มรดก ‘คณะราษฎร’ จาก ‘วิชารำดาบ’ สู่แผน ‘สร้างชาติ’

22 ม.ค. 2569 - 18:37

  • การนำ "วิชากระบี่กระบอง" มาสอนไม่ใช่เพียงเพื่อการออกกำลังกาย แต่เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ที่ต้องการสร้าง "พลเมืองที่แข็งแกร่ง"

  • สอดคล้องกับแนวคิด "การสร้างชาติ" ที่เชื่อว่า จิตใจที่แจ่มใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์

  • การฟื้นฟูวิชานี้ริเริ่มโดย อาจารย์นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากวิชา "ยูโด-เคนโด" ของญี่ปุ่น และ "ฟันดาบ" ของเยอรมนี โดยนำศิลปะดั้งเดิมมาปรับปรุงให้ทันสมัย เพื่อสร้างความภูมิใจในชาติ

มรดก ‘คณะราษฎร’ จาก ‘วิชารำดาบ’ สู่แผน ‘สร้างชาติ’

หากผู้อ่านเคยผ่านชีวิตมัธยมศึกษาในประเทศไทยมาแล้ว เชื่อเหลือเกินว่าต้องมีความทรงจำจางๆ เกี่ยวกับคาบเรียนพลศึกษาในช่วงบ่ายอันร้อนระอุ ที่ซึ่งเราไม่ได้เตะฟุตบอลหรือชู้ตบาสเกตบอล แต่เปลี่ยนมาถือ "ไม้ท่อนยาว" และ "ไม้ท่อนสั้น" ดัดนิ้วมือให้โค้งงอสวยงาม แล้วย่างสามขุม

หรือหากนึกไม่ออกอาจเห็นข่าวที่กำลังเป็นไวรัลเกี่ยวกับ นักการเมืองคนหนึ่ง "รำดาบ" ถวาย "พระเจ้าตากสิน"

ภาพจำเหล่านั้นอาจเต็มไปด้วย ความสงสัยว่า "เราเรียนสิ่งนี้ไปทำไม ?" หรือความผิดหวังเล็กๆ ที่คาบเรียนนี้ไม่ได้ดุเดือดเลือดพล่านเหมือนหนังจีนกำลังภายในที่วาดฝันไว้

แต่ภายใต้ท่ารำที่ดูเชื่องช้าและการ "ตั้งวง" ที่ดูขัดเขินของวัยรุ่นกางเกงขาสั้น นั้นคือมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมและยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ซับซ้อนที่สุดเรื่องหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 นั่นเอง

คณะราษฎรฝ่ายทหารบก
คณะราษฎรฝ่ายทหารบก

ปฏิวัติสยาม ปฏิวัติร่างกาย

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ไม่ได้เปลี่ยนแค่ระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ "คณะราษฎร" ยังมีภารกิจที่มากกว่านั้น คือการ "สร้างชาติ" (Nation Building) ซึ่งต้องอาศัย "พลเมือง" (Citizens) ที่มีคุณภาพ

คำถามสำคัญ คือ พลเมืองแบบไหนที่ระบอบใหม่ต้องการ ?

คำตอบคือ พลเมืองที่แข็งแรง มีวินัย และพร้อมจะปกป้องระบอบใหม่ โดยคณะราษฎรได้ประกาศ "หลัก 6 ประการ" เพื่อเป็นเสาหลักในการบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

  1. เอกราช
  2. ความปลอดภัย
  3. เศรษฐกิจ
  4. เสมอภาค
  5. เสรีภาพ
  6. การศึกษา

แม้ข้อ 6 จะเขียนว่า "การศึกษา" แต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลคณะราษฎร ตีความคำว่าการศึกษาควบคู่ไปกับ "พลศึกษา" อย่างแนบแน่น แนวคิดคือ "จิตใจที่แจ่มใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์" การสร้างพลเมืองที่ตื่นรู้ทางการเมืองได้ จำเป็นต้องสร้างร่างกายที่แข็งแรงก่อน หากประชาชนขี้โรค อ่อนแอ ย่อมไม่สามารถเป็นกำลังผลิตทางเศรษฐกิจหรือกำลังป้องกันเอกราชได้

