ยุคฝันหวานเป็น ‘เสือตัวที่ 5’ GDP ไทยเคยเติบโตสูงสุดใน ‘อาเซียน’

20 เม.ย. 2569 - 16:36

  • จากฝัน "เสือตัวที่ 5" ในยุคชาติชาย สู่เศรษฐกิจชราภาพปี 69 ที่โตเพียง 1.5% รั้งท้ายอาเซียน สะท้อนความล้มเหลวในการปฏิรูปโครงสร้างตลอด 30 ปี

ยุคฝันหวานเป็น ‘เสือตัวที่ 5’ GDP ไทยเคยเติบโตสูงสุดใน ‘อาเซียน’

หากพิจารณาภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคในช่วงทศวรรษที่ 2020 พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง รายงาน World Economic Outlook ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประจำเดือนเมษายน 2569 ได้นำเสนอข้อมูลที่สร้างความตระหนักต่อผู้กำหนดนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ

คือการคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการชะลอตัวเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แต่ยังส่งผลให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะ "รั้งท้าย" ของภูมิภาคอาเซียนอย่างชัดเจน

ภาวะการชะลอตัวนี้ถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยภายนอก อาทิ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีความระมัดระวังมากขึ้น 

สภาวะดังกล่าวนำมาซึ่งความรู้สึกถวิลหาอดีต หรือช่วง "น้ำผึ้งพระจันทร์" ของเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้น 1990 ซึ่งเป็นยุคที่ไทยเคยเป็นผู้นำด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ครั้งหนึ่งที่ไทยเคยเป็นเบอร์หนึ่งของอาเซียนและฝันหวานจะเป็น เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย

จุดเริ่มต้นยุค พล.อ.ชาติชาย เปลี่ยน สนามรบ เป็น สนามการค้า

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2531 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากการเมืองยุค "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ภายใต้การนำของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไปสู่ยุคที่นักการเมืองจากการเลือกตั้งมีบทบาทนำในการบริหารประเทศ 

พล.อ.ชาติชาย มาพร้อมกับบุคลิกภาพที่โดดเด่นและเป็นกันเอง ซึ่งแตกต่างจากนายกรัฐมนตรีที่เป็นทหารในยุคก่อนหน้าอย่างชัดเจน ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ชอบการสวมเสื้อผ้าสีสันสดใส ขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ และการมีคำพูดติดปากว่า "ไม่มีปัญหา" (No Problem) ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อมั่นและการมองโลกในแง่ดี

ในเชิงประวัติศาสตร์ พล.อ.ชาติชาย คือตัวแทน กลุ่มทุน และ ชนชั้นกลาง ที่กำลังเติบโต ซึ่งต้องการเห็นการเปิดกว้างทางการเมืองและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว เป็น นักการเมืองที่มีพื้นฐานมาจากนักการทูตและนักธุรกิจ ทำให้มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่งคั่ง 

การก้าวเข้ามาของ พล.อ.ชาติชาย เป็นการประกาศความพร้อมของภาคการเมืองที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสรรทรัพยากรและกำหนดทิศทางของประเทศอย่างเป็นอิสระจากกรอบของระบบราชการเดิม

คณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก กลไกขับเคลื่อนนโยบาย

หนึ่งในนวัตกรรมการบริหารที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้นคือการจัดตั้ง คณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี หรือที่รู้จักกันในนาม "ทีมบ้านพิษณุโลก" 

คณะทำงานชุดนี้ประกอบด้วยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ที่มีหัวคิดก้าวหน้า อาทิ พันศักดิ์ วิญญรัตน์, ณรงค์ชัย อัครเศรณี, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร และ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ 

การทำงานของทีมบ้านพิษณุโลกทำหน้าที่เป็น "Think Tank" ที่คอยคัดกรองและนำเสนอนโยบายที่ฉีกออกจากกรอบประเพณีเดิมของกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานด้านความมั่นคง

ทีมบ้านพิษณุโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายต่างประเทศเชิงรุก โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง การเปิดประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน ซึ่งในขณะนั้นถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม คอมมิวนิสต์ ที่อันตราย 

การให้ความสำคัญกับข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึกทำให้รัฐบาลชาติชายสามารถดำเนินนโยบายที่ตอบโจทย์ผลประโยชน์ของชาติในเชิงเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว 

การจัดตั้งคณะทำงานนี้ยังสะท้อนถึงความพยายามในการสร้าง "ความเป็นมืออาชีพ" ในการกำหนด นโยบายสาธารณะ ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ระบบอุปถัมภ์ เพียงอย่างเดียว

เปลี่ยน สนามรบ เป็น สนามการค้า พลวัตใหม่ของอาเซียน

นโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" ถือเป็นเอกลักษณ์และมรดกที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย 

ในช่วงเวลานั้น ภูมิภาคอินโดจีน โดยเฉพาะกัมพูชาและเวียดนาม ยังคงติดหล่มอยู่ในความขัดแย้งทางทหารและอุดมการณ์สงครามเย็น ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นรัฐแนวหน้าในการต่อต้านการขยายตัวของ ระบอบคอมมิวนิสต์ มานานหลายทศวรรษ 

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ชาติชาย มองเห็นว่าความขัดแย้งเหล่านี้ได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย

การดำเนินนโยบายนี้เริ่มต้นจากการเปิดการเจรจากับกลุ่มผู้นำในกัมพูชาและเวียดนามอย่างเป็นทางการ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญคือการเชิญ ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชาในขณะนั้น มาเยือนกรุงเทพฯ ในเดือนมกราคม 2532 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าไทยพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการสร้างสันติภาพและแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 

นโยบายดังกล่าวนำไปสู่การลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และเปิดโอกาสให้สินค้าจากไทยสามารถเข้าไปรุกตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ได้ก่อนประเทศอื่น

ผลกระทบของนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดน แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ที่เคยมองว่าภูมิภาคนี้มีความเสี่ยงสูง เมื่อไทยสามารถแปรสภาพความขัดแย้งให้กลายเป็นโอกาสได้ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่น่าดึงดูดที่สุด สำหรับการตั้งฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลกและตลาดใหม่ในภูมิภาค 

ปรากฏการณ์ เศรษฐกิจก้าวกระโดด ยุค GDP เติบโตสองหลัก

สถิติทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2531-2533 เป็นเครื่องยืนยันความรุ่งโรจน์ของประเทศไทยได้อย่างชัดเจนที่สุด ข้อมูลจากธนาคารโลกและสถาบันวิจัยชั้นนำระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 10 ต่อปี อย่างต่อเนื่อง 

โดยในปี 2531 อัตราการเติบโตพุ่งสูงถึงร้อยละ 13.2 ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในโลกในขณะนั้น ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่าง นโยบายภายในที่เปิดกว้าง และ ปัจจัยภายนอกที่เกื้อหนุน

การย้ายฐานการผลิตจาก ญี่ปุ่น และกลุ่ม 4 เสือรุ่นแรก (เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์) มายังประเทศไทยถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ อะไหล่ และอิเล็กทรอนิกส์อย่างมหาศาล

ในช่วงเวลานี้ สัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมใน GDP ของไทยเริ่มแซงหน้าภาคเกษตรกรรมเป็นครั้งแรก รายได้จากการส่งออกสิ่งทอและแผ่นวงจรไฟฟ้า รวมกันมีมูลค่าใกล้เคียงกับรายได้จากสินค้าเกษตรดั้งเดิม อย่างข้าว มันสำปะหลัง และ ยางพารา 

สถาบันจัดอันดับความเชื่อถือและหน่วยงานระหว่างประเทศต่างยกย่องว่าไทยคือ "เรื่องราวความสำเร็จของการพัฒนา" ที่โดดเด่นที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

