ธงเริ่มพร่า - ทิศเริ่มเลือน ‘สองพรรคทหาร’ ในศึกเลือกตั้ง 69

7 ม.ค. 2569 - 12:03

  • เลือกตั้ง 2569 : ไม่ใช่แค่ศึกแพ้–ชนะ แต่คือเวทีตัดสินชะตา 'พรรคทหาร' ที่เติบโตจากอำนาจนอกระบบ

  • 'พปชร.-รทสช.' เมื่อผู้นำถอย กลุ่มอำนาจแตก พรรคที่ยึดตัวบุคคลเป็นศูนย์กลางจึงร่วงโรยพร้อมกัน

  • 'สามก๊กกับการเมืองไทย' ธงไม่ชัด - ทิศไม่มา ขุนศึกที่ไม่ทันยุคสมัยย่อมเหลือเพียงชื่อ

ธงเริ่มพร่า - ทิศเริ่มเลือน ‘สองพรรคทหาร’ ในศึกเลือกตั้ง 69

เชื่อเหลือเกินว่าการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังจะถูกจารึกไว้ ในฐานะอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ซึ่งอาจไม่ใช่เพียงการตัดสินผล ‘แพ้–ชนะ’ ของ ‘พรรคการเมือง’ เท่านั้น หากแต่สะท้อนถึง การคลี่คลายและอวสานของเครือข่ายอำนาจ ที่สืบทอดมาจาก ‘คณะรัฐประหารปี 2557’ ตามกรอบคิดที่นักรัฐศาสตร์มักหยิบยกมาชวนถกถึงชะตากรรมของ ‘พรรคเฉพาะกิจ’ ซึ่งถือกำเนิดจากอำนาจนอกระบบ และยากจะยืนระยะอย่างยั่งยืนในสนามประชาธิปไตย

บทความชิ้นนี้จะพาไล่เรียงความเป็นไปของ ‘สองพรรคการเมือง’ ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อรองรับอำนาจของ ‘คสช.’ ใช้เป็นเครื่องมือเข้าสู่สนามเลือกตั้งมาแล้วถึง 2 ครั้ง และกำลังจะเข้าสู่การทดสอบครั้งที่ 3 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ท่ามกลางบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

โดยจะขอมุ่งสำรวจ ‘ภาวะร่วงโรย’ ทั้งในมิติของ ‘พรรค’ และ ‘ตัวบุคคล’ ผ่านการเปรียบเทียบเชิงวรรณกรรมกับ 'สามก๊ก' และตัวละครสำคัญอย่าง ‘พี่น้องแซ่อ้วน’‘อ้วนเสี้ยว’ และ ‘อ้วนสุด’ เพื่อฉายให้เห็นพลวัตของอำนาจที่เคยรุ่งเรือง แต่ค่อยๆ เสื่อมถอยลงตามกาลเวลาและเงื่อนไขของยุคสมัย

ดูแล้วเรื่องราวในหน้งสือ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีความเชื่อมโยงและน่าสนใจอย่างมีนัยสำคัญ

พลังประชารัฐ : จากค่ายใหญ่ของ 'อ้วนเสี้ยว' สู่กองทัพที่เริ่มไร้ทิศ 

หากใครติดตามการเมืองไทยมาตั้งแต่ยุคหลังรัฐประหารปี 2557 ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘พรรคพลังประชารัฐ’ คือ ค่ายหลักของอำนาจรัฐ ที่ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อส่ง ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ หัวหน้าคณะ คสช. ลงสู่สนามเลือกตั้ง ภายใต้การกำกับของ ‘พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ’ พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์

เมื่อมองผ่านกรอบสามก๊ก‘พลังประชารัฐ’ จึงมีสถานะไม่ต่างจากค่ายของ ‘อ้วนเสี้ยว’ ขุนศึกตระกูลใหญ่ ผู้ครองชื่อเสียงและบารมีทุนเดิม มีเครือข่ายสายสัมพันธ์กว้างขวาง และมีกำลังพลเหนือกว่าคู่แข่งในช่วงต้นกระดานอำนาจ

