การปรากฏตัวของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำ กลายเป็นจุดที่หลายคนให้ความสนใจอีกอย่างยิ่ง เพราะขณะที่ตัวเขาเดินทางมารายงานตัวและเดินลงมาพบผู้สื่อข่าว เมื่อถูกถามว่าจำกันได้หรือไม่ ทักษิณ ได้ตอบกลับว่า "จำอะไรไม่ได้แล้ว เป็นอัลไซเมอร์"
ขณะเดียวกันเมื่อเดินทางถึง บ้านจันทร์ส่องหล้า ยังกล่าวกับมวลชนที่หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า "ไปจำศีลมา 8 เดือน จำอะไรไม่ได้แล้ว"
ถึงจะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่กล่าวถึงการจำอะไรไม่ได้ถึง 2 ครั้ง การกล่าวของ ผู้นำทางจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย ย่อมถูกตีความได้เสมอ
ท่าทีของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย อดีตผู้ใต้บังคับบัญชา ทักษิณ ที่ให้สัมภาษณ์หลังทักษิณออกจากเรือนจำว่า ยังคงเคารพรัก ในฐานะเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามายาวนาน
พร้อมแสดงท่าทีหากมีโอกาสพบกับ ทักษิณ ว่า มีอยู่แล้ว พอทุกอย่างผ่านไป กรุงเทพฯ มีอยู่แค่นี้ การพบปะใคร โดยเฉพาะคนที่รู้จักกันมา เคารพนับถือกันมา ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ตลอดจนคนกันเองอย่าง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ ทักษิณ ได้รับการพักโทษ วันนี้ติดประชุมตั้งแต่เช้า จึงไม่ได้เดินทางไปรับทักษิณออกจากเรือนจำ ทั้งนี้ตัวเขาเองได้ส่งกำลังใจและความคิดถึงไปให้อยู่แล้ว ในฐานะที่เป็น ศูนย์รวมจิตใจ ของพวกเขา ที่ผ่านการต่อสู้ร่วมกันมาหลายสิบปี
ส่วนกลับไปเยี่ยมทักษิณที่บ้านจันทร์ส่องหล้า จุลพันธ์ กล่าวว่า รอให้นักข่าวกลับหมดก่อนจึงจะเข้าไป แต่ถึงเวลาก็ต้องได้เจอกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะที่ไหนก็คงจะมีโอกาสได้พบกับทักษิณและได้ทักทายพูดคุย
ข้ามมาที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ไม่ได้คัดค้านอะไร แต่อยากชวนทุกคนคิดว่า สิ่งที่ต้องถอยมามองภาพรวม อย่ามองว่าเป็นความยินดีในตัวบุคคลใดคนหนึ่ง แต่ปัญหาในกระบวนการยุติธรรมของเราขณะนี้ ยังมีผู้ต้องขังที่ศาลยังไม่ได้มีการพิพากษาว่าผิด
การขยับของ ทักษิณ มีจังหวะที่น่าติดตามและสะเทือนยุทธจักรการเมือง แม้ตัวเขาเองจะแซวตัวเองว่าเป็น "อัลไซเมอร์" ก็ตาม
ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของผู้ยิ่งใหญ่ทางการเมือง ที่พูดถึง อาการหลงลืม หรือ อัลไซเมอร์ ให้คนตีความ ย้อนไปใน ประวัติศาสตร์จีนยุคสามก๊ก สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้สงคราม คือ วิถีแห่งการรักษาและช่วงชิงอำนาจ โดยเฉพาะกรณี "สุมาอี้" บุรุษผู้ถูกขนานนามว่าเป็น "จิ้งจอกเฒ่า" หรือผู้วางรากฐานที่แท้จริงให้แก่ราชวงศ์จิ้น ก็เคย "แสร้งหลงลืม" มาแล้ว
หัวใจสำคัญในวิถีแห่งอำนาจของสุมาอี้ไม่ได้อยู่ที่ความปราชญ์เปรื่องในสนามรบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ยุทธศาสตร์ "การซ่อนคม" และความสามารถในการ อดทนรอคอยจังหวะเวลา ที่เหมาะสมที่สุด