นี่คือจุดกำเนิดของนโยบาย "พลเมืองแข็งแกร่ง ชาติเกรียงไกร" ซึ่งสอดคล้องกับกระแสชาตินิยมทั่วโลกในขณะนั้น เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น หรืออิตาลี ที่เน้นการฝึกยุวชนให้แข็งแกร่ง

การกำเนิด 'กรมพลศึกษา' องค์กรแห่งความหวังปี 2476

เพื่อให้ภารกิจสร้างร่างกายสัมฤทธิ์ผล รัฐบาลได้จัดตั้ง "กรมพลศึกษา" ขึ้นในปี พ.ศ. 2476-2477 แยกตัวออกมาจาก กระทรวงธรรมการ เพื่อความคล่องตัว

หลวงศุภชลาศัย
หลวงศุภชลาศัย

นาวาโท หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) อธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก คือบุคคลสำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้ากีฬาไทย โดยเป็นนายทหารเรือที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล (และเป็นสมาชิกคณะราษฎรสายทหารเรือ) ไม่ได้มองกีฬาเป็นแค่ "การละเล่น" แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ชาติ"

ทำไมต้องกระบี่กระบอง ? แรงบันดาลใจจากมหาอำนาจ

ในขณะที่หลวงศุภชลาศัยวางโครงสร้างพื้นฐาน บุคคลที่เป็น "มันสมอง" ทางวิชาการในการนำกระบี่กระบองกลับมาคือ อาจารย์นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา

ทำไมอาจารย์นาค ถึงคิดฟื้นฟูวิชาที่คนมองว่า "เชย" ? คำตอบอยู่ในบริบทโลกขณะนั้นเห็นได้จาก เยอรมนี มี วิชาฟันดาบสากล (Fencing) ที่ใช้ฝึกความกล้าหาญและวินัย ขณะที่ ญี่ปุ่น มีวิชา ยูโด (Judo) และ เคนโด (Kendo) ที่พัฒนาจากวิชาซามูไรโบราณ ให้เป็นกีฬาสมัยใหม่ที่ทั่วโลกยอมรับ

อาจารย์นาคมองเห็นว่า ชาติมหาอำนาจเหล่านี้ไม่ได้ทิ้งของเก่า แต่กลับนำมาปัดฝุ่นและใช้เป็นเครื่องมือสร้างความภูมิใจในชาติ ท่านจึงตั้งปณิธานว่า "ไทยเราก็มีดี ทำไมไม่เอามาอวดโลกบ้าง?"

อาจารย์นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา
อาจารย์นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา

การทดลองสอนปี 2478 และการบรรจุหลักสูตรปี 2479

ในปี พ.ศ. 2478 ขณะดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนพลศึกษากลาง อาจารย์นาคได้เริ่ม "การทดลองทางสังคม" เล็กๆ โดยนำวิชากระบี่กระบองมาสอน "นักเรียนพลศึกษา" เป็นรุ่นแรก

ผลปรากฏว่าเวิร์ค นักเรียนไม่เพียงแต่ได้เหงื่อ แต่ยังได้ฝึกสมาธิ ความเคารพครูบาอาจารย์ และรู้สึก อิน กับความเป็นไทย ในปีถัดมา พ.ศ. 2479 วิชากระบี่กระบองจึงถูกบรรจุลงในหลักสูตร "ประโยคครูผู้สอนพลศึกษา" อย่างเป็นทางการ

การบรรจุในหลักสูตรผลิตครู คือกุญแจสำคัญ เพราะมันคือการสร้าง "แม่พิมพ์" ที่จะนำวิชานี้กระจายออกไปสู่โรงเรียนต่างจังหวัดทั่วประเทศ เป็นการวางรากฐานระยะยาวที่ชาญฉลาด