ในทางการเมือง ‘บิ๊กป้อม’ ทำหน้าที่เป็น ศูนย์รวมของเครือข่าย ทั้งในเชิงบุคคลและเชิงโครงสร้าง พรรคพลังประชารัฐเติบโตขึ้นจากการรวบรวม ‘บ้านใหญ่’ และกลุ่มอำนาจเดิม อาทิ กลุ่มสามมิตร – รัตนเศรษฐ – อัศวเหม – คุณปลื้ม ซึ่งไม่ต่างจากการรวบรวมกำลัง ‘พันธมิตร 18 หัวเมือง’ เพื่อทำศึกใหญ่ ‘ปราบตั๋งโต๊ะ’ ของพี่ใหญ่ตระกูลอ้วนในวรรณกรรม

อย่างไรก็ดี ‘พปชร.’ ต้องเผชิญกับ จุดเปลี่ยนสำคัญ หลายระลอกในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งปี 2566 โดยมีอย่างน้อย 2 เหตุการณ์หลักที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอำนาจอย่างชัดเจน

  • เหตุการณ์แรก คือการตัดสินใจแยกทางทางการเมืองกับ ‘พลเอกประยุทธ์’ ซึ่งย้ายไปสังกัด 'พรรครวมไทยสร้างชาติ' พร้อม สส. จำนวนหนึ่ง จนถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็น จุดเริ่มต้นของความถดถอย ทั้งของพรรคพลังประชารัฐ และเครือข่าย ‘3 ป.’
  • เหตุการณ์ที่สอง คือการแยกตัวของเครือข่ายทางการเมืองสำคัญหลังศึกเลือกตั้ง 2566 นำโดย ‘ก๊วนผู้กอง’ ของ ‘ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า’ ซึ่งครองเสียง สส. ราวครึ่งพรรค และเลือกสถาปนาพื้นที่อำนาจใหม่ในนาม ‘พรรคกล้าธรรม’

เมื่อพรรคไม่อาจรักษาสถานะ ‘แกนนำรัฐบาล’ เอาไว้ได้ บารมีทางการเมืองของ ‘ผู้นำ’ จึงเริ่มลดระดับลง ตามวัยและจังหวะของอำนาจ จุดแข็งเดิมในฐานะ ‘พรรคศูนย์รวมอำนาจ’ กลับกลายเป็นจุดอ่อน ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์การขยับตัวของ ‘นักการเมืองบ้านใหญ่’ ในหลายมุ้ง ไม่ต่างจาก ‘กองทัพ 18 หัวเมือง’ ที่ค่อยๆ วางดาบ ถอนตัวจากภารกิจโค่นทรราชไปทีละส่วน

กระทั่งเมื่อเสียงปี่กลองการเมืองก่อนสนามเลือกตั้งปี 2569 เริ่มดังขึ้น ‘บิ๊กป้อม’ ก็ตัดสินใจ ยุติบทบาทในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมลาออกจากตำแหน่ง ‘หัวหน้าพรรค’ และถอยไปอยู่ในบทบาท ‘ที่ปรึกษา’

ปรากฏการณ์นี้ หากมองผ่านเลนส์การเมือง อาจมิใช่เพียงการปรับโครงสร้างภายในพรรคเท่านั้น หากแต่เป็นสัญญาณของการ ถอยออกจากแนวหน้า ของขุนศึกผู้เคยยืนศูนย์กลางอำนาจมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญยังคงค้างอยู่ ว่าการ ‘วางมือ’ ครั้งนี้ จะเป็นเพียงการถอยเชิงยุทธศาสตร์ หรือคือ การอำลาสนามการเมือง ของ ‘ขุนศึกบูรพา’ อย่างแท้จริงกันแน่…

รวมไทยสร้างชาติ : ชะตากรรมอ้วนสุด ในวันที่ 'พี่ใหญ่ล้ม'

หากเปรียบ ‘พลังประชารัฐ’ คือค่ายของ ‘อ้วนเสี้ยว’ แล้ว ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ก็คงไม่ต่างจาก ‘กองกำลังของอ้วนสุด’ น้องชายที่แยกค่ายออกมาในช่วงปลายยุค หากแต่ไม่อาจสถาปนาอำนาจของตนเองให้มั่นคงและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับบทบาททางการเมืองของ ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ในภารกิจชิงตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรีอีกสมัย’ หลังแยกทางจาก ‘พลเอกประวิตร’ และบ้านหลังเดิมอย่าง ‘พลังประชารัฐ’

