ความซับซ้อนของการเมืองไทยในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา มักจะก่อให้เกิดตัวละครทางการเมืองที่มีเอกลักษณ์และมีอิทธิพลต่อทิศทางของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ทั้งในฐานะ "ผู้จัดการรัฐบาล" - "มือประสานสิบทิศ" หรือแม้แต่ "เส้นเลือดใหญ่" ของขั้วอำนาจ คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า บุรุษผู้มีเส้นทางชีวิตที่พลิกผันและเต็มไปด้วยสีสันราวกับบทละคร
จากนายทหารหนุ่มผู้เติบโตใน ร.1 พัน.4 รอ. (ในขณะนั้น) สู่การเป็น "นักธุรกิจ-แวดวงผู้กว้างขวาง" ก้าวขึ้นเป็น "เสนาบดี" ผู้กุมชะตากรรมของพรรคร่วมรัฐบาลช่วง 7-8 ปีมานี้ ความน่าสนใจของ ร.อ.ธรรมนัส ไม่ได้อยู่ที่เพียงตำแหน่งทางการเมืองที่เขาได้รับ แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวและรักษาสมดุลแห่งอำนาจ
เส้นทางการเมืองของเขาเปรียบเดินบน "รอยแยกขั้วอำนาจ" เริ่มต้นจากร่มเงาของพรรคไทยรักไทย ก้าวผ่านมรสุมการรัฐประหาร 2549-2557 พลิกบทบาทมาเป็นขุนพลหลัก "พรรคพลังประชารัฐ" จนกระทั่งสร้างอาณาจักรของตนเองในนาม "พรรคกล้าธรรม" ซึ่งกลายเป็นพรรคลำดับที่ 4 ในการเลือกตั้งปี 2569
การทำความเข้าใจตัวตนของ ร.อ.ธรรมนัส จึงไม่ใช่เพียงการศึกษารายบุคคล แต่คือการถอดรหัสโครงสร้างอำนาจนิยม เครือข่ายระบบอุปถัมภ์ และพลวัตของการเมืองไทย ที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของกาลเวลา

ปฐมบท แห่งการ "ผลัดผิว" การก่อร่างสร้างอัตลักษณ์-นามที่เปลี่ยนไป
จุดเริ่มต้นของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เกิดขึ้นที่ จ.พะเยา เมื่อ 18 สิงหาคม 2508 ทว่าชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในภาคเหนือเท่านั้น ความพลิกผันครั้งแรกเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาได้รับการอุปการะจากครอบครัวใน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชื่อ-นามสกุล หลายครั้ง
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของความเชื่อทางโหราศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ในทางการเมืองและสังคม ชื่อที่เปลี่ยนไปสะท้อนถึงการ "เริ่มต้นใหม่" และการปรับเปลี่ยนสถานะในแต่ละช่วงของอำนาจ ไม่ว่าจะเป็น "ยุทธภูมิ โบพรหม" ชื่อดั้งเดิมที่ใช้ในช่วงวัยเยาว์และการย้ายไปเติบโตที่เบตง "พชร โบพรหม" ช่วงเข้าศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารและเริ่มต้นชีวิตราชการทหาร "พชร พรหมเผ่า - มนัส พรหมเผ่า" ตลอดจน "ธรรมนัส พรหมเผ่า" ตามลำดับ
เส้นทางสายเหล็ก จปร.36 และตำนาน "18 อรหันต์" แห่ง ร.1 พัน 4 รอ.
รากฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ ร.อ.ธรรมนัส คือเครือข่ายความสัมพันธ์ในกองทัพ เขาเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 25 (ตท.25) และเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 36 (จปร.36)
จปร.36 ถือเป็นรุ่นที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเมืองไทยยุคหลัง เนื่องจากมีเพื่อนนายทหารที่เติบโตขึ้นมาในสายคุมกำลังหลักหลายคน เช่น พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (ผู้ล่วงลับ) และ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ "เสธ.หิ" ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรทางการเมืองที่คอยสนับสนุนกันมาโดยตลอด
ชีวิตราชการทหารของเขาเริ่มต้นอย่างโดดเด่นที่ ร.1 พัน 4 รอ. จนได้รับฉายาว่ากลุ่ม "18 อรหันต์" การเติบโตในหน่วยงานนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีการทำงานภายใต้ระบบสายบังคับบัญชาที่เข้มงวด ขณะเดียวกันก็ได้รู้จักนายทหารสายอื่นๆ เช่น "วงษ์เทวัญ" และ "ทหารเสือฯ"
อย่างไรก็ตาม บุคลิกที่เป็นคนตรงและมีความเป็นอิสระสูง ทำให้เขาตัดสินใจก้าวออกจากระบบราชการ มาสู่โลกของธุรกิจและการเมือง การตัดสินใจลาออกจากราชการ ในขณะที่มียศ "ร้อยเอก" จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอาณาจักรส่วนตัว

ร่มเงาแห่ง "เสนาธิการ" จาก "เสธ.แอ๊ว" ถึง "เสธ.ไอซ์" และจุดเริ่ม "ยุทธจักรธุรกิจ"
เมื่อก้าวพ้นรั้วกองทัพ ร.อ.ธรรมนัส ได้เข้าสู่ "ยุทธจักรเสนาธิการ" หรือกลุ่มนายทหารผู้กว้างขวางที่มีอิทธิพลนอกกองทัพ บุคคลสำคัญสองท่านที่เป็นเสมือน "แม่แบบ" และผู้ประสานทางให้อย่างยิ่งใหญ่คือ พล.อ.อัครเดช ศศิประภา (เสธ.แอ๊ว) - พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต (เสธ.ไอซ์)
พล.อ.อัครเดช หรือ "เสธ.แอ๊ว" อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ถูกมองว่าเป็น "ก๊อดฟาเธอร์" ในวงการทหารและผู้กว้างขวางในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.กาญจนบุรี
ร.อ.ธรรมนัส ได้ซึมซับวิธีการ "ประสานประโยชน์" และการจัดการปัญหาความขัดแย้งในสไตล์พี่ให้น้องจาก เสธ.แอ๊ว จนกลายเป็นคนนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ แต่ดุดันในการปฏิบัติการ
ต่อมาเมื่อ เสธ.แอ๊ว เกษียณฯ เขาได้ย้ายมาอยู่กับ พล.อ.ไตรรงค์ หรือ "เสธ.ไอซ์" ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัย และ ที่ปรึกษา คนสนิทของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร (เพื่อน ตท.10) ในขณะนั้น
ความสัมพันธ์กับ เสธ.ไอซ์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเข้าสู่โครงสร้างอำนาจของพรรคไทยรักไทย และเริ่มต้นธุรกิจรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มตัว ผ่านการก่อตั้ง "บริษัท ธรรมนัส การ์ด จำกัด" (เดิมชื่อ บริษัท โทนี่คอสโมอิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด)
ซึ่งมี พล.อ.ไตรรงค์ ร่วมถือหุ้นในช่วงแรก ธุรกิจนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้มหาศาล แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างเครือข่าย "กำลังพลนอกเครื่องแบบ" ที่มีความสำคัญต่อการเมืองภาคสนาม
การบริหารธุรกิจเหล่านี้ควบคู่ไปกับการทำงานการเมือง ทำให้เขามี "ทุน" และ "ฐานมวลชน" ที่มั่นคง โดยเฉพาะการถือหุ้นในธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยสายสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองอย่างสูง ทำให้เขาได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งใน "ห้าเสือกองสลาก" ในยุคหนึ่ง

ยุค "ไทยรักไทย-เพื่อไทย" ขุนพลพื้นที่และเงาของ "เจ๊แดง"
ภายใต้ร่มเงาของ เสธ.ไอซ์ นั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะการดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ โดยใช้เครือข่ายธุรกิจรักษาความปลอดภัย-คอนเนกชันในกองทัพ เข้าถึงกลุ่มผู้กว้างขวางในพื้นที่-จัดตั้งเครือข่ายมวลชน จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นมือทำงาน หลังม่านของพรรค
เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบและเปลี่ยนผ่านเป็น "พรรคเพื่อไทย" บทบาทของเขาขยายตัวไปสู่พื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้การนำของ "เยาวภา วงศ์สวัสดิ์" หรือ "เจ๊แดง" แม่ทัพใหญ่กลุ่ม "วังบัวบาน"
ในช่วงเวลานี้ เขาได้สร้างรากฐานทางการเมืองที่แข็งแกร่งใน จ.พะเยา และ ภาคเหนือตอนบน โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายของเจ๊แดงอย่างใกล้ชิด ในการเลือกตั้งปี 2557 เขาถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 55 ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่มีนัยสำคัญในฐานะขุนพลระดับปฏิบัติการ
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งในปี 2557 กลายเป็นโมฆะ และตามมาด้วยการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เหตุการณ์นี้ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งถูกมองว่าเป็นคนของฝ่ายชินวัตร
ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของคณะรัฐประหาร เขาถูกเรียกรายงานตัวและถูกจัดอยู่ในบัญชีดำของ คสช. เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการใช้อิทธิพลและเครือข่ายมวลชน

พลิกกระดานอำนาจ จาก "บัญชีดำ คสช." สู่ "เส้นเลือดใหญ่" พลังประชารัฐ
ช่วงเวลาหลังรัฐประหารปี 2557 คือช่วงที่ ร.อ.ธรรมนัส ต้องใช้ความสามารถในการเจรจาและการปรับตัวสูงสุด จากบุคคลที่ถูก คสช. เพ่งเล็ง เขาสามารถ "เปลี่ยนสถานะ" มาเป็น "ผู้ประสานงาน" แทนได้
ด้วยความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมรุ่น จปร.36 และความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับขุมกำลังในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้กลุ่ม "3ป.บูรพาพยัคฆ์" (ประยุทธ์-ประวิตร-อนุพงษ์) เล็งเห็นถึงประโยชน์ในการดึงเขาเข้ามาร่วมงาน
ในปี 2561 เมื่อมีการจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ร.อ.ธรรมนัส ได้เปิดตัวเป็นขุนพลหลักในฐานะประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ
ภารกิจของเขาคือการ "ทลายกำแพง" ของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งถูกมองว่าเป็นงานที่เป็นไปไม่ได้ ทว่าในการเลือกตั้งปี 2562 เขาสร้างปรากฏการณ์ด้วยการกวาด สส. ใน จ.พะเยา แบบยกจังหวัด และเจาะพื้นที่สำคัญอย่าง จ.พิจิตร - จ.ตากได้สำเร็จ
ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขากลายเป็น "คิงเมกเกอร์ (ตัวแปรสำคัญ)" และได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2562
บทบาทของเขาใน รัฐบาลประยุทธ์ 2 ไม่ได้อยู่เพียงแค่เรื่องการเกษตร แต่เขาทำหน้าที่เป็น "มือดีล" หรือที่ถูกสื่อตั้งฉายาว่า "คนเลี้ยงลิง" ที่คอยบริหารจัดการเสียงของพรรคเล็ก ให้สนับสนุนรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ จนเขาถึงกับระบุว่า "ผมคือเส้นเลือดใหญ่ ถ้าผมสั่นคลอน รัฐบาลก็สั่นคลอน"

มหากาพย์ "ศึกซักฟอก" วาทะ "มันคือแป้ง" และ "วุฒิการศึกษา"
เมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส ก็กลายเป็นเป้าหมายหลักของการอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน ประเด็นที่ถูกโจมตีรุนแรงที่สุดคือ คดีความในอดีตที่ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2536 ซึ่งสื่อต่างประเทศและฝ่ายค้านนำเอกสารจากศาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ มาเปิดเผยว่า เขาเคยต้องโทษจำคุกในข้อหาสมรู้ร่วมคิดนำเข้ายาเสพติด (เฮโรอีน) น้ำหนัก 3.2 กิโลกรัม
คำชี้แจงของ ร.อ.ธรรมนัส ในสภาเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 กลายเป็นตำนานเมื่อเขาปฏิเสธข้อหาค้ายาเสพติด โดยระบุว่าเป็นเรื่องของการ "อยู่ผิดที่ผิดเวลา" และสิ่งที่ตำรวจออสเตรเลียพบนั้น "มันคือแป้ง"
แม้คำชี้แจงนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม แต่ในทางกฎหมายและมติในสภา เขายังคงได้รับการโหวตสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งต่อไป
นอกจากนี้เขายังเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องวุฒิการศึกษาปริญญาเอก "ปลอม" จาก California University FCE ซึ่งเขาได้นำหลักฐานมาชี้แจงว่าเป็นสถาบันที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา แม้จะมีข้อโต้แย้งจากนักวิชาการก็ตาม
ความร้าวรานใน "พลังประชารัฐ" จาก "รังสำรอง" สู่การแยกทาง