ตลาดทุน-อสังหาริมทรัพย์ ความรุ่งเรือง และ การขยายตัวของเมือง

ความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นในภาคการผลิตได้ไหลเข้าสู่ ตลาดทุน และ ภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างรวดเร็ว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในยุคนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคทอง โดยดัชนีพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มธุรกิจครอบครัว เพื่อระดมทุนไปขยายกิจการ 

บรรยากาศการเก็งกำไรเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพเริ่มให้ความสนใจกับการลงทุนในตลาดหุ้น

พร้อมกันนั้น ภาคอสังหาริมทรัพย์ ก็เผชิญกับการขยายตัวอย่างรุนแรง การก่อสร้างอาคารสูง คอนโดมิเนียม และนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

การลงทุนภาคเอกชนเติบโต การขยายตัวของเมือง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่รวมถึงห้างสรรพสินค้าและศูนย์รวมความบันเทิงสมัยใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ของชนชั้นกลางที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

เส้นทางสู่ "เสือตัวที่ 5" บทบาทในระดับนานาชาติ

ความสำเร็จทางเศรษฐกิจทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็น "ลูกเสือเศรษฐกิจ" ที่กำลังจะเติบโตขึ้นเป็น "เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย" 

การเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นว่าไทยกำลังเดินตามรอยความสำเร็จของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในเอเชียตะวันออก โดยใช้โมเดลการพัฒนาที่เน้นการส่งออกและการสนับสนุนโดยรัฐบาล 

ในช่วงปี 2531-2534 ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และธนาคารโลกได้เริ่มพิจารณายกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของไทยจากประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำขึ้นไป

ในเวทีระดับโลก พล.อ.ชาติชาย มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นเรื่องความร่วมมือในภูมิภาค เป็นหนึ่งในผู้นำที่สนับสนุนแนวคิดเรื่องการสร้างเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และการสร้างความเชื่อมโยงใน อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)  

ความฝันในการเป็น เสือตัวที่ 5 ไม่ใช่เพียงเรื่องของสถิติ แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นของคนในชาติว่า "คนไทยทำได้" บรรยากาศในยุคนั้นเต็มไปด้วยพลังของการสร้างสรรค์และการมองหาขอบเขตใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจและนโยบายสาธารณะ

รอยร้าวเชิงโครงสร้าง - ข้อจำกัดการเติบโต

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เปลือกนอกที่สวยงาม ความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของการเติบโตเริ่มปรากฏชัดขึ้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วเกินไปนำมาซึ่งปัญหา "คอขวด" ของ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า ประปา การคมนาคม และท่าเรือ ไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ 

ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ เริ่มทวีความรุนแรงจนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและต้นทุนทางธุรกิจ

นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ยังขยายตัวกว้างขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ในขณะที่กรุงเทพฯ และภาคกลางได้รับอานิสงส์จากภาคอุตสาหกรรมและบริการ พื้นที่เกษตรกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือกลับได้รับผลประโยชน์น้อยกว่า สัดส่วนของ GDP ที่มาจากกรุงเทพฯ เพิ่มสูงขึ้นจนเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ 

ยิ่งไปกว่านั้น ภาคอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่ยังเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการประกอบและพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยที่ยังไม่มีการสะสมองค์ความรู้และนวัตกรรมของตนเองอย่างเพียงพอ ข้อจำกัดเหล่านี้กลายเป็นรากฐานของ "กับดักรายได้ปานกลาง" ที่ไทยต้องเผชิญในเวลาต่อมา

ฉายา "บุฟเฟ่ต์คาบิเนต"

ปัจจัยลบที่บั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลชาติชาย อย่างหนักคือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ภายใต้โครงสร้าง รัฐบาลผสมหลายพรรค การต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง กลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก จนนำมาซึ่งฉายา "บุฟเฟ่ต์คาบิเนต" 

ซึ่งสื่อถึงการที่รัฐมนตรีและนักการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลต่างเร่งแสวงหาผลประโยชน์จากงบประมาณและโครงการของรัฐอย่างเปิดเผย