จากยุค "สร้างชาติ" สู่ยุค "สงครามเย็น"

แม้จะมีการสอนมาตั้งแต่ยุคคณะราษฎร แต่จุดที่ทำให้กระบี่กระบองกลายเป็น "วิชาสามัญประจำบ้าน" ของเด็กไทยทุกคนจริงๆ คือปี พ.ศ. 2518

ในปีนั้น กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายฉบับใหม่ กำหนดให้ "กระบี่กระบอง" เป็นวิชาบังคับ และต่อมาในปี 2521 ก็ขยายลงสู่ระดับมัธยมต้น

ช่วงปี 2516-2519 คือช่วงเวลาที่การเมืองไทยร้อนแรงที่สุด (14 ตุลา - 6 ตุลา) กระแสชาตินิยมและการค้นหา "รากเหง้า" ของความเป็นไทยกำลังพุ่งสูง 

เพื่อต่อต้านกระแสวัฒนธรรมตะวันตกและลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังคุกคาม รัฐต้องการเครื่องมือที่จะร้อยรัดเยาวชนให้รักชาติและหวงแหนแผ่นดิน "วิชากระบี่กระบอง" ที่สอนเรื่องความกล้าหาญของบรรพบุรุษ จึงเป็น "Software" ที่สมบูรณ์แบบในการติดตั้งลงไปใน "สมอง-ร่างกาย" ของเยาวชน

การอนุรักษ์ หรือ การแช่แข็ง ?

นักวิชาการบางท่านวิจารณ์ว่า การนำกระบี่กระบองเข้าสู่ระบบโรงเรียน แม้จะช่วย "รักษาชีวิต" มันไว้ได้ แต่ก็ทำให้มัน "หยุดโต"

กฎกติกาการให้คะแนนของกรมพลศึกษา ที่เน้นความสวยงาม เครื่องแต่งกาย และความพร้อมเพรียง ทำให้วิชานี้ลดทอนความเป็น "ศิลปะการต่อสู้" ลง และกลายเป็น "นาฏศิลป์ประยุกต์" มากขึ้นเรื่อยๆ ความคิดสร้างสรรค์ในการคิดท่าต่อสู้ใหม่ๆ ถูกจำกัดด้วยกรอบของ "ท่ามาตรฐาน" ที่ใช้สอบ

หากมองย้อนกลับไปที่เป้าหมายของ คณะราษฎร และ กรมพลศึกษา ต้องยอมรับว่าพวกเขา ทำสำเร็จ

พวกเขาสามารถเปลี่ยนวิชาที่กำลังจะตาย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเด็กไทยนับล้านคน ทำให้เด็กไทยได้ออกกำลังกาย ได้ฝึกกล้ามเนื้อขา

กระบี่กระบองกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยที่จับต้องได้ และอวดชาวต่างชาติได้ไม่อายใคร ตามที่อาจารย์นาคตั้งใจไว้

วันนี้ แม้เราจะไม่ได้ถือดาบไปรบ แต่ทุกครั้งที่เราเห็นเด็กนักเรียนถือไม้หวายเดินไปสนามเปตอง หรือเห็นการแสดงต่อสู้โชว์หน้าลานห้างสรรพสินค้า ขอให้รู้ว่านั่นคือผลผลิตของการเดินทางอันยาวนาน จากสนามรบอยุธยา ผ่านมันสมองของนักปฏิวัติ 2475 มาสู่หลักสูตรการศึกษาที่หล่อหลอมร่างกายและจิตวิญญาณของคนไทย ให้เป็นอย่างที่เราเป็นในทุกวันนี้

แหล่งอ้างอิง

pubhtml5 / newweb / so08 / backoffice / kpi / thai / nectec / buddhaisawan / tnsu/

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์