ทว่าเมื่อ ‘บิ๊กตู่’ ตัดสินใจวางมือจากการเมือง ผันบทบาทสู่ภารกิจใหม่ในฐานะ ‘องคมนตรี’ ความชอบธรรมและแก่นแกนทางการเมืองของ ‘รทสช.’ ก็เริ่มสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ จะพยายามประคับประคองพรรคมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง หลัง ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ประกาศ ‘ยุบสภา’ เมื่อความเคลื่อนไหวภายในพรรคเริ่มสะท้อนความไม่ชัดเจนของเส้นทางข้างหน้า ผ่านการทยอยลาออกและย้ายสังกัดของกลุ่มนักการเมืองหัวเห็ด อาทิ ‘ก๊วนสุชาติ – สุชาติ ชมกลิ่น’ หรือแม้แต่ ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ หนึ่งในแกนนำที่ร่วมปลุกปั้นพรรคนี้มาตั้งแต่ต้น ก็เลือกสละเรือข้ามห้วยไปซบ ‘ภูมิใจไทย’

ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังยืนยันบทเรียนทางการเมือง ที่นักวิเคราะห์พูดถึงมาโดยตลอด นั่นคือ พรรคที่ถูกสร้างขึ้นจาก ‘ตัวบุคคล’ ย่อมผูกชะตากรรมไว้กับบุคคลนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อศูนย์กลางอำนาจ (พลเอกประยุทธ์) ถอยออกจากเวทีพรรคจึงสูญเสียแรงดึงดูดในสนามเลือกตั้งทันที

ไม่ว่าจะ 'พลังประชารัฐ - รวมไทยสร้างชาติ' ต่างกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน คือการสูญเสีย ‘กลุ่มบ้านใหญ่’ ในพื้นที่แข่งขันสูง อันเป็นผลจากความไม่ชัดเจนของอนาคตพรรคและทิศทางอำนาจ

ในสามก๊ก ‘อ้วนสุด’ ไม่เคยมีอำนาจเป็นของตนเองอย่างแท้จริง เมื่อ ‘อ้วนเสี้ยว’ พ่ายแพ้และสิ้นบทบาท ชะตากรรมของอ้วนสุดก็จบลงอย่างรวดเร็ว ภาพเปรียบนี้สะท้อนสถานการณ์ของ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ที่ยังไม่อาจหลุดพ้นจากเงาของผู้นำเดิม และยังไม่สามารถแปรสภาพจาก ‘พรรคเฉพาะกิจ’ ไปสู่การเป็น ‘พรรคการเมืองถาวร’ ได้อย่างแท้จริงเช่นกัน

บทอวสาน : จากขุนศึกแซ่อ้วน สู่พี่น้อง 2 ป. 

‘ขุนพลดูทิศ ทหารดูธง’ เมื่อธงไม่ชัด ทิศไม่มา กองทัพย่อมแตกเป็นเสี่ยง การเมืองไทยในวันนี้ก็กำลังเผชิญสภาวะเดียวกัน พรรคที่ไม่สามารถให้คำตอบกับผู้เล่นทางการเมืองได้ ว่าจะพาไปถึงอนาคตแบบใด ย่อมสูญเสียแรงดึงดูดอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ 

การเปลี่ยนบทบาทของตนเองของ ‘พลเอกประยุทธ์’ และความถดถอยของ ‘พลเอกประวิตร’ จึงมิใช่แค่เรื่องของบุคคล หากแต่เป็นภาพสะท้อนของวัฏจักรอำนาจทางการเมือง อำนาจที่ไม่สามารถแปรเปลี่ยนบารมีให้กลายเป็นความยินยอมของประชาชน ย่อมเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา 

เช่นเดียวกับ ‘ขุนศึกตระกูลอ้วน’ ใน ‘สามก๊ก’ ผู้เคยยิ่งใหญ่ในยุคหนึ่ง แต่ไม่อาจก้าวข้ามการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย สุดท้ายจึงเหลือเพียงชื่อ ให้ใช้เป็นบทเรียนในการอ่านเกมอำนาจของวันวานและวันนี้ต่อไป... 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์