รัฐประหาร 23 ก.พ. 2534  จุดสิ้นสุดยุค "น้ำผึ้งพระจันทร์"

เหตุการณ์ที่เป็นจุดตัดประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในเช้า 23 กุมภาพันธ์ 2534 เมื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย 

การยึดอำนาจเกิดขึ้นอย่างสายฟ้าแลบบนเครื่องบินการรัฐประหาร ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยุติบทบาทการบริหารของ พล.อ.ชาติชาย 

แต่ยังเป็นการยุติช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยมีความร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้ว่าหลังจากนั้นเศรษฐกิจจะยังคงเติบโตต่อไปได้อีกช่วงหนึ่งก่อนที่จะเกิด วิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2540 แต่ความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของนโยบายเชิงรุกหลายอย่าง ได้สูญหายไปในวังวนของความขัดแย้งทางการเมือง

เมื่อพิจารณาจากบริบทในยุค พล.อ.ชาติชาย และ ยุคปัจจุบัน จะพบความแตกต่างที่น่าตกใจเพราะ ในปี 2531 ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางประชากร

โดยมีสัดส่วนวัยแรงงานจำนวนมากและค่าจ้างที่ยังสามารถแข่งขันได้ ขณะที่ในปี 2569 ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" ซึ่งทำให้ขาดแคลนแรงงานและมีภาระด้านสวัสดิการสูงขึ้น

ในด้านนโยบาย ยุค พล.อ.ชาติชาย โดดเด่นด้วยการสร้าง "ความสัมพันธ์ใหม่" กับ ภูมิภาค ที่นำมาซึ่งโอกาสทางการค้ามหาศาล 

แต่ในปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับการปรับเปลี่ยน ห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ ได้ดีกว่าไทย เนื่องจากมีความพร้อมด้านทรัพยากรและตลาดภายในที่ใหญ่กว่า 

การที่ GDP ของไทยถูกคาดการณ์ว่าจะโตได้เพียงร้อยละ 1.5 ในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข แต่เป็นอาการบ่งชี้ของโรค "ชราทางเศรษฐกิจ" และความล้มเหลวใน การปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรม ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

ยุคสมัยของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ทิ้งมรดกสำคัญไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ทั้งในฐานะบทเรียนของความสำเร็จที่เกิดจากวิสัยทัศน์และบทเรียนของ ความล้มเหลว ที่เกิดจากปัญหา ธรรมาภิบาล และ ความขัดแย้งเชิงอำนาจ 

นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "การใช้เศรษฐกิจนำการเมือง" สามารถสร้างพลวัตที่ทรงพลังได้อย่างไร และการมีคณะที่ปรึกษาที่ชาญฉลาด สามารถช่วยให้รัฐบาลตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

อย่างไรก็ตาม การเป็น "เสือตัวที่ 5" ที่ไม่เคยไปถึงดวงดาว เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเติบโตทางตัวเลขเพียงอย่างเดียว โดยปราศจากการพัฒนาสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง การปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง และการวางรากฐานนวัตกรรมของตนเอง จะทำให้ประเทศเปราะบางต่อวิกฤตการณ์และตกหล่นไปตามกาลเวลา 

การกลับไปมองอดีตในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเพื่อการถวิลหาความสุขสบายในวันวาน แต่เพื่อเป็น กระจกเงา ในการพิจารณาว่า เราจะสามารถสร้าง "ความเชื่อมั่น" และ "วิสัยทัศน์ใหม่" เพื่อพาประเทศไทยให้พ้นจาก สภาวะรั้งท้าย ในอาเซียนและกลับมาเติบโตได้อีกครั้งอย่างไร ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน

อ้างอิง

imf / business / adb / americanactionforum / worldbank / openjicareport / worldbank / buuir / today / kpi / mgronline / today / silpa-mag / semanticscholar / investerest / kpi / worldbank / researchgate / adb / oercommons / stlouisfed / straitstimes /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์