เมื่อเขาถูกระแวงจากขุนนางฝ่ายราชนิกุลอย่างโจซอง สุมาอี้ ไม่ได้เลือกที่จะตอบโต้ด้วยกำลังในทันที แต่กลับเลือกที่จะ "กบดาน" โดยการ แกล้งป่วยหนัก จนดูเหมือนคนหลงลืมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพื่อทำให้ศัตรูตายใจ
ก่อนจะทวงคืนอำนาจกลับมาเพียงครั้งเดียว แต่เด็ดขาดในเหตุการณ์ที่ สุสานโกวเบงเหลง
ยุทธวิธีนี้ไม่ได้หายไปจากหน้าการเมืองแต่อย่างใด เพราะล่าสุดบุคคลที่โลดแล่นในการเมืองไทยอย่าง ทักษิณ ก็ได้พูดทีเล่นทีจริง หลังจากพักโทษออกจากเรือนจำว่าเป็น อัลไซเมอร์ จำอะไรไม่ได้ เช่นกัน
การเมืองวุยก๊ก ในรัชสมัยโจฮอง
ภายหลังการสิ้นพระชนม์ขอ งพระเจ้าโจยอยในปี ค.ศ. 239 อำนาจในราชสำนักวุยก๊ก ถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วภายใต้ระบบผู้สำเร็จราชการร่วม ได้แก่ โจซอง ซึ่งเป็นสมาชิกในราชนิกุล และ สุมาอี้ ขุนนางอาวุโสผู้กุมอำนาจทางทหาร และมีบารมีสูงจากการรับศึกขงเบ้ง
โจซอง ในช่วงแรกแสดงท่าทีอ่อนน้อมต่อสุมาอี้ แต่ภายใต้คำแนะนำของเหล่าที่ปรึกษาเขาเริ่มเห็นว่า สุมาอี้ คือ อุปสรรคสำคัญในการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
ยุทธวิธีที่โจซองใช้คือการ "ยกย่องเพื่อลดอำนาจ" โดยการทูลเชิญ พระเจ้าโจฮอง (ผู้มีพระชนมายุเพียง 8 พรรษา) ให้แต่งตั้งสุมาอี้เป็น "ราชครู" แม้ตำแหน่งนี้จะมีความสำคัญในเชิงเกียรติยศและพิธีการอย่างสูง แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการลิดรอนอำนาจในการสั่งการกองทัพและบริหารราชการแผ่นดินของสุมาอี้ไปจนเกือบหมด
โจซองยังได้รวบอำนาจผ่านการแต่งตั้งพี่น้องของตนเอง ได้แก่ โจฮี และ โจซุน ให้คุมกำลังทหารรักษาพระองค์และกองกำลังสำคัญในเมืองหลวง
การบริหารราชการของโจซองเต็มไปด้วยความฉ้อฉลและการฟุ่มเฟือย เขามักจัดงานเลี้ยงหรูหราและใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ในขณะที่นโยบายต่างประเทศกลับล้มเหลว โดยเฉพาะการยกทัพบุกจ๊กก๊กที่พ่ายแพ้อย่างยับเยิน
ความล้มเหลวเหล่านี้ทำให้สุมาอี้ซึ่งคัดค้านการทำศึกมาตั้งแต่ต้น มีบารมีเพิ่มขึ้นในสายตาของขุนนางเก่าแก่และข้าราชการที่ยึดถือระเบียบวินัย อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นทุกวันๆ ทำให้สุมาอี้รู้ดีว่าหากเขายังคงอยู่ในราชสำนักต่อไป ความตายอาจมาเยือนเขาได้ทุกเมื่อ
ยุทธศาสตร์ "แกล้งป่วย" เมื่อ "จิ้งจอกเฒ่า" ซ่อนเขี้ยวเล็บ
ในปี ค.ศ. 247 สุมาอี้ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญของชีวิตการเมือง นั่นคือการ ประกาศเกษียณอายุ การทำงานโดยอ้างเหตุผลเรื่องอาการเจ็บป่วย
เขาหายตัวไปจากสายตาชาวโลกและเก็บตัวเงียบอยู่ในจวน การกระทำนี้ไม่ได้เป็นเพียงการหนีปัญหา แต่เป็นการวางหมากเพื่อทำให้ศัตรูประมาทและเผยช่องว่างออกมา
โจซองแม้จะครองอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ก็ยังไม่ลดความระแวงที่มีต่อสุมาอี้ ในปี ค.ศ. 248 เขาได้ส่ง หลี่เซิ่ง หนึ่งในพรรคพวกคนสำคัญที่จะเดินทางไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋ว ให้ไปเยี่ยมอาการของสุมาอี้เพื่อตรวจสอบว่าป่วยจริงหรือไม่ ?
