แม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นช่วงนับคะแนน และสังคมเริ่มจับตาสมการการเมืองว่าใครจะเป็น ‘รัฐบาล–ฝ่ายค้าน’ แต่ในระดับภาคประชาชน ความเคลื่อนไหวยังคงดำเนินต่อ โดยเฉพาะการตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในหลายพื้นที่ที่ถูกมองว่ามีความผิดปกติ จนเกิดข้อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ซึ่งกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วที่จังหวัดปทุมธานี เขต 7
สถานการณ์ที่ตึงเครียดเป็นพิเศษเกิดขึ้นที่ จังหวัดชลบุรี เขต 1 ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 หลังมีกระแสข่าวว่าจะมีการนับคะแนนใหม่ แต่เมื่อประชาชนเดินทางไปติดตาม กลับได้รับแจ้งว่าไม่มีการนับดังกล่าว ก่อนจะพบว่าหีบบัตรเลือกตั้งจากหลายหน่วยถูกนำมารวมไว้ภายในสนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรี ท่ามกลางความกังวลต่อความปลอดภัยและความถูกต้องของกระบวนการ
ต่อมา ประชาชนทยอยรวมตัวเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ หลังพบความผิดปกติในการปิดผนึกหีบบัตร หลายหีบถูกปิดด้วยเทปกาว ไม่มีสายรัดและลายมือชื่อกำกับ แม้ ‘กกต.’ จังหวัดจะชี้แจงว่าสายรัดหมด แต่ประชาชนกลับพบว่ายังมีสายรัดเหลืออยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติอื่น อาทิ การขนย้ายหีบบัตรที่ปิดผนึกไม่ถูกต้อง การบรรจุบัตรเลือกตั้งจากหลายหน่วยรวมกัน และการพบเอกสารสำคัญในกองขยะ
แม้ผู้บริหารระดับจังหวัดและ ‘รองเลขาธิการ กกต.’ จะลงพื้นที่ชี้แจงในช่วงดึก แต่ยังยืนยันว่าไม่สามารถนับคะแนนใหม่ได้ทันที ต้องรอคำสั่งจาก ‘กกต. ส่วนกลาง’ ทั้งที่หลายฝ่ายเห็นว่า ความผิดปกติอย่างน้อย 3 ประเด็นหลัก เข้าข่ายเงื่อนไขการนับคะแนนใหม่ ความแตกต่างของมาตรฐานการจัดการข้อสงสัยระหว่างพื้นที่ จึงกลายเป็นคำถามสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบความผิดปกติอย่างน้อย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ คะแนนไม่ตรงหรือบัตรเกิน–หาย การปิดผนึกหีบไม่เป็นไปตามระเบียบ และการพบเอกสารสำคัญในพื้นที่ที่ไม่ควรอยู่ แม้หลายฝ่ายจะเห็นตรงกันว่าเข้าข่ายเงื่อนไขที่สามารถสั่งนับคะแนนใหม่ได้ แต่การตัดสินใจกลับยังถูกดึงกลับไปสู่ส่วนกลาง
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ข้อถกเถียงไม่หยุดอยู่เพียง รายละเอียดเชิงเทคนิค หากแต่ขยายไปสู่คำถามใหญ่กว่าเดิมว่า กลไกการเลือกตั้งยังทำหน้าที่รักษาความเชื่อมั่นของประชาชนได้เพียงใด...
ประเด็นนี้น่านำมาตกตะกอน เพราะอาจเป็นสะท้อนภาพ ‘จุดเปราะบาง’ ของการเมืองหลังวันเลือกตั้งในระดับ ‘ตาเห็น’
เมื่อการเลือกตั้งไม่ใช่แค่แพ้–ชนะ
‘รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว’ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มองว่า การเลือกตั้งโดยหลักการคือ ‘นวัตกรรมการเปลี่ยนผ่านอำนาจ’ จากประชาชนไปสู่ตัวแทนอย่างสันติ แต่เงื่อนไขสำคัญคือ กระบวนการดังกล่าวต้องได้รับการยอมรับว่าโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ กลไกที่ทำหน้าที่นี้คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง
รศ.ดร.โอฬาร มองว่า ความไม่พอใจของมวลชนในครั้งนี้มีลักษณะ ‘ออร์แกนิก’ คือเกิดจากประสบการณ์ตรงและความรู้สึกว่ากระบวนการไม่เป็นธรรม มากกว่าการถูกจัดตั้งจากพรรคการเมืองที่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง และหาก กกต. ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ความโกรธและความไม่พอใจย่อมลดลงได้ แต่เมื่อการตัดสินใจสำคัญยังถูกดึงกลับไปสู่ส่วนกลาง ความไม่พอใจจึงยิ่งสะสมเพิ่มขึ้น
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างการทำงานแบบรวมศูนย์ของ กกต. ไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่ ปัญหาเกิดในท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นกลับไม่มีอำนาจตัดสินใจ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าความไม่แน่นอนถูกยื้อเวลาออกไป โดยไร้คำตอบที่ชัดเจน
