จากสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศจัดแถลงข่าว ณ ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง โดยมีผู้ร่วมแถลง ได้แก่ 'ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์' รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ 'สันติ นันตสุวรรณ' รองปลัดกระทรวงแรงงานและโฆษกกระทรวงแรงงาน และ 'กรนิจ โนนจุ้ย' ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์
'ปาณิดล' กล่าวถึง 2 ประเด็นหลัก โดยประเด็นแรกคือพัฒนาการของสถานการณ์ ซึ่งยังคงอ่อนไหวจากการโจมตีตอบโต้ระหว่าง 'อิสราเอล สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน' ที่ยังไม่ยุติ และมีผลกระทบต่อประเทศข้างเคียง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
กระทรวงการต่างประเทศได้ประกาศเตือนให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว และขอให้ลงทะเบียนแจ้งที่อยู่กับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ เพื่อความสะดวกในการให้ความช่วยเหลือ
ประเด็นที่สอง คือความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยงที่ 'อิหร่าน' ปัจจุบันมีคนไทยลงทะเบียนอพยพ 117 คน โดยรอบแรกวันที่ 7 มีนาคม เดินทางออก 18 คน และรอบที่สองวันที่ 10 มีนาคม เดินทางออก 49 คน เนื่องจากบางส่วนต้องดำเนินการเอกสาร Exit Visa ทั้งนี้ ขอให้ผู้ประสงค์เดินทางกลับรีบติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน เพื่อเร่งรัดเอกสาร นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กรมการกงสุลได้เดินทางไปยัง 'ตุรกี' เพื่ออำนวยความสะดวกการอพยพทางบกจากอิหร่านไปต่อเครื่องกลับไทย
ส่วน 'เลบานอน' มีคนไทยพำนักอยู่ 118 คน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ได้ประกาศขอให้คนไทยออกจากเลบานอนโดยเร็ว ขณะที่ยังมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการ พร้อมแนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงและลงทะเบียนข้อมูลติดต่อเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน ที่ 'บาห์เรน' มีผู้แจ้งความประสงค์เดินทางกลับแล้ว 917 คน โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ได้พาคนไทยกลุ่มแรก 9 คน ข้ามไปยังเมืองดัมมัม ใน 'ซาอุดีอาระเบีย' เพื่อขึ้นเครื่องกลับไทย และจะทยอยเดินทางเพิ่มเติม
สำหรับ 'คูเวต' และ 'กาตาร์' น่านฟ้ายังคงปิด สถานเอกอัครราชทูตติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และประเมินเส้นทางอพยพเพิ่มเติมหากจำเป็น ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ยังอำนวยความสะดวกแก่คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับ และสำรวจเส้นทางรองรับเหตุฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง
ปาณิดลยืนยันว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ที่ยังเปราะบาง การดำเนินการของไทยต้องมีความสมดุล เหมาะสมกับบริบท ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และตั้งอยู่บนผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะความปลอดภัยของประชาชนไทย
“ในห้วงเวลาที่มีความท้าทายเช่นนี้ ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้สันทัดด้านการต่างประเทศ สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ และคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องคนไทยในพื้นที่เป็นสำคัญ”
— ปาณิดล กล่าว
ขณะที่ 'กระทรวงแรงงาน' รายงานว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง 61,396 คน ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (วอร์รูม) และชะลอการส่งแรงงานไปยังประเทศเสี่ยงเป็นการชั่วคราว พร้อมส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชัน 'Smart TOEA' เพื่อสื่อสารและระบุตำแหน่งในกรณีฉุกเฉิน รวมทั้งมอบหมายสำนักงานแรงงานจังหวัดดูแลครอบครัวแรงงานอย่างใกล้ชิด
ส่วน 'กระทรวงพาณิชย์' ระบุว่า ได้ติดตามผลกระทบด้านราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด และยังไม่พบปัจจัยที่ต้องปรับขึ้นราคา สินค้ายังเพียงพอ ระบบกระจายสินค้าปกติ พร้อมบูรณาการกับกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบทั่วประเทศ หากพบการกักตุนหรือปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเปิดสายด่วน 1569 รับเรื่องร้องเรียนตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งนี้ ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ย้ำว่า ทุกหน่วยงานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดำเนินมาตรการอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชนไทยและเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ




