การเมืองไทย 2569 อาจเรียกได้ว่าก้าวเข้าสู่สภาวะ คล้ายคลึงกับวรรณกรรม "สามก๊ก" อย่างถึงที่สุด
สภาวะการคานอำนาจระหว่าง 3 ขั้วใหญ่ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย (ค่ายน้ำเงิน) พรรคประชาชน (ค่ายส้ม) และพรรคเพื่อไทย (ค่ายแดง) ได้สร้างพลวัตที่ซับซ้อนทั้งเรื่องของการต่อรองอำนาจ และการจับมือสลับไปมาระหว่าง “ก๊ก” เพื่อต่อสู้กับขั้วที่แข็งแกร่งอยู่ตลอดเวลา
การทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยการถอดรหัสพฤติกรรมของ "ก๊ก" ต่างๆ ผ่านยุทธศาสตร์ที่พวกเขาเลือกใช้ ทั้งในสมรภูมิสภาผู้แทนราษฎร และการช่วงชิงมวลชนในพื้นที่เขตเมืองและชนบท
'วุยก๊กน้ำเงิน' เถลิงอำนาจ 'มหาอำนาจบ้านใหญ่'
หากจะเปรียบพรรคภูมิใจไทยเป็น "วุยก๊ก" ของ โจโฉ ก็คงไม่เกินเลยไปนักในแง่ของการครองทรัพยากรและอำนาจรัฐที่เข้มแข็งที่สุดในปัจจุบัน มีอำนาจรัฐที่เสมือนการ กุมราชันย์ บัญชาปวงขุน ในยุคที่ โจโฉ มีพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่ในมือ
ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการควบรวมขุมกำลัง "บ้านใหญ่" จากทั่วประเทศให้กลายเป็นปึกแผ่น
ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งไปได้ถึง 192 ที่นั่ง เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของโมเดล "การเมืองเชิงพื้นที่" ที่เน้นการดูแลฐานเสียง ผ่านระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึก
ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ วุยก๊กน้ำเงิน เรืองอำนาจอย่างก้าวกระโดดคือการใช้กระแส "ชาตินิยม" ที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุปะทะบริเวณ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปลายปี 2568 ส่งผลให้คะแนนนิยมของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและชาตินิยมพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ชัยชนะครั้งนี้ถูกนักวิเคราะห์ต่างประเทศมองว่าเป็น "ชัยชนะที่หายาก" ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากสามารถเอาชนะกระแสเสรีนิยมก้าวหน้าในเชิงปริมาณที่นั่งในสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ
อย่างไรก็ตาม แม้วุยก๊กน้ำเงินจะกุมความได้เปรียบในเชิงปริมาณ แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มข้นจาก "จ๊กก๊กส้ม" และการต้องคอยสะกดพลังภายในของพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง "ง่อก๊กแดง" ให้อยู่หมัด
การเมืองของวุยก๊กน้ำเงินจึงเป็นการบริหารจัดการอำนาจ ที่ต้องอาศัยทั้ง "พระเดช" ในการคุมฐานเสียง และ "พระคุณ" ในการเจรจาผลประโยชน์กับก๊กอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา
'จ๊กก๊กส้ม' สภาวะสมรภูมิถูกโอบล้อม
พรรคประชาชน หรือ "จ๊กก๊ก" ยังคงยึดมั่นในแนวทางเสรีนิยมก้าวหน้า โดยเน้นนโยบายระดับชาติที่แหลมคมและการเมืองอุดมการณ์
แม้ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคประชาชนจะได้ที่นั่งเป็นอันดับสองที่ 120 ที่นั่ง แต่ในแง่ของ "คะแนนนิยมดิบ" หรือบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนยังคงครองแชมป์ด้วยคะแนนกว่า 11 ล้านเสียง สะท้อนให้เห็นว่า "ปรากฏการณ์ส้ม" ยังไม่จางหายไป แต่กลับฝังตัวแน่นอยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร
ความขัดแย้งระหว่างพรรคประชาชนและภูมิใจไทยมีความต่อเนื่องเรื่อยมา ถึงจุดแตกหักของพันธมิตรชั่วคราว ตั้งแต่ 11 ธันวาคม 2568 เมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยให้ใช้เสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ซึ่งพรรคประชาชนมองว่าเป็นกลไกการสืบทอดอำนาจ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้พรรคประชาชนเตรียมยื่นขอเปิด อภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลอนุทิน ทันที