ฉากนี้ถือเป็นจุดพีกของบทละครที่สุมาอี้จัดทำขึ้นอย่างประณีต
สุมาอี้ ต้อนรับหลี่เซิ่งในสภาพของคนแก่ที่ใกล้ตาย เขาให้คนรับใช้พยุงตัวขึ้นมาด้วยความยากลำบาก แกล้งทำเป็นคนหูตึงและหลงลืม
เมื่อหลี่เซิ่งบอกลาว่าจะไป "เกงจิ๋ว" สุมาอี้กลับแกล้งถามซ้ำๆ ว่าจะไป "เป๊งจิ๋ว" ใช่หรือไม่ จนหลี่เซิ่งต้องพูดกรอกหูหลายครั้งด้วยเสียงอันดัง
นอกจากนี้ สุมาอี้ยัง แกล้งรับประทานอาหารเหลว จนหกเลอะเทอะเต็มเสื้อผ้า แสดงให้เห็นว่าเขาไม่สามารถควบคุมแม้กระทั่งร่างกายของตนเองได้อีกต่อไป
บทสรุปของการพบกันครั้งนี้คือ หลี่เซิ่งกลับไปรายงานโจซองด้วยความยินดีว่า "สุมาอี้มีเพียงลมหายใจรวยริน จิตใจไม่สมประกอบแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไป" รายงานนี้ทำให้โจซองลดการระวังตัวลง และเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบสำหรับตระกูลโจในวุยก๊ก
เหตุการณ์ที่สุสานโกวเบงเหลง การลงมือที่รวดเร็ว-เด็ดขาด
5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 249 คือวันที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก เมื่อพระเจ้าโจฮองเสด็จออกจากเมืองลกเอี๋ยงพร้อมกับโจซองและพี่น้อง เพื่อไปยังสุสานโกวเบงเหลงเพื่อทำพิธีเซ่นไหว้พระเจ้าโจยอย
ในขณะที่ขบวนเสด็จอยู่ห่างจากกำแพงเมืองหลวง สุมาอี้ที่แกล้งป่วยมานับปีกลับลุกขึ้นจากเตียงและสวมชุดเกราะอย่างคล่องแคล่ว เขาปฏิบัติการรัฐประหารสายฟ้าแลบ เข้ายึดคลังอาวุธและคุมประตูเมืองทุกทิศทาง
สุมาอี้ไม่ได้ลงมือเพียงลำพัง เขายังได้รับความร่วมมือจากขุนนางอาวุโสที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์และเอือมระอากับพฤติกรรมของโจซอง เช่น เกาหยู และ หวังจ้าน สุมาอี้เข้าเฝ้าพระพันปีโกว เพื่อขอพระบรมราชโองการปลดโจซองและพี่น้องออกจากตำแหน่ง โดยอ้างว่าพวกเขากระทำการคดโกงและพยายามชิงราชบัลลังก์
ความเหนือชั้นของสุมาอี้ยังอยู่ที่การเตรียมกองกำลังลับ สุมาสูบุตรชายคนโต ได้แอบซ่องสุมทหารอาสาและทหารที่เคยอยู่ใต้บัญชาการของสุมาอี้ไว้ถึง 3,000 นาย
ซึ่งทหารเหล่านี้มีความจงรักภักดีต่อตระกูลสุมาอย่างยิ่งและสามารถระดมพลได้อย่างรวดเร็วในเช้าวันเกิดเหตุ
ความล้มเหลวของ 'โจซอง' ตัดสินใจผิดพลาด-สิ้นอำนาจ