“การบริหารแบบรวมศูนย์ของ กกต. สะสมความไม่พอใจให้กับประชาชน ถ้ากลไกได้รับการยอมรับ แม้ผลจะออกมาอย่างไร ความเห็นต่างก็จะจบลงได้”
— รศ.ดโอฬาร กล่าว
พร้อมชี้อีกว่า ปัญหาของกรณีชลบุรีไม่ได้อยู่ที่ตัวผลคะแนนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความคลางแคลงต่อกระบวนการจัดการ ซึ่งสะสมมานาน และปะทุขึ้นเมื่อเผชิญสถานการณ์ที่อธิบายได้ไม่ชัดเจน
ความแตกแยกที่ซ้อนอยู่ใต้ข้อเรียกร้อง
จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น รศ.ดร.โอฬาร แสดงความกังวล โดยเฉพาะต่อปฏิกิริยาของ กกต. ที่ดูเชื่องช้าและขาดมาตรฐาน ซึ่งอาจก่อให้เกิด ‘ความแตกแยก’ ตามมา การเรียกร้องนับคะแนนใหม่อาจไม่ได้มีเพียงฝ่ายเดียว อีกด้านหนึ่งยังมีประชาชนที่เลือกผู้สมัครคนอื่น ซึ่งรู้สึกว่า ‘เสียงของตนก็มีค่า’ และต้องการให้ผลการเลือกตั้งได้รับการเคารพ หากกลไกกลางไม่สามารถสร้างความชัดเจนได้ ความขัดแยกทางสังคมอาจขยายตัว และนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างมวลชนต่างฝ่าย
ในบริบทการเมืองร่วมสมัย รศ.ดร.โอฬาร ชี้ว่า สื่อสังคมออนไลน์และ echo chamber มีบทบาทสำคัญในการขยาย ‘ชุดความเชื่อ’ บางอย่าง แม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันครบถ้วน แต่เมื่อคนจำนวนมากเชื่อร่วมกัน ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นพลังทางการเมือง และถูกใช้เป็นความชอบธรรมในการเคลื่อนไหว
กรณี ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่แข่งขันทางการเมืองสูง ยิ่งทำให้แรงปะทะทางอารมณ์รุนแรงขึ้น ทั้งจากการสื่อสารของกองเชียร์ฝ่ายต่างๆ ไปจนถึงความทรงจำทางการเมืองในพื้นที่ โดยเฉพาะระหว่างความขัดแย้งของ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเขต 1 กับ ‘แกนนำพรรคประชาชน’ ในช่วงหาเสียง ที่หลายฝ่ายมองว่า ‘สุชาติ’ มีปฏิกิริยาตอบโต้ที่ไม่เป็นมิตรกับ ‘ด้อมส้ม’ ทำให้ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวครั้งนี้ อาจทำให้เกิดวิวาทะหรือการปะฉะดะที่รุนแรงขึ้นได้ โดยเฉพาะแรงตกกระทบจากสังคม ที่สามารถย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันได้ในทันที
“ความโกรธ ความไม่พอใจจะเป็นเรื่องออร์แกนิคของมวลชน แต่ถ้า กกต. ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่าทั้งสองฝั่งยอมรับได้”
— รศ.ดร.โอฬาร กล่าว
ทางออกอยู่ที่ความโปร่งใส ไม่ใช่แค่ระเบียบ
ในเชิงข้อเสนอ โอฬารเห็นว่า ‘กกต.’ ควร ‘เทคแอ็กชัน’ อย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงเฉพาะจังหวัดชลบุรี แต่ในทุกพื้นที่ที่มีข้อสงสัย อาจต้องแขวนการรับรองผลไว้ก่อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ว่าปัญหาถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง และต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะความล่าช้าเท่ากับการเพิ่มต้นทุนความไม่พอใจของสังคม
เขาย้ำว่า แม้ระเบียบจะกำหนดขั้นตอนการนับคะแนนใหม่ไว้อย่างชัดเจน แต่ระบบเหล่านั้นกลับไม่สอดรับกับสภาพความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ การเลือกตั้งจะทำหน้าที่เป็นนวัตกรรมคลี่คลายความขัดแย้งได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ทุกคนยังอยู่ในเกมเดียวกัน
ในมิติที่ลึกกว่านั้น รศ.ดร.โอฬาร เตือนถึงอันตรายของการ ‘ด้อยค่า’ การตัดสินใจของคนต่างพื้นที่หรือชนบท ประชาธิปไตยต้องตั้งอยู่บนหลักคิดที่ใจกว้าง ยอมรับความแตกต่าง ไม่มีใครมีไม้บรรทัดวัดคุณค่าการตัดสินใจของผู้อื่น การไม่ฟังกันต่างหากที่บั่นทอนรากฐานของระบบ
ดังนั้น กรณีชลบุรี เขต 1 จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องการนับคะแนน แต่เป็นบททดสอบความสามารถของกลไกประชาธิปไตยในการรักษาความเชื่อมั่นของสังคม หากการเลือกตั้งคือเครื่องมือเปลี่ยนอำนาจอย่างสันติ กลไกที่ดูแลมันต้องทำให้คนเชื่อว่า ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เสียงของทุกคนได้รับการปกป้องอย่างเท่าเทียม
เพราะเมื่อความเชื่อมั่นพังลง การเลือกตั้งก็ไม่อาจทำหน้าที่หยุดความขัดแย้งได้อีกต่อไป และหลายสิ่งที่เกิดขึ้น อาจไม่ได้ตั้งอยู่บนข่าวลือ หากแต่เป็นสิ่งที่ประชาชน ‘เห็นกับตา’...