แต่กลับถูกตลบหลังด้วยการประกาศ "ยุบสภา" ทันทีในคืนเดียวกัน ซึ่งถือเป็นยุทธวิธี "ชิงลงมือก่อน" ของฝ่ายวุยก๊กเพื่อหนีการตรวจสอบและเข้าสู่สนามเลือกตั้งในห้วงเวลาที่ตนเองได้เปรียบจากกระแสชาตินิยม
หลังจากนั้นเรื่อยมาเราได้เห็นสภาวะแลกหมัด ตลอดเวลาระหว่าง “ส้ม” และ “น้ำเงิน” ทั้งในสภาฯ และ การใช้ฝีปากผ่านทั้งสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย
ภาพยุทธศาสตร์ของจ๊กก๊กส้มในระยะยาวคือการสร้างองค์กรที่ "ตัวพรรคแข็งแรงกว่าตัวบุคคล" ซึ่งแม้จะช่วยประหยัดทรัพยากรในการทำพื้นที่ แต่ก็กลายเป็นจุดอ่อนเมื่อต้องสู้กับ "เครือข่ายอุปถัมภ์" ในชนบท
ความท้าทายของพรรคประชาชนคือการจะทำอย่างไรให้ "กระแส" เปลี่ยนเป็น "คะแนนเขต" ในพื้นที่ที่บ้านใหญ่ยังมีอิทธิพลสูง
ไหนจะเรื่องอดีต 44 สส.ก้าวไกล ที่ถึงแม้ 10 สส.ประชาชน จะไม่ได้ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. แต่กระบวนการก็ยังไม่ถึงที่สุด เสมือนถูกตะปูไว้ทีหลัง
ไหนจะเรื่องภายในก๊กที่คลื่นลมยังไม่สงบ ทำให้ในสภาวะ ณ ขณะนี้ วุยก๊กน้ำเงิน ยังคงได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด
'ง่อก๊กแดง' ยุทธศาสตร์ซุ่มสร้าง ฉายภาพไร้ขัดแย้ง ‘ยศชนัน’
ท่ามกลางการสู้รบระหว่างส้มและน้ำเงิน พรรคเพื่อไทยเปรียบเสมือน "ง่อก๊ก" ของซุนกวนที่ครอบครองดินแดนอันอุดมสมบูรณ์และเน้นการสะสมพลังเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม
หลังจากความพ่ายแพ้ในแง่จำนวนที่นั่งที่เป็นรองทั้งสองก๊ก พรรคเพื่อไทยได้ปรับเปลี่ยนกระบวนยุทธจากการมุ่งเน้นการแจกจ่ายผลประโยชน์ระยะสั้น มาสู่การสร้าง "ทุนมนุษย์" และ "โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา"
บุคคลที่เป็นหัวใจสำคัญของแผนการฟื้นพลังก๊กแดง คือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ "อาจารย์เชน" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มีภาพลักษณ์ไม่ขัดแย้งกับใคร ได้ประโยชน์ทั้งการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ที่เข้าถึงทรัพยากร ณ ปัจจุบัน และในอนาคตยังอาจได้เห็นภาพการคุยกับพรรคส้มได้อีกด้วย
การที่พรรคเพื่อไทยชู อาจารย์เชน ขึ้นมาสะท้อนถึงการอ่านเกมว่า การจะสู้กับพรรคส้มได้นั้นต้องใช้ "ปัญญา" และ "นวัตกรรม" ที่กินได้จริงในระยะยาว เน้นโชว์ผลงานที่จับต้องได้และยังรักษาภาพลักาณ์ไร้ความขัดแย้ง
เห็นได้จากนโยบายการยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพเบอร์ 1 ของโลก เป้าหมายคือการเปลี่ยนให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ Upskill และ Reskill เพื่อให้ "เรียนได้งบ จบได้งาน" ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้จริงมากกว่าข้อเสนอทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
หรือจะเป็นเรื่องการรุกคืบผ่านนโยบายการศึกษาและวิจัยของ อาจารย์เชน ที่หากมองดูแล้วเป็นยุทธศาสตร์ "ชิงใจคนรุ่นใหม่" คืนจากพรรคประชาชน โดยเน้นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เช่น ล่าสุดการแก้ไขระบบ TCAS ให้เท่าเทียมและลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวนับแสนครัวเรือนทั่วประเทศ
หยั่งเชิงสนาม กทม. 'เสือแดง' ขยับตัวใน 'ดงส้ม'
ล่าสุดในสนามกรุงเทพฯ การเมืองยังคงน่าจับตา เพราะฤดูเลือกตั้งผู้ว่าฯ กำลังมาถึงในไม่ช้า พรรคเพื่อไทย พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ใช่เพียงแค่ "กบดาน" เพื่อรอจังหวะ แต่ยังมีการ "แหย่ลองสนาม" เพื่อวัดพลังบ้านอยู่เป็นระยะ
