคภูมิใจไทย ก็พร้อมที่จะแผ่ขยาย และเปลี่ยนสีแผนที่การเมืองของ จ.อุดรธานี ให้กลายเป็น สีน้ำเงิน