ความขัดแย้งระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงจุดเดือดในเดือนกันยายน 2564 เมื่อมีกระแสข่าวว่าเขาพยายามรวบรวมเสียง สส. เพื่อโหวตล้มนายกรัฐมนตรีในสภา เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เขาถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันที
แม้เขาจะยังเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ แต่ความกดดันภายในทำให้เขาและกลุ่ม สส. 21 คน ถูกมติพรรคขับออกในเดือนมกราคม 2565
เขาได้เข้ายึดพรรค "เศรษฐกิจไทย" เป็น "รังสำรอง" และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะโชว์ทักษะการเมืองขั้นสูงด้วยการกลับเข้าพรรคพลังประชารัฐอีกครั้งในปี 2566 เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร
หลังเลือกตั้ง 2566 เขาได้กลับมาผงาดในตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลของ "เศรษฐา ทวีสิน" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจต่อรองที่ยังไม่เสื่อมคลาย
อย่างไรก็ตาม จุดแตกหักที่แท้จริงเกิดขึ้นในปี 2567 เมื่อเกิดความขัดแย้งในการจัดโควตารัฐมนตรีใน "รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร" โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้นำ สส. ในสังกัดกว่า 20 คน ประกาศ "แยกทาง" กับ พล.อ.ประวิตร อย่างเป็นทางการ
โดยระบุว่า "พอแล้ว" กับการถูกครอบงำ เขาได้นำกลุ่ม สส. ของเขา ย้ายเข้าสู่ "พรรคกล้าธรรม" ซึ่งมี "นฤมล ภิญโญสินวัฒน์" เป็นหัวหน้าพรรค และเขานั่งในตำแหน่งประธานที่ปรึกษา

ปรากฏการณ์ 2569 "พรรคกล้าธรรม" ในฐานะ "ขั้วที่ 4" ของการเมืองไทย
การเลือกตั้งในปี 2569 คือบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของ "ธรรมนัสโมเดล" อย่างแท้จริง พรรคกล้าธรรมที่เขาเป็นแม่ทัพหลังม่าน สามารถกวาดที่นั่ง สส. เขตได้เกือบ 60 ที่นั่ง โดยเฉพาะการรักษาฐานที่มั่นในภาคเหนือและขยายอิทธิพลไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการระบุว่าพรรคกล้าธรรมก้าวขึ้นมาเป็น "พรรคลำดับที่ 4" ของประเทศ รองจากพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย
ในยุคนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้เปลี่ยนบทบาทจากการเป็น "มือประสาน" มาเป็น "แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" และเป็น ตัวแปรสำคัญ (Kingmaker) ในการจัดตั้งรัฐบาล
แม้เขาจะยังถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นใหม่ๆ เช่น การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ และข้อกล่าวหาเรื่อง "ทุนสีเทา" แต่เขาก็ใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา และเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อตอบโต้ฝ่ายค้าน
จะเห็นได้ว่าตลอดเส้นทางชีวิตของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เราจะเห็นภาพสะท้อนของ "การเมืองไทยที่แท้จริง" ที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์-ทุน-การบริหารจัดการมวลชน
ความสามารถในการ "เปลี่ยนชื่อ-เปลี่ยนพรรค-เปลี่ยนแนวทาง" ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนในสายตาของนักเลือกตั้ง แต่มันคือ "ความยืดหยุ่น" ที่ทำให้เขาสามารถอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์
บทบาทของเขาในฐานะ "เสนาบดี" คือการเป็น "สะพานเชื่อม" ระหว่าง กลุ่มอำนาจเก่า (ทหาร/อนุรักษนิยม) และ กลุ่มอำนาจใหม่ (นักการเมืองจากการเลือกตั้ง) แม้เขาจะเผชิญกับข้อครหามากมายในอดีต แต่ผลการเลือกตั้งปี 2569 ที่พรรคกล้าธรรมกวาดที่นั่งมาได้ถึง 60 ที่นั่ง
คือคำตอบว่าประชาชนในพื้นที่ยังคงให้ความสำคัญกับ "การเข้าถึงปัญหา" และ "บารมีส่วนบุคคล" มากกว่าประเด็น "จริยธรรม" ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในสภา
สุดท้ายนี้ เส้นทางของ ร.อ.ธรรมนัส คือ เครื่องเตือนใจว่า "การเมืองไทย" คือพื้นที่ "การเจรจา-การปรับตัว" ใครทำได้ทันสถานการณ์และมีรากฐานที่ลึกพอในมวลชน ผู้นั้นย่อมสามารถรักษาอำนาจไว้ได้
อ้างอิง
thematter / thestandard / thaipbs / thairath / today / thaipbs / thaipost / matichon / isranews / siamrath / one31 / bangkokbiznews /today / thestandard /