กรณีที่น่าสนใจที่สุดคือสนามกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นป้อมปราการล้อมไร่ส้มขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดของพรรคประชาชน ที่สามารถกวาด สส. ได้ทุกเขตในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด
กระแสข่าวที่พรรคเพื่อไทย อาจเตรียมส่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ลงชิงชัยในการเลือกตั้งท้องถิ่น ในขณะที่หัวมังกรตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ปล่อยให้ พรรคส้ม ปะทะกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ถ้าหากเป็นจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถือเป็นการเดินเกมหยั่งเชิงเพื่อประเมินว่ากระแส "อาจารย์เชน" และผลงานรัฐบาลได้เริ่มกัดเซาะฐานที่มั่นพรรคส้มได้บ้างหรือยัง เรียกได้ว่าเป็น สภาวะขอเดินเก็บผลส้มในไร่เพื่อน
การส่งผู้สมัคร สก. ของพรรคเพื่อไทยในเขตที่พรรคประชาชนเคยได้คะแนนสูง เช่น ดอนเมือง (เอกราช อุดมอำนวย vs ภูมิพัฒน์ โหสกุล) หรือ สายไหม (ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ vs รัตติกาล แก้วเกิดมี) เป็นการสะท้อนถึงยุทธวิธี "คบไกลตีใกล้" หรือการสร้างพันธมิตรในภาพใหญ่ระดับชาติ (รัฐบาล) แต่ชิงไหวชิงพริบกันในพื้นที่ย่อย เพื่อรักษาความมีตัวตนทางการเมือง
พลวัตอำนาจ - การเมือง 'สามก๊กไทย'
เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามก๊กการเมืองไทย สิ่งที่เห็นชัดคือการเปลี่ยนผ่านของประเด็นการต่อสู้จากการเน้น "ตัวบุคคล" หรือ "ขั้วสีเสื้อ" มาสู่การแข่งขันในเชิง "สมรรถนะการบริหาร" และ "นวัตกรรม" มากขึ้น
เห็นได้จาก วุยก๊กน้ำเงิน (ภูมิใจไทย) ยังคงเป็นผู้คุมกติกาและอำนาจรัฐ แต่ต้องระวัง ประเด็นข้อร้องเรียนทางกฎหมาย โดยเฉพาะการ "เทียบเคียงคดี" กับคดีที่เคยตัดสินไปแล้ว เพราะจะถูกครหา "สองมาตรฐาน" ที่จะทำให้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่สั่นคลอน
ขณะที่ จ๊กก๊กส้ม (ประชาชน) แม้จะพ่ายแพ้ในจำนวนที่นั่ง แต่กลับได้รับชัยชนะในเมืองหลวงที่มั่นคง การเป็นผู้นำฝ่ายค้านที่เข้มแข็งจะยังคงเป็น "หนามยอกอก" ของรัฐบาลน้ำเงิน-แดงต่อไป โดยเฉพาะการตรวจสอบความโปร่งใสและกระบวนการยุติธรรม แต่ก้ต้องระวัง “นิติสงคราม”
ขณะที่ ง่อก๊กแดง (เพื่อไทย) เหมือนจะอยู่ในสภาวะพักฟื้น เลือกที่จะใช้ "Soft Power" ผ่านงานวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง อว. เป็นหัวหอกในการทวงคืนความนิยม การที่ อาจารย์เชน เน้นเรื่อง "AI for ALL" และ "Semiconductor Thailand" คือการพยายามพาพรรคเพื่อไทยออกจาก "กับดักประชานิยม" แบบเดิมๆ ไปสู่การเป็นพรรคที่บริหาร "เศรษฐกิจสมัยใหม่"
การต่อสู้ในสมรภูมิการเมืองไทยปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหรือจำนวน สส. เท่านั้น แต่คือการแข่งขันว่า "วิถีแห่งรัฐ" แบบใดจะได้รับการยอมรับจากประชาชนไทยในระยะยาว ระหว่าง "ระบบอุปถัมภ์ที่มั่นคง" (น้ำเงิน), "อุดมการณ์ที่ก้าวหน้า" (ส้ม) หรือ "นวัตกรรมที่จับต้องได้" (แดง)
สถานการณ์นี้คือ “โต๊ะสามขา” ตามตำราสามก๊ก ขาดขาใดขาหนึ่งไปโต๊ะก็ล้ม ต้องมี 3 ขาคานอำนาจกันตลอดเวลา แต่ในสภาวะเช่นนี้ขาแต่ละข้าง ล้วนไม่มีมิตรแท้ ไม่เป็นศัตรูถาวร
อ้างอิง
public / thestandard / pheu-thai / thaipbs /election69 / decode / the101.world /ethesisarchive / themomentum / ops / prachachat / thaipost / today / thaipost /thaipbs / thaipbs / thaipbs / today / today / thestandard / policywatch /