เมื่อข่าวรัฐประหารไปถึงหูโจซองที่สุสานโกวเบงเหลง เขามีทางเลือก 2 ทาง สู้หรือยอม หวนฟ้าน ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็น "มันสมอง" ของกลุ่มโจซอง ได้แนะนำให้โจซองพาพระเจ้าโจฮองหนีไปยังเมืองฮูโต๋ เพื่อใช้ฐานอำนาจที่นั่นประกาศให้สุมาอี้เป็นกบฏและระดมกำลังทหารจากทั่วประเทศมาปราบปราม นี่คือแผนการที่สุมาอี้เกรงกลัวที่สุด เพราะเขามีกำลังเฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สุมาอี้รู้ใจโจซองดีกว่าใคร เขาส่งทูตไปเจรจาและให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น โดยมีการ "สาบานต่อแม่น้ำลั่ว" ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์มากในขณะนั้นว่า หากโจซองยอมวางอำนาจ สุมาอี้จะเพียงแค่ปลดเขาออกจากตำแหน่ง แต่จะรักษาชีวิตและทรัพย์สินทั้งหมดไว้ให้เขาเสวยสุขไปจนแก่ตาย
โจซองผู้ขลาดเขลาและโหยหาชีวิตที่สุขสบายเลือกที่จะเชื่อคำพูดของสุมาอี้มากกว่าคำแนะนำของหวนฟ้าน เขาตัดสินใจยอมแพ้และเดินทางกลับเมืองหลวง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อโจซองกลับมาถึงลกเอี๋ยงคือความจริงที่โหดร้าย สุมาอี้บิดพริ้วคำสาบานทุกประการ เขาจัดฉากหาหลักฐานเพิ่มเติมว่าโจซองและพรรคพวกกำลังวางแผนกบฏร่วมกับขันที และสั่งประหารชีวิตโจซอง พี่น้อง และที่ปรึกษาทุกคน รวมถึงครอบครัวสามชั่วโคตรอย่างไร้ความปรานี การกวาดล้างครั้งนี้ เป็นการทำลายรากฐานอำนาจของตระกูลโจในวุยก๊กอย่างถาวร
ประวัติศาสตร์การเมืองครั้งนี้เป็นบทเรียนที่ทำใเห็นว่าชัยชนะของสุมาอี้ไม่ได้มาจาก "ความเก่งกาจ" ในแง่ของสติปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก "ความสามารถในการวางแผน-รอเวลา"
สุมาอี้ใช้เวลาหลายสิบปี ในการสร้างความสัมพันธ์กับเหล่าขุนนางเก่าแก่ และข้าราชการสายอาชีพที่ต้องการความมั่นคงของรัฐ มากกว่าการเสวยสุขของชนชั้นนำ เมื่อเขาลงมือ ขุนนางเหล่านี้จึงพร้อมใจกันเลือก "ความเป็นมืออาชีพ" ของสุมาอี้มากกว่า "ความเป็นราชนิกุล" ของโจซอง
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ "แกล้งป่วยเป็นอัลไซเมอร์" ยังเป็น เครื่องมือทางจิตวิทยา ที่ยอดเยี่ยมในการสร้างพื้นที่ให้ศัตรูทำลายตนเองด้วยความประมาท
อย่างไรก็ตาม การกระทำของสุมาอี้ในเหตุการณ์โกวเบงเหลง โดยเฉพาะการผิดคำสาบานที่แม่น้ำลั่วและการประหารชีวิตล้างตระกูล ได้สร้าง "รอยร้าว" ในแง่จริยธรรมทางการเมืองของจีน
นักประวัติศาสตร์อย่างจูซี ในยุคราชวงศ์ซ่งได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำของตระกูลสุมา คือ ตัวอย่างของการ "รังแกเด็กกำพร้าและหญิงม่าย"
เป็นการทำลายรากฐานของความเชื่อถือทางการเมือง นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราชวงศ์จิ้น ซึ่งสถาปนาโดยหลานของเขา มีอายุสั้นและเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เนื่องจากพื้นฐานของอำนาจที่ได้มาจากการหลอกลวงและการทรยศต่อสัจจะ
จาก 'วุยก๊ก' สู่ 'ราชวงศ์จิ้น' ในมือ 'ตระกูลสุมา'
การรัฐประหารในปี ค.ศ. 249 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผูกขาดอำนาจโดยตระกูลสุมา สุมาอี้ปกครองวุยก๊กในฐานะผู้มีอำนาจหลังม่านจนกระทั่งเขาเสียชีวิต ในปี ค.ศ. 251
อำนาจของเขาถูกส่งต่อให้ สุมาสู และ สุมาเจียว บุตรชายทั้งสอง ท้ายที่สุดสุมาเอี๋ยนบุตรชายของสุมาเจียว ก็ได้บีบให้พระเจ้าโจฮวน สละราชสมบัติในปี ค.ศ. 265 และ สถาปนาราชวงศ์จิ้น ขึ้นแทนที่ราชวงศ์วุยของตระกูลโจ
นี่คือบทสรุปของวิถีแห่งอำนาจที่เริ่มต้นจากการ "แกล้งเป็นอัลไซเมอร์" และความอดทนรอคอยนานนับสิบปี สุมาอี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "ความนิ่ง" คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด และชัยชนะที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการออกอาวุธ แต่วัดกันที่ใครจะเป็นผู้ที่ "หัวเราะทีหลังดังกว่า" ได้อย่างมั่นคงที่สุด
วิถีแห่งอำนาจของสุมาอี้ในช่วงปลายราชวงศ์วุยก๊ก เป็นกรณีศึกษาที่สมบูรณ์แบบของยุทธศาสตร์การเมืองที่เรียกว่า "การถอยเพื่อรุก" เมื่อเผชิญกับศัตรูที่คุมอำนาจและมีความระแวงสูง
สุมาอี้ไม่ได้เลือกเส้นทางของการเผชิญหน้าที่จะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ แต่กลับเลือกที่จะ ใช้ความอ่อนแอเป็นเกราะป้องกัน และใช้ความชราภาพเป็นเครื่องมือในการอำพรางเขี้ยวเล็บ
การแกล้งเป็นอัลไซเมอร์ จนศัตรูตายใจเป็นมากกว่าละครตบตา คือการทดสอบความอดทนขั้นสูงสุดของมนุษย์ สุมาอี้ สามารถรักษาชีวิตตนเองและครอบครัวผ่านช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุดได้ด้วยความใจเย็น
เมื่อโอกาสมาถึง เขาก็ลงมือด้วยความเด็ดขาด-ไม่มีใครคาดคิด ในเชิงวิถีแห่งอำนาจสุมาอี้ คือ ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน บทเรียนจากเขายังคงเตือนใจ "นักการเมือง-นักยุทธศาสตร์" จนถึงปัจจุบันว่า "ดาบที่คมที่สุดคือดาบที่เก็บอยู่ในฝัก" และจะถูกชักออกมาเพียงครั้งเดียว ในเวลาที่คู่ต่อสู้ไม่ทันระวังตัว
อ้างอิง
thaipost / today /naewna / medium / binance / chaosofthethreekingdoms / chineselore / 3kingdomspodcast / dimensionscollide / historyatlas /gamefaqs / koei / davidpublisher /chinaknowledge / asiaculturaltravel /





